แหล่งข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)เปิดเผยว่า สศค. ได้ทำแบบสอบถามรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติยุบเลิก กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ผ่านทางอินเตอร์เน็ตบนหน้าเว็บไซต์ของ สศค.และทางไปรษณีย โดยให้ส่งความคิดเห็นกลับมาภายในวันที่ 15 พ.ย. 2556 ว่าเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าไม่เห็นด้วยเพราะเหตุใด เพื่อสรุปเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาว่าเห็นควรจะยุบกองทุนฯ หรือไม่ สำหรับสาเหตุที่ต้องการยุบกองทุนฯ เนื่องจากพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของผลประโยชน์ทดแทน ตลอดจนเงื่อนไขสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคล ของกระทรวงแรงงานที่ประกาศในวันที่ 25 ต.ค. 56 ได้เพิ่มรูปแบบความคุ้มครองประกันสังคมของแรงงานนอกระบบ โดยมาตรา 40 ของกฎหมายว่าด้วยประกันสังคมมีหลักเกณฑ์ใกล้เคียงกับ กอช. โดยเฉพาะการกำหนดประโยชน์ทดแทนในรูปบำนาญชราภาพ สำหรับผู้ที่ส่งเงินออมครบตามเงื่อนไข และการให้เงินสมทบจากรัฐ ซึ่งทำให้สมาชิก กอช. สามารถสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนและเลือกรูปแบบความคุ้มครองในลักษณะเดียวกันได้ นอกจากนี้ ประชาชนที่ใช้ประกันสังคมได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่าเป็นสมาชิก กอช. เช่น หากผู้ประกันตนส่งเงินกกว่า 420 บาทต่อเดือน จะได้รับบำนาญ แต่หากส่งน้อยกว่า 420 บาทต่อเดือน จะได้บำเหน็จ ขณะที่ กอช. จะมีแต่การให้บำนาญเพียงอย่างเดียวเท่านั้น รวมถึงรัฐบาลจะจ่ายสมทบให้ผู้ประกันตน 100 บาทต่อเดือนทุกคนทันที ต่างจาก กอช. ที่จ่ายสมทบให้ 50-100 บาท ตามอายุของสมาชิก ดังนั้น กระทรวงการคลังเสนอยุบร่างพรบ. กอช. เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน ในการปฏิบัติงานและเป็นการลดภาระงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินงานของกองทุนฯ โดยให้มีผลทันทีที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ และให้โอนพนักงานของ กอช. ไปที่สำนักงานประกันสังคม อย่างไรก็ตาม การยุบ กอช. ส่วนหนึ่งเกิดจากโครงการนี้เป็นนโยบายในสมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นนายกรัฐมนตรีทำให้รัฐบาลชุดปัจจุบันไม่ต้องการสานต่อนโยบายดังกล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ระดมความเห็นก่อนยุบกองทุนกอช.
เดือน: พฤศจิกายน 2013
-

ระดมความเห็นก่อนยุบกองทุนกอช.
-

ไฟ เขียวปรับเกณฑ์โกดังกลางจากเช่าเป็นฝากเก็บ
นายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ประชุมคณะอนุกรรมการกำกับการรับจำนำที่มีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน มีมติให้ปรับปรุงเงื่อนไขการจัดหาโกดังเก็บข้าวสารสต๊อกรัฐบาลใหม่ โดยให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) แก้ไขสัญญาการจัดหาโกดังกลาง จากรูปแบบเช่าโกดังเป็นรับฝากเก็บแทน ทั้งนี้ การปรับปรุงเงื่อนไขดังกล่าว ทำให้เจ้าของโกดังที่มาเข้าร่วมโครงการรับจำนำกับรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบข้าว สารที่รับฝากทั้งกรณีข้าวสารเสื่อมคุณภาพ ข้าวสารสูญหาย และต้องรับผิดชอบร่วมกับบริษัทตรวจสอบคุณภาพข้าว (เซอร์เวเยอร์) เพราะได้ให้อำนาจเจ้าของโกดังที่มาเข้าร่วมโครงการรับจำนำของรัฐบาลเป็นผู้ คัดเลือกเซอร์เวเยอร์ด้วยตนเอง จากเดิมที่อคส.และอ.ต.ก.จะเป็นผู้คัดเลือกมา สำหรับ อัตราค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้กับโกดังกลางที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำกับรัฐบาล ยังกำหนดไว้ที่อัตราเดิมคือกระสอบละ 2 บาท แต่ให้สิทธิ์ในไปคัดเลือกเซอร์เวเยอร์ตามรายชื่อที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมการ ค้าต่างประเทศคัดเลือกมา ซึ่งมติดังกล่าวไม่ต้องเสนอให้คณะกรรมการนโยบายข้าว (กขช.) เห็นชอบ สามารถเริ่มในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกฤดูกาล 2556/57 ได้ทันที หลังจากที่อคส.และอ.ต.ก.แก้ไขสัญญาเป็นฝากเก็บเรียบร้อยแล้ว อย่าง ไรก็ตาม โครงการรับจำนำข้าวฤดูกาล 2556/57 ที่เริ่มรับจำนำตั้งแต่ 1 ต.ค. จนถึงปัจจุบันมีข้าวเปลือกเข้าโครงการแล้ว 1.9 ล้านตัน และได้สั่งให้โรงสีที่เข้าร่วมเปิดจุดรับจำนำสั่งสีแปรสภาพข้าวแล้วในอัตรา ไม่เกิน 30 เท่าของกำลังการผลิต ซึ่งเป็นการปรับลดเงื่อนไขการสั่งสีแปรไม่เกิน 50 เท่าของกำลังการผลิต เนื่องจากโครงการรับจำนำข้าวฤดูใหม่มีการเปลี่ยนเงื่อนไขการรับจำนำ คือกำหนดให้เกษตรการนำข้าวเปลือกมาเข้าร่วมไม่เกิน 350,000 บาทต่อครัวเรือน จากเดิมไม่จำกัดวงเงิน ทำให้ปริมาณข้าวเปลือกเข้ามาไม่มาก ขณะ ที่การระบายข้าวผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (เอเฟต) จะเริ่มเปิดประมูลรอบ 2 ภายในเดือนพ.ย.นี้ ซึ่งจะเปิดระบายผ่านตลาดเอเฟตให้ถี่ขึ้น เพื่อระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาล ส่วนการประมูลข้าวผ่านเอเฟตรอบแรกปริมาณ 150,000 ตันนั้น ได้สรุปราคาเสนอส่วนต่างที่จะอนุมัติให้กับผู้เสนอซื้อเข้ามาแล้ว โดยกำลังทำเรื่องขออนุมัติจากนายนิวัฒน์ธำรง พิจารณาต่อไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไฟ เขียวปรับเกณฑ์โกดังกลางจากเช่าเป็นฝากเก็บ -

