นายสุทธิชัย สังขมณี อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมฯ มีแผนที่จะแก้กฎหมายโครงสร้างภาษีใหม่ เพื่อเพิ่มการหักค่าใช้จ่ายการคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก 60,000 บาท เป็น 120,000 บาท โดยวงเงิน 60,000 บาทแรกเป็นการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมารวมปกติ แต่ส่วนที่เหลือ 60,000 บาทนั้นต้องมีใบกำกับภาษีมาแสดง ถึงจะหักค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษารายละเอียดว่า ค่าใช้จ่ายที่จะนำมาหักภาษีเพิ่มขึ้นนั้น เป็นส่วนใดบ้าง เบื้องต้นเห็นว่าควรเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว และคาดว่าแนวทางนี้จะเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนเรียกใบกำกับภาษีจากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและโอท็อปมากขึ้น โดยจะเร่งดำเนินการเรื่องดังกล่าวให้เสร็จทันการยื่นแบบเสียภาษีปี 57 หรือเดือนมี.ค.58 “การจูงใจให้ประชาชนขอใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จากผู้ประกอบการเป็นมาตรการหนึ่งที่จะทำให้ผู้ประกอบการเข้ามาอยู่ในระบบภาษีเพิ่มขึ้น และแก้ปัญหาใบกำกับภาษีปลอม แม้ว่าจะทำให้กรมฯ สูญเสียรายได้จากจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่อาจได้ภาษีส่วนอื่นเพิ่มขึ้น เช่น แวต ซึ่งถือว่าคุ้มค่า นอกจากนี้กรมฯ จะเร่งทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการด้วยว่า การเข้ามาอยู่ในระบบภาษีแวต ไม่จำเป็นต้องมีรายได้เกินปีละ 1.8 ล้านบาท ถึงจะเข้าระบบได้ แต่สามารถเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มได้ทันทีแม้รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด” สำหรับการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรปี 57 นั้น ได้ให้นโยบายกับสรรพากรเขตและพื้นทั่วประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการชุมประท้วงรัฐบาล ส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจต่อเนื่อง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร รถท่องเที่ยว ซึ่งอาจทำให้การจัดเก็บภาษีลดลง โดยได้มอบหมายให้สำนักแผนภาษีประเมินว่า หากชุมนุมยืดเยื้อจะส่งผลกระทบการเก็บภาษีมากน้อยแค่ไหน และให้สรรพากรพื้นที่ในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเตรียมแผนจัดเก็บภาษีให้ได้ตามเป้าที่วางไว้ ส่วนการเก็บภาษีของกรมฯ เดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 57 จัดเก็บภาษีได้ 112,000 ล้านบาท เกินเป้าหมาย 7,000 ล้านบาท หรือ 7% คาดว่าทั้งปีคาดว่าจะจัดเก็บได้ตามเป้าหมาย 1.9 ล้านล้านบาท ด้านนางเบญจา หลุยเจริญ รมช.คลัง กล่าวว่า การหักลดหย่อนแบบเหมาจ่ายวงเงินไม่เกิน 60,000 บาทต่อปีนั้น มีการใช้มานานแล้ว และปัจจุบันค่าครองชีพสูงขึ้น จึงต้องปรับเพิ่มค่าใช้จ่ายให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เพื่อลดภาระให้กับประชาชนผู้เสียภาษีอากร ซึ่งเห็นว่าควรนำใบกำกับภาษีมาใช้ในการคำนวณการหักค่าใช้จ่ายส่วนบุคคล โดยเฉพาะใบกำกับภาษีที่มาจากธุรกิจเอสเอ็มอี และรายย่อยเป็นหลัก แต่ไม่ใช่โมเดิร์นเทรด เพราะปัจจุบันเสียภาษีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการต้องลงทะเบียนกับสรรพากร ซึ่งจะช่วยทำให้ตรวจสอบรายละเอียดของผู้ประกอบการว่าเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ นายประสิทธิ์ สืบชนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มปลอม กล่าวว่า จากการตรวจสอบ45 บริษัทที่เกี่ยวข้องการทุจริตพบว่า 20 บริษัทมีการส่งเศษเหล็กไปขายต่างประเทศและขอคืนภาษี โดยมีเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรเข้าข่ายเกี่ยวข้องการคืนภาษีไม่ถูกต้อง 2 คน และผู้บริหารบริษัทที่ส่งออกเศษเหล็กเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มคนที่คณะกรรมการฯประกาศผลสอบทุจริตโกงแวตไปก่อนหน้านี้ 