นายภักดีหาญส์ หิมะทองคำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบแนวทางการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ไม่สามารถใช้สิทธิ์เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปี 55/56 ได้ทันในวันที่ 15 ก.ย.56 เป็นกรณีพิเศษ ตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอครม. ฝ่ายเศรษฐกิจ ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังเป็นประธาน โดยได้อนุมัติวงเงิน 1,907 ล้านบาท ชดเชยให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในโครงการ และเกษตรกรที่มีหนังสือรับรอง จะได้รับการเงินชดเชยตันละ 2,121 บาท รายละไม่เกิน 33 ตัน คิดเป็นปริมาณรวม 899,000 ตัน สำหรับวงเงินชดเชยดังกล่าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พิจารณาเห็นว่า เหมาะสมและสอดคล้องกับหลักเกณฑ์การคำนวณอัตราช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยกรณีฉุกเฉิน ปี 56 ตามที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารภัย (ปภ.) ประกาศเมื่อวันที่ 1 ต.ค.56 โดยวงเงินดังกล่าว ได้คำนวณจากค่าพันธุ์ข้าว 536.47 บาทต่อไร่ และค่าปุ๋ย 401.27 บาทต่อไร่ รวมเป็นเงินชดเชย 937.74 บาทต่อไร่ คิดเป็นค่าช่วยเหลือต่อตันเป็นเงิน 2,121 บาท ทั้งนี้ที่ประชุมยังมอบหมายให้คณะอนุกรรมการติดตามกำกับดูแลการจำนำระดับจังหวัด ไปกำกับดูแลการช่วยเหลือให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอน รวมทั้งเอกสารหลักฐานที่ใช้ในการขอรับเงินเยียวยา เพื่อให้ประโยชน์ตกกับเกษตรกรอย่างแท้จริงตามปริมาณผลผลิตจริงที่เกษตรกรนำไปจำหน่าย และไม่เกินปริมาณตามหนังสือรับรองเกษตรกร โดยกำหนดหลักเกณฑ์ เอกสารหลักฐาน วิธีการขอรับเงิน และการจ่ายเงินเยียวยาด้วย อย่างไรก็ตามกระทรวงเกษตรฯ ได้แจ้งว่า การขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 55/56 ครั้งที่ 2 จากเดิม 2.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้นอีก 1.27 ล้านตัน จึงมีผลผลิตส่วนหนึ่งเข้าสู่โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปี 55/56 เพิ่มขึ้นจากที่ประมาณการไว้ 22 ล้านตัน และมีบางส่วนที่ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการรับจำนำได้เพราะผลผลิตออกสู่ตลาดหลังสิ้นสุดระยะเวลารับจำนำ ต่อมาสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ช่วยเหลือเกษตรกรในหลายจังหวัดที่ได้รับหนังสือรับรองเกษตรกร ครั้งที่ 2 และคาดว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อน 15 ก.ย. แต่ไม่สามารถใช้สิทธิ์เข้าร่วมโครงการได้ เพราะกระทรวงเกษตรฯ ขอให้เลื่อนการเพาะปลูกและปล่อยน้ำชลประทานล่าช้า รวมถึงเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวในช่วงวันที่ 16-30 ต.ค. โดยขอให้ขยายระยะเวลาจำนำออกไปเป็นสิ้นสุดเดือนพ.ย.56 แต่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาแล้วเห็นว่า เกษตรกรได้ขายผลผลิตไปแล้ว จึงควรให้การช่วยเหลือเป็นค่าปุ๋ย ค่าพันธุ์ ค่ายาปราบศัตรูพืชตันละ 2,500 บาท ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ปรับลงเหลือตันละ 2,121บาท ให้สอดคล้องอัตราการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยกรณีฉุกเฉินปี 56.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ครม.ไฟเขียว1,900 ล้านบาทอุ้มชาวนาอีกรอบ
เดือน: ตุลาคม 2013
-

ครม.ไฟเขียว1,900 ล้านบาทอุ้มชาวนาอีกรอบ
-

ไทยคงอันดับ 18 ในการติดต่อเจรจาธุรกิจง่าย
น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิล์ดแบงก์) ประจำประเทศไทย เปิดเผยถึงผลรายงานล่วงหน้า 1 ปี การจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจทั่วโลก ปี 57 จัดทำโดยเวิล์ดแบงก์และคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) ว่า ไทยคงอันอันดับที่ 18 และรักษาอันดับในกลุ่ม 20 ประเทศแรกของโลก จาก 189 ประเทศทั่วโลกที่ง่ายต่อการประกอบธุรกิจ เนื่องจากมีปัจจัยตัวชี้วัดที่ดีขึ้น ทั้งหน่วยงานของรัฐมีการพัฒนาประสิทธิภาพการให้บริการ ลดขั้นตอนระยะเวลาดำเนินการ พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ แก้ไขกฎหมายกฎระเบียบให้เอื้อต่อความสะดวกของผู้ประกอบธุรกิจ รวมทั้ง การปรับให้บริษัทมีภาระการชำระภาษีลดน้อยลงและปรับลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของฝ่ายนายจ้าง “รายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นการวัดผลเรื่องความยากง่ายหรือความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ซึ่งเวิล์ดแบงก์ได้ตีพิมพ์และเผยแพร่ไปทั่วโลก ที่มีผลทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจเป็นจำนวนมาก นำรายงานดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจเพื่อเข้าไปประกอบธุรกิจในประเทศต่าง ๆ ซึ่งการที่มีผลการจัดอันดับที่ดีจะแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริการของหน่วยงานภาครัฐที่พยายามปรับปรุงบริการให้สะดวกรวดเร็วขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน และยังมีผลต่อการดึงดูดให้นักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนในไทย ส่งผลดีให้เกิดการจ้างงาน ประชาชนมีรายได้ และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศดีขึ้น”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยคงอันดับ 18 ในการติดต่อเจรจาธุรกิจง่าย -

