เดือน: พฤศจิกายน 2013

  • เตือนระวังจีนปราบเซียนอยากค้าขายต้องเจาะลึก

    เตือนระวังจีนปราบเซียนอยากค้าขายต้องเจาะลึก

    ผอ.ศูนย์วิจัยไทยจีน เตือนนักธุรกิจคิดค้าขายจีน ระวังตลาดปราบเซียน พบประสบความสำเร็จไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ แนะรัฐบาลใช้โอกาสที่กำลังได้รับความสนใจตั้งเงื่อนไขกับจีนแทนจะมุ่งแต่พึ่งพา รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น ผอ.ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน กล่าวถึงกระแสความสนใจการลงทุนค้าขายกับนักธุรกิจในประเทศจีน ว่า ขอให้คำนึงว่า จีนเป็นตลาดปราบเซียน แม้จะเป็นเมืองที่มีโอกาส มีผู้มีรายได้ปานกลางมากขึ้น มีกำลังการบริโภคมากขึ้น แต่ก็ไม่ง่าย เพราะทุกคนในโลกก็อยากค้าขายกับจีนเช่นกัน โดยเฉพาะประเทศในแถบอาเซียน เช่น สิงคโปร์ รวมถึงชาติตะวันตก ดังนั้นการทำธุรกิจที่จีน จึงต้องเจอกับการแข่งขันแน่นอน หากจะค้าขายควรเตรียมตัวให้พร้อม และมีพื้นฐานความเข้าใจว่า จีนไม่ใช่ตลาดที่ง่าย แต่ถ้ามั่นใจว่า สินค้าเรามีจุดแข็ง ก็ขอให้อดทน และพยายามลงลึกให้ถึงระดับเมือง หรือระดับมณฑล ที่ต้องการค้าขาย อย่ามองภาพรวมของทั้งประเทศ เพราะจีนไม่ใช่ตลาดเดียว (ซิงเกิลมาร์เกต) แต่ละเมือง มีรสนิยม มีความแตกต่าง มีความยากง่ายในการเข้าตลาดต่างกัน “ในฐานะที่ติดตาม ศึกษาเรื่องจีนมาตั้งแต่ปี 2535 พบว่า คนที่ค้าขายกับจีน ประสบความสำเร็จจริงไม่ถึง 10%” รศ.ดร.อักษรศรีกล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า การเริ่มต้นด้วยการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า งานสัมมนา ทำได้หรือไม่ ได้รับคำตอบว่า เป็นการเริ่มต้นอย่างหนึ่ง แต่อย่าเล็งผลเลิศ อย่าเข้าใจว่า ไปร่วมงานหนึ่งครั้งสองครั้งแล้วจะต้องค้าขายได้ การเดินทางไปก็เป็นการเก็บเกี่ยวข้อมูลด้วย แต่ถ้าไม่ไปก็จะไม่ได้อะไรเลย “ยุคนี้ไม่รู้จักจีนไม่ได้แล้ว ไม่ชอบก็ต้องทำความรู้จัก ชอบก็ยิ่งต้องทำความรู้จัก เพื่อรู้จักจีนให้มากขึ้น เพราะอนาคต ทศวรรษต่อไปจีนจะผงาดยิ่งขึ้น เราจึงต้องเติบโตไปกับมังกรจีน ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์เห็นว่า ขณะนี้ไม่มีที่ไหนในโลกที่จะเป็นที่พึ่งที่หวังของเราได้ แต่ต้องหาประโยชน์อย่างระมัดระวัง จึงจะได้ผลดี” รศ.ดร.อักษรศรีกล่าวอีกว่า ทางศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย–จีน ยินดีที่จะให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับการลงทุนค้าขายกับจีน สามารถสืบค้นได้จาก www.vijaichina.com หรืออีเมลสอบถามได้ที่ 2009sorn@gmail.com ทั้งนี้ข้อมูลบนเว็บจะเป็นภาพกว้าง แต่หากต้องการข้อมูลรายธุรกิจ ทางทีมงานจะช่วยตรวจสอบและตอบกลับ. ………………………………………….. เห่อ!!…รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น ผอ.ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน กล่าวถึงการดำเนินนโยบายของรัฐที่มีต่อจีน ว่า รู้สึกกังวลกับผู้วางนโยบายของประเทศขณะนี้ ที่ออกไปในทางเห่อ หรือเห็นดีเห็นงามกับจีนไปหมด จนห่วงว่าจะขาดความระมัดระวัง ควรสร้างสมดุลกับจีนดีกว่า เพราะเวลานี้มีปัญหาอะไรในประเทศก็หวังจีน เช่น ขายข้าวให้จีน ขายยางพาราให้จีน จะกลายเป็นภาวะการทูตเชิงพึ่งพิง เพราะถ้าพึ่งทุกอย่าง รถไฟความเร็วสูง หรืออีกสารพัดกับจีน โดย รศ.ดร.อักษรศรี มีความเห็นว่า ขณะที่จีนกำลังสนใจเรา ก็ควรถือเป็นโอกาสระมัดระวัง และคิดว่า จะทำอย่างไรให้ได้ประโยชน์ และตั้งเงื่อนไขในการทำสัญญากับจีนเพื่อรักษาประโยชน์ของชาติ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เตือนระวังจีนปราบเซียนอยากค้าขายต้องเจาะลึก