20 บริษัท มูลค่าความเสียหายกว่า 4,341 ล้านบาทและมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบตั้งแต่ระดับซี9 ลงมา 18 คน จึงได้ส่งเรื่องให้ปลัดกระทรวงการคลังพิจารณา เพื่อตั้งกรรมการสอบวินัยข้าราชการต่อไป สำหรับอีก 25 บริษัท ที่เหลือจากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า เป็นผู้ประกอบการส่งเครื่องคอมพิวเตอร์ไปขายประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบข้อเท็จจริงว่าการยื่นขอภาษีมูลค่าเพิ่มถูกต้องหรือไม่ และดูว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมีมูลค่าเท่าไหร่ “เดือน เม.ย. 55 ได้ตรวจสอบพบ 2 บริษัท ใน 40 บริษัท แจ้งส่งออกเป็นเศษเหล็ก แต่ตรวจพบว่าเป็นก้อนหินถึง 6 ตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งกรมศุลกากรได้แจ้งให้กรมสรรพากรตรวจสอบการคืนภาษี แต่กรมฯ ผู้ประกอบการได้ไปฟ้องศาลอ้างว่าบริษัทที่บรรจุเศษเหล็กยักยอกสินค้า และใช้เป็นหลักฐานอ้างกับกรมสรรพากรจนได้รับการคืนแวตอีก 30 ล้านบาท”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังเล็งลดหย่อนภาษีจาก6หมื่นเป็น1.2แสนบาท
เดือน: พฤศจิกายน 2013
-

คลังเล็งลดหย่อนภาษีจาก6หมื่นเป็น1.2แสนบาท
-

จัดระเบียบจราจรหมอชิตใหม่รับมือรถติด
นายธีระพงษ์ รอดประเสริฐ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมแก้ปัญหาจราจรบริเวณสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต ถนนพหลโยธินว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้จัดระบบจราจรถนนพหลโยธินฝั่งขาออกใหม่ โดยได้มีมติให้แยกป้ายโดยสารประจำทางออกเป็น 2 ป้าย คือ รถโดยสารที่ไปถนนลาดพร้าว และถนนพหลโยธิน จะอยู่ก่อนเมื่อวิ่งมาจากสะพานควาย และป้ายรถโดยสารที่จะไปถนนวิภาวดีรังสิตจะอยู่ถัดไป ซึ่งจะเป็นการกระจายไม่ให้รถโดยสาร จอดซ้อนกันบนช่องจราจร ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหารถติด ขณะเดียวกันจะกำหนดจุดจอดรถแท็กซี่ 2 จุด และจุดจอดรถตู้โดยสารให้ชัดเจนมากขึ้น โดยจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 21 พ.ย.นี้ ใช้เวลาทดลองปรับปรุง 4-5 วัน ก่อนบังคับใช้อย่างจริงจัง “ระหว่างนี้จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่ใช้บริการรถโดยสารในบริเวณนี้รับทราบ โดยเฉพาะผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าใต้ดิน ให้รับทราบประตูทางออกรถไฟฟ้าที่จะไปขึ้นรถโดยสารในแต่ละเส้นทางอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการสับสน และหากทุกคนรับทราบแล้ว ก็จะไม่เกิดการกระจุกตัวของจำนวนผู้โดยสารที่จุดเดียวอีกต่อไป แต่จะกระจายไปยังพื้นที่ที่เป็นจุดจอดรถโดยสารแทน” นอกจากนี้จะดำเนินการโครงการพระราม 4 โมเดล เพื่อสร้างต้นแบบการแก้ไขปัญหาจราจรแบบครบวงจร เริ่มจากทางกายภาพ พฤติกรรม และการนำระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะ(ไอทีเอส) มาใช้ควบคุมการจราจร โดยจะลดคอขวด บริเวณป้ายรถโดยสาร ดูการใช้ความเร็วของรถ การแก้ไขปัญหาการจอดรถริมถนนบริเวณตลาดคลองเตย และพิจารณาการจัดเดินรถทิศทางเดียว บริเวณทางรถไฟสายเก่า เพื่อแก้ไขปัญหาจราจร รวมถึงการกวดขันวินัยจราจรรถสองแถว และรถตู้โดยสารมากขึ้น เป็นต้น นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รักษาการอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า รถส่วนบุคคลที่จอดรับส่งผู้โดยสารย่านสถานีรถไฟฟ้าหมอชิต ให้จอดได้ในที่จอดรถแท็กซี่ จะไม่ให้เข้าไปจอดที่ป้ายรถเมล์อีกต่อไป โดนจำนวนพื้นที่จอดรถโดยสารสาธารณะจะเพียงพอกับความต้องการของประชาชนที่เข้าใช้บริการ โดยเบื้องต้นพบว่ารถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) บริเวณป้ายสวนจตุจักรขาออก เส้นทางถนนวิภาวดี มี 10 สาย 93 คัน เส้นทางพหลโยธิน มี 18 สาย 50 คัน และเส้นทางลาดพร้าวมี 8 สาย 45 คัน รถตู้โดยสารมี 55 คัน และรถแท็กซี่บริเวณจุดรอรับโดยสาร 292 คัน และแท็กซี่ที่ฝ่าฝืนจอดในช่องจราจรที่ 2 จำนวน 210 คัน ช่วงเวลาที่มีปัญหาการจราจรหนาแน่นมากที่สุด คือ ระหว่าง 16.30–18.00 น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จัดระเบียบจราจรหมอชิตใหม่รับมือรถติด -

