กสทช. ตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านโทรคมนาคม หนึ่งเดียวในอาเซียน ขยายช่องทางการคุ้มครองผู้บริโภค ยันไม่ซ้ำซ้อน 1200 ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม(กทค.)ด้านกฎหมาย เปิดเผยว่า กสทช.ได้เปิดศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในกิจการโทรคมนาคมในพื้นที่บริเวณสำนักงานกสทช. ตามระเบียบ กสทช. ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมและผู้ร้องเรียน พ.ศ.2555 เป็นช่องทางระงับข้อพิพาทการแก้ไขให้แก่ผู้บริโภคที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมเรื่องการใช้บริการต่างๆ โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศเดียวใน 10 ประเทศอาเซียนที่มีศูนย์ไกล่เกลี่ยฯ ขึ้น สำหรับกระบวนการไกล่เกลี่ยดังกล่าว ผู้ร้องเรียนต้องได้รับความสมัครใจเพื่อเข้าร่วมไกล่เกลี่ย โดยศูนย์ฯจะมีเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคมจำนวนกว่า 20 คน เพื่อเป็นตัวกลางประสานและเจรจาหาทางออกและได้รับความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ทำให้ลดกระบวนการส่งเรื่องฟ้องศาล ซึ่งในปัจจุบันศูนย์ฯได้ดำเนินการไกล่เกลี่ยไปจำนวน 1 เรื่องเกี่ยวกับโอปเรเตอร์คิดค่าบริการเกินจริง ดร.สุทธิพล ยืนยันว่า ศูนย์ไกล่เกลี่ยฯจะไม่ซ้ำซ้อนกับสายด่วน สำนักงาน กสทช. 1200 แต่เป็นการเพิ่มช่องทางรับเรื่องราวร้องเรียนและแก้ไขปัญหาให้มีความรวดเร็วและประหยัดเวลาแก่ผู้บริโภคมากขึ้น โดยประชาชนยังสามารถร้องเรียนมายัง 1200 ได้ตามปกติแต่หากจะเข้าสู่กระบวนการไกลเกลี่ยก็สามารถแจ้งความจำนงได้ทันที โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโทรคมนาคม
เดือน: พฤศจิกายน 2013
-

ตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโทรคมนาคม
-

ผู้เชี่ยวชาญโรคสมอง-นักเทคโนโลยีพลังงาน2 นักวิจัยแกนนำสวทช.จากจุฬาฯ และมจธ. – ฉลาดคิด
ให้ทุนไปแล้วกว่า 100 ล้านบาทกับโครง การทุนนักวิจัยแกนนำ ซึ่งเป็นการสนับสนุนโครง การวิจัยขนาดใหญ่ของสำนักงานพัฒนาวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2552 เพื่อสนับสนุนนักวิทยาศาสตร์ที่มีศักยภาพ เป็นแกนนำให้กับวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม สามารถดำเนินงานวิจัยอย่างราบรื่น รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และเป็นแกนในการผลิตบุคลากรวิจัยสู่วงการวิชาการอย่างต่อเนื่อง ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการ สวทช. บอกว่า ปัจจุบันให้ทุนนี้ไปแล้ว 7 โครงการ ทุนละ 20 ล้านบาท สำหรับปีนี้ คณะกรรมการฯ ได้มีมติเห็นสมควรมอบทุนดังกล่าวแก่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากโครงการวิจัยเรื่อง “บทบาทของสัตว์ แมลง ในการก่อโรค กลไกเชื้อและการรักษา” และ ศ.ดร.สมชาย วงศ์วิเศษ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จากโครงการวิจัยเรื่อง “การเพิ่มการถ่ายเทความร้อนเชิงนวัตกรรมสำหรับอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนในอนาคต” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคทางด้านสมองของประเทศไทย และเป็นผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลกด้านค้นคว้าและอบรมโรคติดเชื้อไวรัสสัตว์สู่คน และศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ บอกว่า ปัจจุบันโรคที่เกิดขึ้นในประเทศไทย สามารถสืบค้นสาเหตุได้เพียง 50% เนื่องจากการวิเคราะห์เชื้อจำกัดอยู่ที่เชื้อที่มีชื่อในสารระบบเฝ้าระวัง และสถิติการเกิดโรคก็มีแนวโน้มต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจากการไม่เห็นความสำคัญของการรายงาน โครงการนี้จึงมุ่งที่จะศึกษาความหลากหลายของเชื้อ การพัฒนาและสร้างแบบจำลองการทำนายการเกิดโรคระบาด การพัฒนาวิธีการวินิจฉัยโรคและระบบเฝ้าระวังโรคเชื้อไวรัส การศึกษากลไกของไวรัสพิษสุนัขบ้าและพัฒนาวิธีการป้องกัน เพื่อเพิ่มความตระหนักในวงการแพทย์ในโรคที่มาจากสัตว์สู่คน ทำให้สามารถวิเคราะห์สาเหตุได้ด้วยวิธีการที่ง่าย ๆ ใช้ได้ทั่วไป และเป็นการประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้จากการรวบรวมพฤติกรรมสัตว์ในการเคลื่อนย้ายถิ่นฐาน ความสามารถอันหลากหลายของแมลงในการเพาะบ่มเชื้อต่าง ๆ และกระบวนการของไวรัสที่ทำให้โรคมีความรุนแรงในระดับต่างๆ เพื่อนำไปสู่การป้องกัน รักษาและควบคุมโรคอย่างได้ผลในอนาคต ด้าน ศ.ดร.สมชาย ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบและการสร้างอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน บอกว่า อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนถือเป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่งในเครื่องจักรที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ถ้าอุปกรณ์ถูกออกแบบอย่างเหมาะสม การถ่ายเทความร้อนก็จะมีประสิทธิภาพ ผลที่ได้ก็คือการประหยัดพลังงานหรือการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า โครงการจึงมุ่งที่จะพัฒนาและประดิษฐ์อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนรูปแบบต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพในการถ่ายเทความร้อนเพิ่มมากยิ่งขึ้น ทั้งการเพิ่มพื้นที่ผิวของการถ่ายเทความร้อนโดยใช้ครีบหรือฟิน ประเภทต่าง ๆ และศึกษาลักษณะเฉพาะในการไหลของสารทำความเย็นทางเลือกใหม่ทั้งจากการทดลองและการพัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ รวมถึงศึกษาการไหลนาโนเพื่อใช้ในอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนขนาดเล็ก ผลงานนี้ถือเป็นการสร้างองค์ความรู้ใหม่ของการออกแบบและปรับปรุงอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเพื่อใช้กับภาคอุตสาหกรรมต่อไป. นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผู้เชี่ยวชาญโรคสมอง-นักเทคโนโลยีพลังงาน2 นักวิจัยแกนนำสวทช.จากจุฬาฯ และมจธ. – ฉลาดคิด -