ระดมกึ๋นดันส่งออกปี57
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ในวันที่ 11 พ.ย. 56 นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ จะเชิญตัวแทนภาคธุรกิจและกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออก 50 รายในกลุ่มเกษตรและอาหาร, ยานยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, วัสดุก่อสร้าง, แฟชั่นและไลฟ์สไตล์,ธุรกิจบริการ,ธุรกิจสุขภาพและความงาม มาร่วมประเมินสถานการณ์การส่งออกปี 56 และเป้าหมายในปี 57 เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ต้องการทำงานร่วมกับภาคเอกชนมากขึ้นหลังจากปี 56 ผู้ส่งออกประสบปัญหาเศรษฐกิจผู้ค้าชะลอตัว จนส่งผงให้ยอดการส่งออกในปีนี้ต่ำกว่าเป้าหมายมากจากเดิมที่เคยประเมินไว้ ขยายตัว 7-7.5% แต่การส่งออก 9 เดือน (ม.ค. – ก.ย.) ส่งออกขยายตัวเพียง 0.05% “ก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์ประเมินเป้าปี 57 อย่างไม่เป็นทางการที่ 252,000 – 253,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือขยายตัว 5-7% เนื่อง จากเศรษฐกิจหลายตลาดได้ฟื้นตัว เช่น สหรัฐและอเมริกาเหนือส่งออกไทยน่าจะขยายตัว 3% , ยุโรป 5%, จีนและฮ่องกง 5% , ญี่ปุ่น 6%, อาเซียน เพิ่ม 10%, ตะวันออกกลาง เพิ่ม 9%, แอฟริกา เพิ่ม 10%, ออสเตรเลีย เพิ่ม 15% และ เอเซียใต้ เพิ่ม 10% เป็นต้น” ทั้งนี้ทางหอการค้าไทย จะนำเสนอแนวทางส่งเสริมและผลักดันการส่งออกในปี 57 ให้ฟื้นตัวจากปี 56 ให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณา โดย เน้นการลดต้นทุนการผลิต การออกมาตรการลดหย่อนด้านภาษีและการเงิน รวมถึงงบประมาณช่วยเหลือฉุกเฉินเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะด้านสำหรับอุตสาหกรรมที่ กำลังประสบปัญหา โดยภาคเอกชนมองว่าการส่งออกในปี 57 อยู่ในระดับทรงตัวและปรับเพิ่มเล็กน้อยไม่เกิน 3-4% นางสาวกอบสุข เอี่ยมสุรีย์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สมาคมฯจะเสนอให้รัฐบาลทบทวนโครงการรับจำนำ โดยให้กำหนดปริมาณรับจำนำข้าวรวมในแต่ละปีเหมือนในอดีต เพี่อ การลดภาระงบประมาณรัฐบาล ก็จะมีผลให้ชาวนาคุมผลผลิตการเพาะปลูก และ เพิ่มความคล่องตัวของการซื้อขายในตลาดของพ่อค้าข้าว ขณะเดียวกันออกมาตรการช่วยเหลือลดต้นทุนชาวนาโดยตรงเพื่อชาวนาจะไม่ต้องแย่ง ผลิตเพื่อป้อนจำนำอย่างเดียว “ ยังไม่เห็นปัจจัยหนุนที่จะช่วยให้การส่งออกข้าวไทยสูงขึ้นในปี 57 เบื้องต้นยังประเมินตัวเลขการส่งออกใกล้เคียงปีนี้คือ 6-6.5 ล้านตัน หากโชคดีก็อาจถึง 7 ล้านตัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับการเจรจาขายข้าวจีทูจี “ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า การส่งออกปี 57 หากสถานการณ์การเมืองไม่ถึงขั้นวิกฤต น่าจะขยายตัวได้ 3-4% สูงกว่าปีนี้ที่ขยายตัวต่ำกว่า 2% เพราะการส่งออกไทยเผชิญกับเศรษฐกิจประเทศคู้ค้ายังน่าเป็นห่วง การฟื้นตัวยังไม่ชัดเจน และกำลังซื้อยังไม่กลับมา นอกจากนี้ยังพบว่าความได้เปรียบของการส่งออกไทยลดลงต่อเนื่องประกอบกับมีคู่ แข่งด้านส่งออกเพิ่มขึ้น และรัฐบาลให้ความสำคัญต่อการส่งออกน้อยไป ยังขาดการวางแผน การเตรียมตัวและแผนรับมือกรณีฉุกเฉิน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ระดมกึ๋นดันส่งออกปี57