หอการค้าคาดส่งออกโตต่ำสุดในรอบ4ปี
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ฯประเมินการส่งออกในไตรมาสที่ 4 ปี 56 (ต.ค. –ธ.ค.) มีมูลค่า 60,108 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 5.12% เนื่องจากเศรษฐกิจหลายประเทศเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจนโดยเฉพาะตลาดสหรัฐที่ยอดการส่งออกไทยไตรมาส 4 น่าจะขยายตัว 9.87% , กลุ่มยุโรป ขยายตัว 9.93% และอาเซียนเดิม 10.87% แต่เมื่อรวมการส่งออกทั้งปีมีมูลค่า 232,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 1.31% ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 4 ปี ทั้งนี้สาเหตุที่การส่งออกไทยขยายตัวต่ำสุดรอบ 4 ปีเพราะในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี (ม.ค.-ก.ย.) ขยายตัวเพียง 0.05% ซึ่งถือว่าต่ำมากจากผลกระทบเศรษฐกิจโลกซบเซาในทุกตลาด ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรไทยตกต่ำและประสบปัญหาเรื่องของการแข็งค่าของเงินบาทไทยในช่วงต้นปี “การส่งออกให้ไปตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้ 4% คงเป็นไปได้ยาก เพราะ 3 เดือนที่เหลือต้องมีมูลค่าส่งออกไม่ต่ำกว่า 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน หรือขยายตัวเฉลี่ยที่ 15% ทุกเดือน ซึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทยก็ไม่เคยเห็นมูลค่าส่งออกไทยพุ่งไปอยู่ในระดับ 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยอดีตที่เคยสูงสุดอยู่ในระดับ 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ “ อย่างไรก็ตาม ช่วงที่เหลือของปีนี้ ต้องการให้รัฐบาลเร่งผลักดันตลาดส่งออกอย่างญี่ปุ่น จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่ยังติดลบในไตรมาสที่ 4 สวนทางกับตลาดอื่นที่การส่งออกไทยขยายตัวทั้งหมด เพราะหากแก้จุดนี้ได้ก็จะเป็นประโยชย์ต่อการส่งออกภาพรวมในปี 57 สำหรับปี 57 คาดว่าการส่งออกไทยจะมีมูลค่ารวม 245,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 5.48% ซึ่งเป็นการประเมินที่ยังไม่รวมปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองที่ไม่สามารถประเมินได้ว่ารุนแรงอย่างไร แต่หากประท้วงปกติโดยไม่มีการปิดสนามบิน ปิดท่าเรือ และปิดโรงงาน ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยในภาพรวมมากนักเพราะผู้ประกอบการสามารถผลิตสินค้าและส่งออกได้ตามปกติ “ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกฟื้นตัวในปี 57 มาจากการฟื้นตัวของตลาดสำคัญ ทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และอาเซียน โดยภาคอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วน 80% ของส่งออกรวมจะเป็นตัวขับเคลื่อนการส่งออกที่สำคัญเนื่องจากยังสามารถปรับราคาตามต้นทุนได้ โดยเฉพาะรถยนต์และชิ้นส่วนที่ไทยยังเป็นเบอร์ 1 ของอาเซียน รวมถึง คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน เกษตรแปรรูป ก็ยังเป็นตัวสำคัญในการสร้างมูลค่าส่งออก” สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ยังน่าเป็นห่วงในปี 57 คือ เศรษฐกิจญี่ปุ่นและจีน ยังไม่ดีนักและทำให้การบริโภคและนำเข้าสินค้าชะลอตัว ราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มลดลงโดยเฉพาะข้าวที่ยังมีคู่แข่งคอยตัดราคาอย่างเวียดนามและอินเดีย ขณะเดียวกันราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง และอัตราแลกเปลี่ยนยังมีความผันผวน ซึ่งหากเฟด ลดคิวอี ในช่วงไตรมาสแรกของปี 57 ซึ่งจะผลให้เงินทุนไหลออก แต่ทางศูนย์ฯมีการประเมินค่าเงินบาทในปี 57 เฉลี่ยที่ 30-89-31.22 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ แนวโน้มการส่งออกในปี 57 กรมฯ ประเมินว่า มีทิศทางที่ดีขึ้น และมีอัตราการขยายตัวได้ดีกว่าปี 56 เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญ ทั้งสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป และญี่ปุ่น มีแนวโน้มดีขึ้น โดยตลาดเป้าหมายที่จะให้ความสำคัญในการผลักดันการส่งออก จะเน้นตลาดอาเซียน อาเซียน+6 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย) และตลาดที่ไทยทำเอฟทีเอ เช่น ชิลี เปรู ตลาดสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และตลาดใหม่อย่างตะวันออกกลาง แอฟริกา สแกนดิเนเวีย และยุโรปตะวันออก “ในวันที่ 11 พ.ย. 56 นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ จะประชุมร่วมกับสมาคมการค้าต่าง ๆ เพื่อร่วมกันจัดทำแผนผลักดันการส่งออก และกำหนดเป้าหมายการส่งออกในปี 57 ร่วมกัน”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หอการค้าคาดส่งออกโตต่ำสุดในรอบ4ปี