นางวิไลวรรณ ทวิชศรี รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า สถานทูตใน 4 ประเทศได้แก่ สวีนเดน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และ อังกฤษ ได้ออกประกาศแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวในการเข้ามาเที่ยวประเทศไทยแล้ว โดยในเนื้อหาเป็นการแจ้งเตือนให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีการชุมนุมทางการเมืองทุกเส้นทาง เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามในส่วนของการยกเลิกการเดินทางมาท่องเที่ยวขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานถึงผลกระทบ แต่ประเมินว่า จะส่งผลกระทบกับตลาดเอเชียในไตรมาสแรกของปี 57 ที่อาจจะเดินทางมาเที่ยวไทยลดลง“ในเรื่องผลกระทบด้านการชุมนุม ททท.นั้น ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด แต่ทั้งนี้ยังไม่ได้รับการรายงานเรื่องนักท่องเที่ยวลดลง เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จะจองแพ็คเกจทัวร์ไว้ก่อนล่วงหน้าแล้ว และหากเป็นนักท่อเที่ยวไทย ไม่น่าได้รับผลกระทบเพราะ แบ่งอารมณ์ได้ว่าเป็นการชุมนุมทั่วไป แต่สิ่งที่เป็นห่วงและทำให้การท่องเที่ยวเสียหาย คือ การเกิดเหตุการณ์รุนแรงและมีการนองเลือด”ทั้งนี้ททท.ยังคาดการณ์ว่า ตัวเลขของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเมื่อสิ้นปี 56 จะเป็นไปตามเป้าหมาย คือ 26.10 ล้านคน โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาแล้ว 19.67 ล้านคน เพิ่มขึ้น 23% ส่วนรายได้จากการท่องเที่ยว มีตัวเลขจากบริษัทวีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล แอล แอล ซี จำกัด พบว่า นักท่องเที่ยวใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้นถึง 15%จากปี55นางวิไลวรรณ กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ททท.ได้ปรับแผนการจัดงานลอยกระทง โดยจะลดการแสดงแสงสีเสียงด้วยพลุ แต่ เน้นชูจุดเด่น เรื่องวัฒนธรรมและประเพณีไทยแบบดั้งเดิม โดยปีนี้ททท.สนับสนุน การจัดงานใน 5 จังหวัดหลัก ได้แก่ งานยี่เป็งเชียงใหม่ งานกระทงสายตาก งานลอยกระทงสุโขทัย ลอยกระทงกาบกล้วยสมุทรสงคราม และลอยกระทงที่สุพรรณบุรีนายธวัชชัย อรัญญิก รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.กำลังติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยช่วงไตรมาสสุดท้าย บรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยเงียบเหงาลงไประดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ประเมินเหตุการณ์ระยะสั้น คาดว่าจะยังไม่กระทบต่อเป้าหมายนักท่องเที่ยวคนไทย 129.51 ล้านคนครั้ง ทำรายได้ 642,400 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 4ประเทศเตือนนักท่องเที่ยวมาไทย
เดือน: พฤศจิกายน 2013
-

4ประเทศเตือนนักท่องเที่ยวมาไทย
-

“ซุปเปอร์บอร์ด”ขอ“กสทช.”เคลียร์เรื่องใช้งบซื้อไอแพดเครื่องละ 7หมื่น
วันนี้(5พ.ย.)ที่ห้องประชุมชั้น3 สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเสวนา 2 ปี ธรรมภิบาล โดยดร.พรเทพ เบญญาอภิกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสาตร์ เปิดเผยถึงรายงานการใช้ทรัพยากรของหน่วยงานกำกับดูแล ของโครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม (NBTC Policy Watch) พบว่า ในปี 2555 คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. จัดสรรค่าใช่จ่ายในการดำเนินงานจำนวน 1,400 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินบริจาคและการกุศลจำนวน 245 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่างประเทศจำนวน206 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายการประชาสัมพันธ์ จำนวน 114 ล้านบาท รวมถึงภาระต่างๆที่จำเป็นในองค์กร ราว 970 ล้านบาท และงบฉุกเฉินราว 80 ล้านบาท โดยสูงกว่าหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศอย่างอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีขนาดกิจการที่ใหญ่กว่า และมีมูลค่าที่สูงกว่า และหน่วยงานกำกับดูแลใช้พนักงานน้อยกว่าประเทศไทยนอกจากนี้ยังพบว่าในปี 2556 กสทช.ตั้งงบประมาณสำหรับการเดินทางภายในประเทศประมาณ 4 แสนบาท ต่อคน และค่าเดินทางต่างประเทศประมาณ 3 ล้านบาท ส่วนงบประมาณสำหรับเลี้ยงรับรองแยกออกมาไม่รวมในค่าเดินทางดังกล่าว และ คาดว่าในปี 2557 แนวโน้มการตั้งงบประมาณค่าใช้จ่ายสำหรับเดินทางจะสูงมากยิ่งขึ้นนายประเสริฐ อภิปุญญา กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของ กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค หรือซุปเปอร์บอร์ดกสทช. กล่าวว่า สำหรับงบประมาณที่ใช้จ่ายของกสทช.นั้นตัวเลขไม่ตรงกับรายงานที่เผยแพร่ต่อสาธารณชนทราบ ในขณะเดียวกันยังไม่ได้รับความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูล ซึ่งมองว่าตามหลักธรรมภิบาล กสทช.ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยทุกอย่าง แต่ต้องเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นเพื่อนำมาใช้ในกระบวนการตรวจสอบ ประกอบกับต้องเปิดเผยตามระยะเวลาที่เหมาะสม โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ หรือความไม่ชอบธรรม อาทิ การจัดซื้อไอแพดในราคาเครื่องละ 7 หมื่นบาท เป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ซุปเปอร์บอร์ด”ขอ“กสทช.”เคลียร์เรื่องใช้งบซื้อไอแพดเครื่องละ 7หมื่น -

