ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 12 พ.ย. ดัชนีสามารถดีดตัวได้แรงทันทีที่เปิดตลาด จากนั้นก็ยืนในแดนบวกได้คึกคักตลอดทั้งวัน ตามแรงเข้าซื้อกลับ หลังนักลงทุนเริ่มคลายกังวลสถานการณ์การเมืองในประเทศ จากการที่สมาชิกวุฒิสภาได้ตีกลับร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม วาระ 1 ทำให้ต้องพักไว้อย่างน้อย 180 วัน ประกอบกับผลการตัดสินคดีปราสาทเขาพระวิหารของศาลโลกไม่มีประเด็นที่จะนำไปสู่ความรุนแรง ส่งผลให้ระหว่างวันหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,422.06 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 1,410.18 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,413.08 จุด เพิ่มขึ้น 7.17 จุด หรือ 0.51% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 30,463.98 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1. ธ.กรุงศรีอยุธยา ปิดที่ 38.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท 2. เอไอเอส ปิดที่ 233.00 บาท ลดลง 1.00 บาท 3. ทรู ปิดที่ 8.35 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท 4. จัสมิน ปิดที่ 8.15 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท 5. อินทัช ปิดที่ 77.75 บาท ลดลง 1.00 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยวันที่ 13 พฤศจิกายน 2556 ปิดบวก 7.17 จุด
เดือน: พฤศจิกายน 2013
-

หุ้นไทยวันที่ 13 พฤศจิกายน 2556 ปิดบวก 7.17 จุด
-

“โตชิบา”ปรับแผนหันลุยตลาดโน๊ตบุ๊คองค์กร
วันนี้(12 พ.ย.) ที่โรงแรมสุโกศล นายถกล นิยมไทย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้รุกตลาดโน๊ตบุ๊คในส่วนของลูกค้าองค์กร ด้วยการออกโน๊ตบุ๊ค 2 รุ่นใหม่ คือ โปรเตเจ้ แซด30 และเทกร้า แซด40 โดยที่ผ่านมาบริษัทได้รับความไว้วางใจจากหลายองค์กร อาทิ ศาลอาญา ที่ใช้โน๊ตบุ๊คโตชิบา กว่า 4,000 เครื่อง มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต จำนวนกว่า 20,000 เครื่อง ซึ่งการหันมารุกตลาดองค์กรเนื่องจากยังเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตอยู่ ขณะที่ตลาดลูกค้าทั่วไปถือว่าทรงตัว“ตลาดโน๊ตบุ๊คในส่วนของลูกค้าคอนซูเมอร์หรือลูกค้าทั่วไปได้รับผลกระทบจากแท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน ซึ่งคาดว่าจะซึมยาวปีถึงปีครึ่ง จนกว่าจะมีนวัตกรรมใหม่ๆออกมาช่วยกระตุ้นตลาด บริษัทจึงต้องชะลอการทำตลาดในส่วนนี้ ส่วนตลาดองค์กรยังเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมษายนปีหน้า ที่ไมโครซอฟท์จะมีการยกเลิกการสนับสนุน วินโดวส์เอ็กซ์พี ที่มีการใช้อยู่จำนวนมาก เชื่อว่าจะทำให้หลายๆองค์กรมีการปรับเปลี่ยนทั้งซอฟต์แวร์และฮาร์ตแวร์ที่ใช้อยู่ โดยคาดว่าหวังว่าในปีหน้าสัดส่วนยอดขายตลาดองค์กรจะเพิ่มเป็น 30% จากในปีนี้ที่มีสัดส่วน 20 %”นายถกล กล่าวต่อว่า สำหรับ โน๊ตบุ๊ค โปรเตเจ้ แซด30 และเทกร้า แซด40 มีเทคโนโลยีความปลอดภัยอีซี่การ์ดของโตชิบา ช่วยปกป้องข้อมูลจากการตกกระแทกและอุบัติเหตุ รับน้ำหนักได้ถึง 100 กิโลกรัม จากด้านบน และตกจากโต๊ะที่สูงถึง 76 เซนติเมตร และทนต่อน้ำที่หกบนแป้นพิมพ์ได้ 30 ลูกบาศก์ลิตร โดยโน๊ตบุ๊ค โปรเตเจ้ แซด30 ขนาดหน้าจอ 13.3 นิ้ว ใช้หน่วยประมวลผลอินเทลเจน 4 ส่วนเทกร้า แซด40 หน้าจอ14 นิ้ว ใช้หน่วยประมวลผลอินเทล คอล ไอ 5 แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน 9 ชั่วโมง นอกจากนี้บริษัทยังได้เปิดตัวแท็บเล็ตใหม่ 3 รุ่น เพื่อรุกตลาดองค์กรธุรกิจด้วยเช่นกัน โดยมีทั้งแท็บเล็ตใช้ระบบปฎิบัติการแอนดรอยด์ และวินโดวส์
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “โตชิบา”ปรับแผนหันลุยตลาดโน๊ตบุ๊คองค์กร -

