นายสมประวิณ มันประเสริฐ รองคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ทางการเมืองที่มีความไม่แน่นอนได้ส่งผลกระทบและเป็นปัจจัยเสี่ยง ทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 56 ที่มีความหวังที่จะเติบโตที่ระดับ 3% เริ่มริบหรี่ลง โดยเฉพาะเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 4 แม้ปกติแล้วเป็นช่วงที่ดีที่สุดของแต่ละปี แต่ฐานการเติบโตที่สูงของปีที่ผ่านมาและการชุมนุมที่เกิดขึ้นที่ส่งผลกระทบกดดันเศรษฐกิจไทยมากขึ้น“เศรษฐกิจไทย ไตรมาส 4 ในปีนี้ ทั้งด้านการบริโภค การลงทุน รวมทั้งยังมีความท้าทายที่เศรษฐกิจไทยไตรมาสนี้จะชะลอลง เมื่อเทียบช่วงไตรมาสเดียวกับปีก่อนที่ฐานการขยายตัวอยู่ในระดับสูง ทำให้มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ไม่เกิน 3% แม้มีแรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น”ส่วนเศรษฐกิจไทย ปี 57 มองว่าไทยอาจเกิดภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และภาวะขาดดุลงบประมาณภาครัฐ หรือเรียกว่า ขาดดุลแฝด จะสะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า เหมือนเช่นเดียวกับในปี 40 ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติขาดความเชื่อมั่นมากขึ้น///////////////////////////////////
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชี้จีดีพีไทย ปี 56 โต 3% เริ่มริบหรี่
เดือน: พฤศจิกายน 2013
-

ชี้จีดีพีไทย ปี 56 โต 3% เริ่มริบหรี่
-

สรอ.ยันระบบจัดเก็บข้อมูลรัฐปลอดภัย 100%
วันนี่ (28 พ.ย.) โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลลาดพร้าว นายศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สรอ. เปิดเผยในงาน “ทีอี คอนเน็คทีวิตี้ โร้ดโชว์ 2013” ว่า จากปัญหาการชุมนุมทางการเมืองล่าสุดได้ยึดพื้นที่ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นั้น สรอ.ซึ่งทำหน้าที่ดูแลรักษาและเชื่อมโยงฐานข้อมูลให้แก่หน่วยงานภาครัฐกว่า 23 องค์กร ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อข้อมูลและยังคงดำเนินการได้ตามปกติ เพราะกระทรวงไอซีที และ สรอ.ได้ย้ายพื้นที่การทำงานมายังหน่วยงานอื่นที่อยู่ใต้กำกับดูแล และฐานข้อมูลอยู่ในรูปแบบของระบบคลาวด์ซึ่งสามารถเชื่อมโยงและดึงฐานข้อมูลจากในพื้นที่อื่นได้อย่างไรก็ตาม ในส่วนของอุปกรณ์เครื่องแม่ข่ายส่วนกลางจัดเก็บข้อมูล หรือเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ที่ทำหน้าที่จัดเก็บเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปยังระบบคลาวด์ยังอยู่ภายใต้การดูแลรักษาที่มีความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งจะทำการกระจายไปยังสถานที่จัดเก็บต่างๆ ภายใต้การดูแลของ บริษัท ทีโอที จำกัด(หมาชน) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยแบ่งเป็น 3 ชั้นของการดูแล ได้แก่เครื่องเซิร์ฟเวอร์หลัก เครื่องเซิร์ฟเวอร์สำรอง และเครื่องเซิร์ฟเวอร์ชั้นลับสุดยอดซึ่งไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้”ตอนนี้มีหน่วยงานรัฐแจ้งขอจัดเก็บสำรองข้อมูลภายในองค์กรอย่างเร่งด่วนทั้งสิ้น 3 หน่วยงาน คือ สำนักงบประมาณ กระทรวงสาธารณะสุข กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงไอซีที ซึ่ง สรอ. ได้ดำเนินการสำรองจัดเก็บข้อมูลได้เสร็จสิ้นทันก่อนเหตุการณ์บุกยึดสถานที่” นายศักดิ์ กล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สรอ.ยันระบบจัดเก็บข้อมูลรัฐปลอดภัย 100% -