สมาคมนักวิเคราะห์ลดเป้าดัชนีตลาดหุ้น
นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยว่า กังวลว่าหากสถานการณ์การเมืองมีความยืดเยื้อออกไป อาจกระทบกับการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม ตลอดจนธุรกิจการลงทุนและการค้าต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปรับตัวลดลงด้วย โดยเฉพาะบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการเบิกจ่ายเงินลงทุน 2 ล้านล้านบาท ดังนั้น ต้องติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ สมาคมฯ คาดว่าจะปรับลดเป้าหมายหุ้นไทยปีนี้ลง จากเดิมที่คาดว่าอยู่ในระดับ 1,500 จุด ซึ่งประเมินมีแนวรับใหญ่ที่ 1,380 จุด เพราะได้รับผลกระทบจากการเมืองที่ยกระดับการชุมนุมเพิ่มขึ้น “โดยปกติในช่วงที่เกิดภาวะการชุมนุมและมีการรวมตัวมากขึ้น จะกระทบต่อดัชนี 5-6% แต่เฉพาะเมื่อวันที่ 4 พ.ย.วันเดียว ดัชนีตัวลดลง 2.5% โดยมีการขายหุ้นจากสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้น หากสถานการณ์การชุมนุมมีทิศทางเลวร้ายที่สุด จะทำให้ดัชนีปรับตัวลดลงได้ไม่เกิน 10%” นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (สมาคมโบรกเกอร์) กล่าวว่า หากสถานการณ์การชุมนุมในประเทศยืดเยื้อออกไป อาจกระทบกับโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล เช่น การลงทุน 2 ล้านล้านบาท รวมถึงทำให้การส่งออกและท่องเที่ยวชะลอตัว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำไรของบจ. ในปี 57 ที่อาจเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียว จากเดิมที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเติบโต 15% อย่างไรก็ตาม การลงทุนในตลาดหุ้นไทยขณะนี้ ได้รับผลกระทบจากแรงกดดันจากสถานการณ์การเมือง และความไม่ชัดเจนของแนวทางต่าง ๆ ทำให้ปริมาณการซื้อขาย (วอลุ่ม) ลดลงมาอยู่ที่วันละ 20,000-30,000 ล้านบาท จากครึ่งปีแรกอยู่ที่วันละ 60,000 ล้านบาท นอกจากนี้ หากสถานการณ์รุนแรงมากขึ้นอาจส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงมาอยู่ในระดับ 1,300 จุด จากเดิมที่วางเป้าหมายในสิ้นปีนี้ไว้ที่ 1,400 จุด ขณะเดียวกัน ปัจจัยพื้นฐานของหุ้นไทยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นในไตรมาส 4 เพราะได้รับปัจจัยบวกจากเงินบาทที่อ่อนค่าและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดีขึ้น แต่ปัจจุบันมีสถานการณ์การเมืองเกิดขึ้นทำให้ไม่ได้รับปัจจัยบวกเท่าที่ควร นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ช่วงนี้นักลงทุนสามารถเข้าลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนในระยะยาวได้ หลังจากที่ดัชนีปรับลดลงส่งทำให้อัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พีอี) อยู่ในระดับต่ำเพียง 14.5 เท่า อีกทั้งผลประกอบการบจ. ยังมีแนวโน้มสร้างกำไรและจ่ายปันผลได้ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ดีต่อการลงทุน ประกอบกับช่วง 8 ปีที่ผ่านมา บจ.ยังทำกำไรได้ดี แม้จะเจอวิกฤตมารอบ 9 ครั้ง โดยมี 75 บริษัทจ่ายปันผลติดต่อกัน 3 ปี นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธาน สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า หากการเมืองยืดเยื้อบานปลายจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในด้านลบ ดังนั้นอยากให้ทุกฝ่ายปรองดองกัน.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สมาคมนักวิเคราะห์ลดเป้าดัชนีตลาดหุ้น