ทีโอที ปัดฝุ่น บริการ ทีโอที จัสท์เพย์ เจาะกลุ่มชาวเกษตรกรมากขึ้น เน้นให้บริการความเชื่อมโยงหน่วยงานรัฐ คาดเปิดให้บริการต้นปี 57 นายยงยุทธ วัฒนสินธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทีโอทีจะเพิ่มรายได้จากการให้บริการใน บริษัท เอซีที โมบาย ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของทีโอที โดยจะเน้นเรื่องการให้บริการด้านคอนเทนต์ และแอพพลิเคชั่นสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น การเงินและธนาคาร การสื่อสารโทรคมนาคม ค้าปลีก ท่องเที่ยว การ ขนส่ง และการบริการสาธารณะ ซึ่งถือเป็น 1 ใน 4 ยุทธศาสตร์สำคัญของทีโอทีอย่างไรก็ตาม ในส่วนของทีโอที จัสท์เพย์ (TOT Just Pay) นั้นเป็นบริการที่ต่อ ยอดจากธุรกิจรับชำระเงินเดิม โดยเป็นบริการ โมบาย เพย์เมนท์ รูปแบบใหม่เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้า ตัวอย่างเช่น การชำระเงินผ่านทางโทรศัพท์มือถือ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การรับส่งข้อมูล การทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาด และระบบตั๋วโดยสาร รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในด้านระบบบริหารจัดการร้านค้า หรือ Merchant Management System (MMS) และการบริหารจัดการความสัมพันธ์ กับลูกค้า หรือ Customer Relationship Management (CRM) ทั้งนี้ บริการดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ทีโอที จัสท์เพย์ วอลเลต (TOT Just Pay Wallet) ทีโอที จัสท์เพย์ เอ็มพอส (TOT Just Pay mPOS) และ ทีโอที จัสท์เพย์ ซีอาร์เอ็ม (TOT Just Pay CRM) คาดว่าจะเปิดใช้บริการดังกล่าวได้ภายในต้นปี 57 นี้ โดยเน้นที่หน่วยงานรัฐ หน่วยงานราชการต่าง ๆ ในการรับชำระเงิน แต่ก็ต้องรอให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นผู้ผลักดันโครงการ เนื่องจากต้องเชื่อมโยงกับหน่วยงานของรัฐบาล อาทิ การซื้อปุ๋ย การซื้อพืชผลทางการเกษตร การใช้จ่ายสาธารณูป โภคที่จำเป็นของประชาชน และการชำระค่าบริการต่าง ๆ ในหน่วยงานราชการ เป็นต้น บริการ ทีโอที จัสท์เพย์ ทำรายได้ประมาณปีละ 30 ล้านบาท มาจากการจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ส่วนการชำระค่าบริการโทรศัพท์เลขหมายของทีโอทีนั้น ทางทีโอทีไม่คิดค่าธรรม เนียมแต่อย่างใด อีกทั้งค่าธรรมเนียมในการให้บริการยังถูกกว่าผู้ให้บริการรายอื่นอีกด้วย นายยงยุทธ กล่าว.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทีโอทีปัดฝุ่นจัสท์เพย์เอาใจเกษตรกร
เดือน: พฤศจิกายน 2013
-

ทีโอทีปัดฝุ่นจัสท์เพย์เอาใจเกษตรกร
-

พหุบัญชร – 1001
บทความนี้เป็นเหมือนตอนต่อของ จอบ่คอร์ ที่เขียนไว้สักพักหนึ่งแล้วในคอลัมน์นี้ เกี่ยวกับการที่ต้องมีคอร์หรือสมองประกบประจำอยู่กับทุกจอ ทำให้ชีวิตของผู้คนต้องกระจายไปอยู่ตามจอต่าง ๆ เหมือนแบ่งภาคอวตารและมักมีความขัดแย้งระหว่างภาคต่าง ๆ ที่อวตารไป ไม่รู้ว่าไหนองค์จริงไหนองค์จำลอง ข้อมูลที่กระจายไปก็เช่นกันมักเกิดอาการเขย่งไม่ค่อยจะต้องตรงกันสักเท่าไร ตอนนี้ผู้คนเริ่มอยู่กับจอภาพมากขึ้น ไปไหนก็เห็นจอภาพอยู่ทั่วไป เห็นป้ายบอกสภาพการจราจร (ที่มีโฆษณาแฝงอยู่ด้วย) จอแสดงหนังตัวอย่างตามศูนย์การค้า กลายเป็นยุคของหลากหลายจอที่ผมขอเรียกว่า พหุบัญชร พหุ แปลว่า หลาย ส่วน บัญชร แปลว่า หน้าต่าง เรียกว่าหลากหลายหน้าต่างที่ผู้คนใช้มองโลกภายนอก