  • “ประธานกูเกิล ” แนะไทยเพิ่มการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตช่วยพัฒนาประเทศได้

    “ประธานกูเกิล ” แนะไทยเพิ่มการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตช่วยพัฒนาประเทศได้

    วันนี้ (5 พ.ย.) ที่ รอยัลพารากอนฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน บริษัท กูเกิล (ไทยแลนด์) ได้จัดงาน big tent thailand 2013 โดยมี น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ประธานในพิธีเปิด และมีนายอีริค อี.ชมิดท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กูเกิ้ล อิงค์ ซึ่งเดินทางจากสหรัฐอเมริกามาร่วมในงานนี้ด้วยโดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญในการใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการใช้งานในประเทศ เพื่อจุดมุ่งหมายในการสร้างประชากรให้มีความอยู่ดีกินดี และพร้อมแข่งขันกับโลกในอนาคต รัฐบาลเชื่อว่าไทยมีศักยภาพ แต่ต้องช่วยเพิ่มโอกาสในการผลักดัน อย่างไรก็ตาม ประเทศต้องพัฒนาบุคลากร โดยได้ใช้เทคโนโลยีมาช่วยหลายด้าน ทั้งด้านการศึกษา โดยประกาศให้ปฏิรูปการศึกษาให้เป็นวาระของชาติ มีนโยบายมอบแท็บเล็ตนักเรียนป.1 ถือเป็นที่ช่วยให้สังคมดีขึ้น ส่วนการให้บริการฟรีไวไฟ ถือเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสาร เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ให้เข้าถึงพื้นที่ห่างไหล แก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ด้วย”สำหรับการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างสรรค์ การหาข้อมูลผ่าน กูเกิล ยูทูป กูเกิลแมป เพื่อให้เห็นการท่องเที่ยวอย่างไร้พรหมแดนถือเป็นสิ่งกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศด้วย อีกทั้งยังมีการเปิดช่องทางผ่านการทำธุรกิจออนไลน์ผ่านอีคอมเมิร์ซ จะทำให้พื้นฐานเศรษฐกิจของไทยเติบโตอย่างยั่งยื่นมั่งคั่งด้วย” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวด้านนายอีริค อี.ชมิดท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กูเกิ้ล อิงค์ กล่าวว่า ใน 10 ประเทศอาเซียนไทยตามหลังมาเลเซีย สิงคโปร์ ไทยถือเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน โดยสิงคโปร์ มีสิ่งแวดล้อมในการลงทุนที่ดีกว่า ไทยควรมีอีโคซิสเต็มส์ที่ดี โดยเริ่มจากผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพออกมาก่อน ส่วนอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทยมีการเติบโตขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วงปีก่อนๆ ประเทศไทยมีข้อดีเยอะ และเป็นประเทศที่ไม่มีปัญหาเรื่องภาษา ส่วนนโยบายแจกแท็บเล็ตในไทยถือว่าเป็นนโยบายที่ดี”ตนจะอยู่กับกูเกิลตลอดไป และทำให้ประชาชนทั่วโลกเข้าถึงอินเทอร์เน็ตให้ได้ ทั้งนี้ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐาน เพราะในส่วนของการใช้งานมือถือ หรืออินเทอร์เน็ตจะเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนประเทศไทยได้ ซึ่งหลังจากประเทศไทยมีการประมูล 3 จี ไปแล้ว ได้เห็นการเติบโตของการใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ตไปในทิศทางที่ดี ดังนั้น ประเทศไทยควรที่จะเร่งเปิดประมูล 4 จี ทั้งนี้ มองว่าภูมิภาคเอเชียถือว่ามีการเติบโตสูง ต่อไปนี้จำนวนผู้ใช้งานอีก 1 พันล้านคน จะมาจากเอเซีย” นายอีริค กล่าวนายอริยะ พนมยง ผู้จัดการ กูเกิล ประเทศไทย กล่าวว่า สมัยเรียนที่ต่างประเทศตนได้เห็นเทคโนโลยีมากมาย จึงอยากนำเทคโนโลยีมาใช้ในไทย จึงเห็นโอกาสและความสามารถของคนไทย การที่กูเกิลมาลงทุนในไทย เพราะจากที่ได้คุยและศึกษา จึงได้คำตอบว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้นั้นต้องมาจากเอเชีย ธุรกิจไทยหลายอย่างสามารถบุกไปตลาดต่างประเทศไทย ดังนั้นจึงมองว่าประเทศไทยน่าลงทุนและมีการเติบโตที่ดีสำหรับบรรยากาศมีผู้บริหารแวดวงไอที รวมถึงสื่อมวลชนร่วมงานประมาณ 200 คน โดยภายในงานได้รับฟังประสบการณ์ในการบริหารงานภายในองค์กรอย่างไรให้ประสบความสำเร็จจากผู้บริหารระดับสูง อาทิ นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน) นายภานุ อิงคะวัต ผู้บริหาร บริษัท เกรย์ฮาว จำกัด นายวิชา พรหมยงค์ ประธานกรรมการ บริษัท ดอยช้างเฟรชโรสเต็ดคอฟฟี่ จำกัด ที่ร่วมแชร์ประสบการทำงานและการใช้ไอทีในการทำงานด้วย.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ประธานกูเกิล ” แนะไทยเพิ่มการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตช่วยพัฒนาประเทศได้