กสทช. รับตรวจสอบมือถือหากพบเข้าข่ายไม่ได้มาตรฐาน
วันนี้ (28 พ.ย.) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า จากกรณีที่มีผู้เสียชีวิตจากการถูกไฟดูดขณะชาร์จโทรศัพท์มือถือ ที่ สภ.แกลง จ.ระยอง นั้น ล่าสุดสำนักงาน กสทช.ได้มีหนังสือถึง สภ.แกลง ขอให้ส่งเครื่องโทรศัพท์ที่มีปัญหามาให้ตรวจสอบตามพ.ร.บ.วิทยุคมนาคม 2498 ว่ามีการนำเข้าหรือมีใบอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือได้รับการรับรองมาตรฐานจากสำนักงาน กสทช. หรือไม่ เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลของสำนักงาน กสทช. กรณีเครื่องโทรศัพท์มือถือมีปัญหาและการดำเนินการของสำนักงาน กสทช. ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาระหว่างปี 2555 – 2556 รวมกรณีนี้พบว่ามี 3 กรณี สำหรับ 2 กรณีแรกได้แก่ 1. กรณีโทรศัพท์มือถือไอโฟน 5 ระเบิด เมื่อวันที่ 12 มี.ค.56 ที่กรุงเทพฯ โดยสำนักงาน กสทช. ได้ดำเนินการตรวจสอบ และพบน๊อตแปลกปลอมอยู่ในถาดรองแบตเตอรี่ ทำให้แบตเตอรี่เกิดการกดทับและทำให้ช๊อตกันระหว่างเซลล์ของแบตเตอรี่2. กรณีโทรศัพท์มือถือโนเกียไม่สามารถระบุรุ่น ระเบิดเมื่อวันที่ 10 ก.ย.56 ที่ จ.ระยอง โดยสำนักงาน กสทช.ได้ประสานไปยังบริษัทโนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อให้ทางบริษัทฯ ตรวจสอบว่าเป็นเครื่องของบริษัทฯ หรือไม่ และเป็นรุ่นใดอย่างไรก็ตาม กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นนับเป็นอุทาหรณ์ และสำนักงาน กสทช. เห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว เนื่องจากส่งผลถึงผู้ใช้บริการโทรคมนาคมโดยตรง และเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงาน กสทช.จึงขอเตือนผู้บริโภคให้เลือกใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่รวมถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ไม่ควรเห็นแก่ของที่มีราคาถูก ซึ่งไม่ได้มาตรฐาน เนื่องจากอุปกรณ์ที่ได้รับมาตรฐานสากล จะผ่านการตรวจสอบคุณภาพการผลิต และหากผู้ใช้ปฏิบัติตามข้อแนะนำการใช้ จะทำให้สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยสำหรับ การตรวจสอบเครื่องโทรศัพท์มือถือว่าผ่านการรับรองมาตรฐานหรือไม่นั้น เครื่องโทรศัพท์มือถือทุกเครื่องที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยจะต้องมีเครื่องหมายแสดงการรับรองมาตรฐานเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์ ที่ออกโดยสำนักงาน กสทช. ซึ่งจะระบุหมายเลขการรับรอง เลขปี ค.ศ. ที่รับรอง และรหัสประจำตัวของผู้ประกอบการ เช่น CLASS B NTC ID. AAAAAA-BB-XXXX โดยที่ AAAAAA หมายถึง หมายเลขรับรอง 6 หลัก BB หมายถึง เลขปี ค.ศ. ที่รับรอง ซึ่งจะเป็นเลขสองหลักสุดท้าย และ XXXX หมายถึง รหัสประจำตัวผู้ประกอบการ 4 หลัก ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องแสดงเครื่องหมายให้เห็นที่ตัวเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์ ในลักษณะที่อ่านออกได้ และต้องแสดงเครื่องหมายในวัสดุที่ใช้ร่วมกับเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์นั้น เช่น บรรจุภัณฑ์ คู่มือการใช้งาน เป็นต้น อย่างไรก็ตามสำหรับอุปกรณ์ประกอบหรืออุปกรณ์เสริมของโทรศัพท์มือถือ เช่น สายชาร์จ แบตเตอรี่ หูฟัง และอื่นๆ นั้น อุปกรณ์ดังกล่าวไม่ต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์จากสำนักงาน กสทช. “ตามพ.ร.บ. วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 กำหนดให้เครื่องโทรศัพท์จะต้องได้รับอนุญาตให้มีการนำเข้าโดยถูกต้องจากสำนักงาน กสทช. และมาตรา 32 พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 กำหนดให้เครื่องโทรศัพท์จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานจากสำนักงาน กสทช. ก่อน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งหากพบเห็น หรือสงสัยว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรืออุปกรณ์ที่ซื้อมาได้รับมาตรฐาน สามารถส่งมาตรวจสอบได้ที่สำนักงาน กสทช.ทันที” นายฐากร กล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช. รับตรวจสอบมือถือหากพบเข้าข่ายไม่ได้มาตรฐาน