จอภาพทั่วไปแบ่งได้คร่าว ๆ เป็นสี่ขนาดคือ เล็กเหมาะมือ (มือถือ) ขนาดตั้งโต๊ะและพกพา (โน้ตบุ๊กและแท็บเล็ต) จอใหญ่ (ทีวี ไปจนถึงป้ายโฆษณาในโรงหนังสมัยใหม่) และจอยักษ์ (จอในโรงหนังไปถึงจอยักษ์สำหรับโฆษณาตามศูนย์การค้า) ซึ่งใช้งานแตกต่างกัน แต่จอเหล่านี้หนีไม่พ้นการเป็นส่วนหนึ่งของระบบรับข่าวสารอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น จอทีวีใช้รับรายการที่ออกอากาศมา จอมือถือไว้ดูผลการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่แฝงอยู่ภายในเพื่อค้นข้อมูลในเน็ตหรือส่งอีเมล จอยักษ์ในโรงหนังก็สำหรับดูหนังจากฮอลลีวูด ภาพ เสียง และข้อมูลบนจอภาพต่างก็มีรากมาจาก ข้อมูล หรือ สื่อสาระ ทั้งนั้น ซึ่งในโลกสมัยใหม่ต่างเป็นสาระดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นรายการทีวี โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ข้อความเฟซบุ๊ก หรือเกมออนไลน์ ซึ่งสามารถส่งผ่านได้ทั้งผ่านเสาอากาศ เคเบิลทีวี จานดาวเทียม หรือผ่านเน็ต และสุดท้ายคือจะผ่านระบบดิจิทัลทีวีที่กำลังจะเปิดประมูลในเร็ววัน แม้แต่จอยักษ์ในโรงหนังก็ไม่เว้น เพราะสมัยนี้เขาฉายจากไฟล์คอมพิวเตอร์แบบเดียวกับเวลาดูวิดีโอบนจอคอมพิวเตอร์ โดยทางโรงหนังก็ไป โหลด หนังมาจากต้นสังกัดเวลาหนังลงโรง ปัจจุบัน ระบบวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่แฝงอยู่กับจอพวกนี้เริ่มฉลาดขึ้นถึงขั้นที่เอาคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วยัดลงไปทั้งตัว ทำ ให้จอทีวีได้เปรียบ เพราะขนาดใหญ่ภาพโต แถมยังรับสาระจากสื่ออื่น ๆ ได้อีก เช่น รับจากคอมพิว เตอร์ผ่านสาย เอาธัมบ์ไดร์ฟ (thumb drive) หรือฮาร์ดดิสก์ไปเสียบตรง ๆ เลยก็ยังได้ ยิ่งปัจจุบันการเชื่อมโยงข้ามจากระบบหนึ่งหรือจอหนึ่งไปยังอีกจอหนึ่ง ก้าวหน้าไปอีกขั้นคือใช้ระบบไร้สาย ทำให้ยิ่งสะดวกมากถึงมากที่สุด อย่างวันก่อนพรรคพวกซื้อของเล่นไฮเทค เจ้าโครมคาสต์ (chromecast) ของบริษัทกูเกิล หน้าตาเหมือน ธัมบ์ไดร์ฟยักษ์ เสียบยูเอสบีพอร์ต เชื่อมต่อได้สองทาง ทางหนึ่งคือต่อไปยังกูเกิลผ่านเครือข่ายในบ้านเหมือนคอมพิวเตอร์ตัวหนึ่ง อีกทางหนึ่งคือยอมให้โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต มือถือ ต่อแบบไร้สายไวไฟ (wifi) มาที่ตัวมันได้ สามารถดูหนังฟังเพลงบนมือถือแล้วไปออกที่จอใหญ่ของทีวีได้สะดวก นั่งดูได้สบายตา ผมงัดเอายูทูบ (YouTube) ไปขึ้นจอใหญ่ให้ได้ทันที ทำให้รู้สึกได้ว่าทีวีที่บ้านชักมีประโยชน์ขึ้นมาบ้างแล้วสิ ที่สำคัญคือไม่ต้องมาคอยจ่ายค่ารายเดือน จ่ายค่าเน็ตที่บ้านเหมาไปอย่างเดียวก็พอ ความที่ช่วงหลังจะหาข่าวหาสาระผ่านเน็ตพร้อมไปกับการเล่นเน็ตคุยกับพรรคพวกและครอบครัวผ่านมือถือและโน้ตบุ๊ก แต่การที่จอเล็ก รู้สึกเลยว่าสายตาย่ำแย่ลงไปเยอะทีเดียว แต่ตอนนี้เครื่องจอเล็ก ๆ มี พี่ใหญ่ จอกว้างสบายตาคอยเป็นพี่เลี้ยงกำกับอยู่ ชีวิตก็เลยมีความสุขขึ้นมากครับ นอกจากนี้ในอนาคต หากเน็ตแรง ๆ ราคาไม่แพงและเจ้าของสาระและรายการทั้งหลายเริ่มตื่นตัวกับช่องทางสมัยใหม่ในการกระจายสาระรายการของตน พวกเราก็จะเหลือช่องทางรวมเพียงช่องเดียว เพื่อรับข่าวสารสาระต่าง ๆ ผ่านทางเน็ต จากสายเคเบิลหรือสายใยแก้วความเร็วสูง แล้วมาออกอุปกรณ์ต่าง ๆ จอต่างขนาดรอบตัวเราด้วยระบบไร้สายที่น่าจะเร็วขึ้นสะดวกขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ต้องติดตั้งจานดาวเทียมแปดเจ้าไว้ในสนามหน้าบ้านอย่างตอนนี้ เชื่อว่าเทคโนโลยีเชื่อมโยงจอแบบไร้สายบน พหุบัญชร นี้จะแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ช่วยให้มีหน้าต่างสู่โลกหลายบานหลายขนาดสำหรับผู้คนในการเลือกรับสาระในต่างโอกาสกัน เวลาอยู่นอกบ้านก็ดูจอของมือถือก็เล็กหน่อย อยู่บ้านก็ดูจอใหญ่ นั่งรถไปก็ดูผ่านจอในรถ หรือฝันต่อว่าต่อไปร้านกาแฟอาจมีบริการโครมคาสต์สำหรับลูกค้า สามารถส่งหนังจากมือถือไปขึ้นจอของทางร้าน จิบกาแฟไปดูข่าวม็อบไปก็สุนทรีย์ดีนะครับ. อ.ดร.ยรรยง เต็งอำนวย ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ (ครบ 100 ปี) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Yunyong.T@Chula.ac.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พหุบัญชร – 1001 -

อุตฯตั้งเป้าผลิตรถขึ้นอันดับ5ของโลก
เมื่อวันที่ 21 พ.ย. นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นำคณะสื่อมวลชนจากประเทศญี่ปุ่นเข้าหารือภาพรวมการลงทุนในไทยว่า สื่อมวลชนญี่ปุ่น ได้สอบถามถึงนโยบายการผลิตรถยนต์ในไทย ตนได้ชี้แจงว่า ตลาดรถยนต์ของไทยจะขยายตัวต่อไปทั้งตลาดภายในประเทศ และตลาดส่งออก โดยปี 60 ยืนยันว่า ไทยจะเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับที่ 5 ของโลก มีปริมาณการผลิตที่ 3.4 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ตั้งไว้ 3 ล้านคัน จากเดิมในปี 55 ไทยอยู่อันดับ 9 ของโลก มียอดการผลิต 2.4 ล้านคัน ส่วนยอดการผลิตรถยนต์ในปี 56 คาดว่า มีปริมาณไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านคัน “ ผมมั่นใจว่า ภาพรวมการผลิตรถยนต์จนถึงปี 60 จะเป็นไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะมาตรการสนับสนุนรถยนต์ส่งเสริมการลงทุนรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล ระยะที่ 2 (อีโอคาร์ 2) ที่เมื่อขอรับการส่งเสริมในปีหน้าแล้ว จะเริ่มผลิตออกมาได้ตั้งแต่ช่วงปี 59 ซึ่งขณะนี้ค่ายรถยนต์หลายแห่งก็ให้ความสนใจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเดิม ที่ใช้ระยะเวลาลงทุนไม่นานมาก” อย่างไรก็ตามในปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก โดยปัจจุบันมีผู้ผลิตชิ้นส่วน (เทียร์1-3) รวมกันกว่า 2,400 ราย ทำให้ไทยขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์ อันดับที่ 9 และขึ้นเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ของอาเซียน เมื่อเทียบกับประเทศอินโดนีเชียที่ผลิตได้ 1.06 ล้านคัน และมาเลเซีย 569,000 คันต่อปี นอกจากนี้สถาบันยานยนต์ยังมีแผนพัฒนาฝีมือแรงงานภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนราว 300,000 คน ภายในปี 54-59 เพื่อเพิ่มศักยภาพและรองรับการผลิตรถยนต์ที่ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเพื่อลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน หรือการเข้ามาซื้อตัวแรงงานจากอุตสาหกรรมอื่น โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 59 แรงงาน 1 คนจะผลิตรถยนต์ได้ปีละ 6 คัน จากปัจจุบันอยู่ที่ 3 คัน ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับแรงงานญี่ปุ่น 1 คน ที่สามารถผลิตรถยนต์ได้เฉลี่ยปีละ 11-12 คัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อุตฯตั้งเป้าผลิตรถขึ้นอันดับ5ของโลก