หอการค้าระบุหยุดงานพร้อมกันสูญเดือนละแสนล้าน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ฯได้ประเมินผลกระทบจากกรณีที่ม็อบต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เรียกร้องให้รัฐวิสาหกิจและบริษัทหยุดงานตั้งแต่วันที่ 13-15 พ.ย.นี้ เพื่อร่วมชุมนุมอาจทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจเดือนละ 50,000-100,000 ล้านบาท หากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจนั้นให้บริการขนส่ง ทั้งทางบก ทางเรือและทางอากาศ หยุดทำงานทั้งหมด แต่หากการนัดหยุดงานเกิดเฉพาะบริษัทเอกชนที่อยู่ในภาคบริการในระเวลาสั้น ๆ และไม่เกิดเกิดการณ์รุนแรงคาดว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเดือนละ 20,000-30,000 ล้านบาท หรือฉุดตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ลง 0.1-0.2% “คาดหวังว่าการชุมนุมจะยุติโดยเร็ว เพราะหากไม่จบ และลากยาวออกไป จะกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค และความเชื่อมั่นการลงทุน ทำให้เกิดการระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศทำให้ชะลอตัวลง” นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่า หากสถานการณ์การชุมนุมยืดเยื้อถึงสิ้นปีนี้ แต่เป็นไปด้วยความสงบ ประเมินว่าจะสร้างความเสียหายตั้งแต่ 10,000-20,000 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 50,000 ล้านบาท ซึ่งจะกระทบต่อจีดีพีของประเทศให้ลดลง 0.2-0.3% หรือจีดีพีโดยรวมปีนี้จะเติบโตอยู่ที่ระดับ 3.3-3.5% สำหรับกรณีที่เรียกร้องให้ชะลอการจ่ายภาษีนั้น เบื้องต้นยังประเมินความเสียหายไม่ได้ เพราะกว่าจะถึงรอบการชำระภาษีนิติบุคคลธรรมดาก็จะเป็นช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.57 แต่ถ้าถึงตอนนั้นก็จะทำให้รัฐบาลขาดรายได้บางส่วนในการดำเนินกิจการโครงการต่าง ๆ ได้ แต่ทั้งนี้เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย เพราะเป็นผลประโยชน์เฉพาะบุคคล จึงต้องพิจารณาให้ดี ด้านนายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทราบว่ามีผู้ประกอบการหลายรายประกาศหยุดกิจการเพื่อให้พนักงานที่มีแนวคิดในการต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมออกไปประท้วง ส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานขนาดกลางและขนาดเล็ก ในกลุ่มภาคใต้และพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล เนื่องจากเจ้าของกิจการบางรายต้องการให้พนักงานแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย แต่มีข้อแม้ต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง “โรงงานส่วนใหญ่ 90% คงไม่หยุดกิจการ เพื่อให้พนักงานออกไปประท้วง แต่อาจจะเลิกงานเร็วขึ้น หรืออย่างน้อยก็อนุญาตให้ลางานได้ แต่ยอมรับว่าในส่วนของภาคใต้และพื้นที่ธุรกิจในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีความตื่นตัวมากในเรื่องนี้ เนื่องจากไม่ต้องการให้ล้างแก่ผู้ที่มีคดีการคอร์รัปชั่น” อย่างไรก็ตามเรื่องของ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมนั้น เป็นเรื่องการแสดงความเห็นของแต่ละกลุ่ม ซึ่งในกลุ่มของนักธุรกิจก็มีความเห็นแตกต่างกันไป คือกลุ่มที่อยู่ระดับกลาง ๆ ส่วนใหญ่ก็ออกมาคัดค้านให้ถึงที่สุด, กลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลก็จะมองเรื่องของความปรองดองเป็นหลัก และเรื่องของกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลก็มองร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ไปอีกทางหนึ่ง ในส่วนของการเรียกร้องให้ชะลอการจ่ายภาษีนั้น เชื่อว่าคงไม่มีนายจ้างที่อยู่ในระบบกล้าดำเนินการเนื่องจากเป็นการทำความผิดกฎหมายอาญาด้วย โดยในส่วนของนายจ้างก็จะเกี่ยวข้องกับภาษีหัก ณ ที่จ่ายซึ่งมาจากการหักภาษีจากยอดขายและการรับจ้างผลิต, ภาษีบุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล และ ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น เพราะตรงนี้ต่อให้เป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่ต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบสุดขั้วก็ไม่กล้าดำเนินการแน่นอน “แม้ช่วงนี้จะมีประชาชนจำนวนมากออกมาคัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมจนเจ้าหน้าที่ภาครัฐไม่กล้าเข้าไปดำเนินการ แต่หากเหตุการณ์สงบบุคคลที่ชะลอการจ่ายภาษีหรือไม่จ่ายภาษีก็จะถูกปรับและถูกดำเนินคดีแน่นอน อย่างไรก็ตามเอกชนส่วนใหญ่ต้องการให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เจรจาหาข้อยุติเรื่องต่างๆ ลงเพราะยิ่งต่างฝ่ายต่างปล่อยให้เหตุการณ์ลากยาวไปแบบนี้ก็จะไม่ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศไทย”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หอการค้าระบุหยุดงานพร้อมกันสูญเดือนละแสนล้าน