ส่งออกฉุดจีดีพี
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 56 นี้ จะเติบโตได้แค่ 3% จากปีที่ผ่านมาเติบโตถึง 6.4% สศช.ได้ปรับจีดีพีมาหลายรอบ จนล่าสุด ปัจจัยที่ส่งผลกระทบมากสุด คือ การส่งออกที่คาดว่าปีนี้จะไม่เติบโต หรือ โตแค่ 0% ก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์บอกว่า ส่งออกน่าจะโตได้ 1% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 7-7.5% ก็ยังรู้สึกสงสัยเหมือนกันว่า ทำไมส่งออกได้น้อยกว่าเป้าหมายมากมายขนาดนั้นแต่พอ สศช.ออกมาระบุว่า ส่งออกไม่เติบโต ส่งผลให้ จีดีพี น่าจะขยายตัวแค่ 3% นั่นก็แสดงว่าทั้งเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวอย่างชัดเจน จะเห็นว่าสินค้าหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ยางพารา ยอดส่งออกลดลง ข้าวเคยได้ปีละ 2 แสนล้านบาท แต่ลดลงฮวบฮาบเหลือแค่แสนล้านบาทยิ่งค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อต้นปี ทำให้สินค้าไทยแข่งขันได้ลำบาก เพราะสินค้าไทยแพงกว่าเพื่อนบ้าน ทำให้ไม่ได้รับความสนใจ ส่งออกปีนี้ไม่กระเตื้อง แต่ก็มีการมองไปถึงปีหน้า ว่าจะเป็นความหวังได้ เนื่องจากเศรษฐกิจหลายประเทศน่าจะดีขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้คนอเมริกันมีเงินในกระเป๋าที่จะจับจ่ายใช้สอย จึงมองว่ากำลังซื้อน่าจะกลับมาในปีหน้า และน่าจะส่งอานิสงส์ให้ส่งออกของไทยกลับมาบวกมากขึ้น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และบริหารจัดการน้ำ ทั้ง 2 โครงการเป็นความหวังของรัฐบาล ที่หวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้โตเพิ่ม ได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 1% ตลอด 7 ปีที่ดำเนินโครงการ แต่รัฐบาลจะสะดุดขาตัวเองก่อนหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่อย่างไรเสียงส่งออกก็ยังเป็นพระเอก ที่มีผลต่อการเติบโตของประเทศอันดับแรก ที่รัฐบาลจะต้องเร่งทั้งตลาดหลัก และตลาดใหม่ควบคู่กันไป ปีนี้ส่งออกไม่ติดลบก็ถือว่าดีแล้ว ที่สามารถประคับประคองตัวได้ แต่หากกำลังซื้อชะลอพร้อมกันทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เหมือนที่ผ่านมาอีก คงต้องเหนื่อยกันอีกหลายยก.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ส่งออกฉุดจีดีพี