  • คลอดกฎหมายตั้งกองทุนแบงก์เฉพาะกิจ

    คลอดกฎหมายตั้งกองทุนแบงก์เฉพาะกิจ

    นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้แก้ไขเรียบร้อยแล้ว ซึ่งได้ปรับปรุงรูปแบบของกองทุนฯนี้เป็นกองทุนที่มีสถานะไม่เป็นนิติบุคคล แต่อยู่ในสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง จากเดิมที่กระทรวงการคลังเสนอให้เป็นนิติบุคคล เพราะคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้วว่าเนื่องจากกองทุนไม่มีภารกิจในการกำกับดูแลหรือควบคุมหรือบังคับการดำเนินกิจการของสถาบันการเงินเฉพาะกิจมีแต่หน้าที่ในการรับเงินจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจและจ่ายเงินตามวัตถุประสงค์ของกองทุนเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีสถานะเป็นนิติบุคคลและเพื่อให้กองทุนสามารถลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลได้ ทั้งนี้กองทุนฯนี้มีหน้าที่ช่วยเหลือสถาบันการเงินเฉพาะกิจในการเพิ่มทุนตามมติครม. รวมทั้งชดเชยในโครงการที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจดำเนินการตามมติครม. รวมไปถึงให้เงินกู้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และดำเนินการเพื่อสนับสนุนและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายังเห็นว่าการกำหนดวงเงินที่ต้องนำส่งเข้ากองทุนนี้ให้คำนวณจากยอดเงินที่ได้รับจากประชาชนโดยขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกองทุนโดยความเห็นชอบของรมว.คลังที่มีอำนาจกำหนดรายละเอียดของยอดเงินที่ได้รับจากประชาชนและการคำนวณเงินนำส่งกองทุน รวมทั้งกำหนดอัตราการเรียกเก็บเงินนำส่งให้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของครม. แต่ต้องไม่เกิน 1% ซึ่งอัตราที่กำหนดให้สอดคล้องกับการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันคุ้มครองเงินฝาก นอกจากนี้ ยังมีหลายประเด็นที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้แก้ไขร่างเดิมที่เสนอโดยกระทรวงการคลังทั้งชื่อของร่างพ.ร.บ.กองทุนฯ องค์ประกอบของคณะกรรมการกองทุนฯ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับรายได้ของกองทุนที่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเงินและการบัญชีของกองทุน รวมไปถึงบทเฉพาะกาล เป็นต้น.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลอดกฎหมายตั้งกองทุนแบงก์เฉพาะกิจ