ผู้ค้าน้ำมันทำสัญญากับร้านค้าเข้าร่วมโครงการกับรัฐ
นายสมนึก บำรุงสาลี อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า ได้เชิญผู้แทนจำหน่ายก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ตามมาตรา 7 จำนวน 10 บริษัทรายใหญ่ เช่น บริษัท ปตท. , บริษัท ปิคนิคแก๊ส , บริษัทเวิล์ดแก๊ส และผู้แทนร้านจำหน่ายแอลพีจี 500 ราย หารือร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาร้านจำหน่ายแอลพีจี เข้าร่วมโครงการจำหน่ายก๊าซแอลพีจีให้มีได้รับสิทธิมีจำนวนน้อย เนื่องจากร้านค้าก๊าซแอลพีจีบางราย ไม่ได้รับการโอนเงินสำรอง จากผู้ค้าแอลพีจีตามมาตรา 7 และเพื่อรองรับผู้ใช้สิทธิเข้าร่วมโครงการมากขึ้นในเดือน ธ.ค. คาดว่า จะมี 70,000 ราย จากปัจจุบันอยู่ที่ 60,000 คน จึงต้องเตรียมพร้อมให้มากที่สุด “ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่นัดผู้ค้าก๊าซ ฯ ตามมาตรา 7 และร้านจำหน่ายก๊าซแอลพีจีรายย่อยหารือร่วมกัน หลังจากที่รัฐบาลประกาศปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคครัวเรือน 50สตางค์ ต่อกิโลกรัม ตั้งแต่เดือนก.ย.ที่ผ่านมา แต่ยังมีปัญหาที่ร้านค้า เข้าร่วมโครงการน้อย ซึ่งการพบกันครั้งนี้ ธพ. ได้ขอให้ผู้ค้ามาตรา 7 ทำสัญญาร่วมกับร้านจำหน่ายในสังกัดของแต่ละราย ให้เข้าร่วมโครงการ เพื่อที่ผู้ค้ามาตรา 7 จะได้ทยอยโอนเงินสำรองมาให้ร้านผู้แทนจำหน่ายได้ทันที หลังจากทำสัญญา เพื่อสำรองเงินไว้ให้กับร้านจำหน่าย เพื่อใช้เข้าร่วมโครงการชดเชยราคาในเดือนธ.ค.นี้ โดยการทำสัญญา ร่วมกันระหว่างผู้ค้ามาตรา7 กับร้านจำหน่ายเกือบทั้งหมดที่มาร่วมงาน” อย่างไรก็ตามหลังการทำสัญญาระหว่างกันแล้ว ธพ.ได้ขอความร่วมมือให้ กลุ่มหาบเร่ แผงลอย ที่ได้รับสิทธิชดเชยราคาแอลพีจี 150 กก.ต่อเดือน จัดทำสติกเกอร์ขนาด10 เซนติเมตร พร้อมระบุข้อมูลว่า ร้านค้าแห่งนี้ ได้รับสิทธิชดเชยราคาแอลพีจีครัวเรือน เพื่อแจ้งให้ประชาชนรับทราบ ซึ่งจะมีข้อดีคือ ร้านค้าแห่งนี้ ไม่ควรฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาอาหาร และทำให้ประชาชนที่เห็นป้ายดังกล่าว ต้องการเข้าไปอุดหนุน หรือใช้บริการอีกทางหนึ่ง และต่อไปธพ. จะทยอยจัดงานลักษณะอีก17 ครั้งตามเมืองขนาดใหญ่ เช่น นครศรีธรรมราช สุราษฏร์ธานี สงขลา เชียงใหม่ ขอนแก่น อุบลราชธานี พิษณุโลก.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผู้ค้าน้ำมันทำสัญญากับร้านค้าเข้าร่วมโครงการกับรัฐ