เดือน: พฤศจิกายน 2013

  • เปิด“ดรีมแฮค วินเทอร์ 2013” คึกคัก ทีม MiTH.S2Y พ่ายทีมระดับโลก

    เปิด“ดรีมแฮค วินเทอร์ 2013” คึกคัก ทีม MiTH.S2Y พ่ายทีมระดับโลก

    วันนี้(29 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์รายงานจากเมืองเยินเชอปิง ประเทศสวีเดน ว่า งานดรีมแฮค วินเทอร์ 2013 (Dreamhack Winter 2013) ซึ่งเป็นงานที่มีการรวมตัวของคนเล่มเกม(LAN Party)ที่มากที่สุดในโลก โดยได้รับการจดบันทึกสถิติจากกินเนส บุ๊ค เวิลด์ เรคคอร์ค ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พ.ย.-1ธ.ค. 2013 ที่เอลเมียร์ เอ็กซิบิชั่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ ได้เริ่มขึ้นแล้วเป็นวันแรกตั้งแต่ช่วงเที่ยงของวันที่ 28 พ.ย. โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักมีเกมเมอร์ ทยอยขนคอมพิวเตอร์ ของใช้ส่วนตัว รวมถึงที่นอนเข้ามาในงานเพื่อร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ตลอด 4 วันของการจัดงาน ขณะที่เกมเมอร์บางคนที่ยังเป็นเด็ก ก็มีพ่อแม่มาส่งและช่วยกันขนคอมพิวเตอร์เข้างานให้กับลูกๆ ซึ่งเป็นภาพบรรยากาศหาดูได้เป็นประจำทุกปีของการจัดงาน                 ทั้งนี้ ภายในงานได้มีการจัดสถานที่เป็นโต๊ะยาว และเก้าฮี้พร้อมสายแลนเพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถนำคอมพิวเตอร์ที่เตรียมมาต่อเพื่อเล่นเกมได้ทันที โดยสามารถรองรับคอมพิวเตอร์มากกว่า 13,000 เครื่อง ผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 40 GB และคาดว่าจะมีผู้ร่วมงานมากกว่า 1 หมื่นคน  โดยงานดรีมแฮคมีกำหนดจัดขึ้นปีละสองครั้งในช่วงฤดูร้อน และฤดูหนาวของทุกปี ในงานจะมีการออกบูทของค่ายเกม  การจัดคอนเสิร์ตจากศิลปินดังและการแข่งขันกีฬาอิเล็คทรอนิคส์หรืออีสปอร์ต(eSports)ของเกมต่างๆ และร้านขายอุปกรณ์การเล่นเกม และของที่ระลึกต่างๆ                 ในงานครั้งนี้ได้มีนักกีฬาอีสปอร์ตจากประเทศไทย คือ ทีม MiTH.S2Y มาร่วมแข่งขัน อี สปอร์ต ของเกมฮอน (Heroes of Newerth หรือ HoN) ด้วย โดยมีสมาชิกประกอบด้วย นายจักริน จันทวารี หัวหน้าทีม นายถาวร โควะวินทวีวัฒน์ นายณัฐดนัย รุ่งเรือง นายบุริศร์ นฤเบศร์ไกรสีห์ และนายภาคภูมิ อัศวโชติกร  โดยเข้าแข่งขันในฐานะแชมป์จากอาเซียน                 การแข่งขันเกมฮอนในงาน ดรีมแฮค วินเทอร์ 2013 มีทีมที่เข้าร่วมแข่งขัน จำนวน 10 ทีม ประกอบด้วย กลุ่ม เอ ทีม  Stay Green แชมป์เก่า ทีม Internet Gangsters จากยุโรป ทีม MiTH.s2y จากไทย ทีม Denial eSports ซึ่งผ่านเข้ารอบจากการคัดเลือกแบบออนไลน์จากสวีเดน/กลุ่มนอริค และอีก 1 ทีม ที่ทำการแข่งคัดเลือกจากหน้างาน            กลุ่ม บี มีทีม Lions eSportsklubb จากยุโรป ทีม Too Much Sugar จากยุโรป ทีม The Ringers (replacing Reason Gaming)  เข้ารอบจากการคัดเลือกแบบออนไลน์จากสวีเดน/ กลุ่มนอริค ทีม The Law เข้ารอบจากการคัดเลือกแบบออนไลน์จากสวีเดน/ กลุ่มนอริค และอีก 1 ทีมจะทำการคัดเลือกหน้างาน โดยมีเงินรางวัลรวม 1 ล้านบาท โดยทีมที่ชนะเลิศจะได้รับเงินรางวัล 3.5 แสนบาท โดยทีม MiTH.s2y จากไทย ลงเล่นนัดแรกในเวลา 13.45 น.เจอกับทีม Denial eSports ผลปรากฏว่าทีมจากไทยแพ้ ส่วนนัดที่สองลงแข่งเวลา 15.00 น. พบกับทีม Stay Green แชมป์เก่า ผลปรากฏว่า ทีมไทยต้านทานความแข็งแกร่งของทีมแชมป์เก่าไม่ไหวแพ้เป็นนัดที่สอง  หลังจากนั้นในเวลา 17.30 น. ได้ลงแข่งนัดที่สาม พบกับทีม  Internet Gangsters ผลปรากฏว่าแพ้ไปอีกครั้ง   ทำให้การแข่งในวันแรก 3 นัด ทีม MiTH.s2y จากไทยแพ้รวด ยังคงเหลือการแข่งขันอีกนัดพบกับทีมที่แข่งรอบคัดเลือกหน้างานเข้ามาในเวลา 12.30 น. ของวันนี้(29 พ.ย.)  หรือตรงกับเวลา 18.30 น. ของไทยสามารถติดตามการถ่ายทอดสดได้ที่ http://www.hon.in.th/tv                 ด้านนายจักริน จันทวารี หัวหน้าทีม MiTH.s2y กล่าวว่า  การแข่งขันในวันแรกไม่สามารถทำผลงานได้ตามที่คาดหวัง โดยเฉพาะต้องเจอกับทีมที่จัดว่าเป็นอันดับต้นๆของโลก รวมถึงทีมแชมป์เก่า ที่อยู่ร่วมสายเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้เล่นกับทีมเหล่านี้ จึงไม่สามารถจับกลยุทธ์และแผนการเล่นของทีมคู่แข่งได้ ขณะที่ทีมเหล่านี้มีเวลาเก็บตัวรวมกันเป็นเดือนๆ เพื่อฝึกซ้อมแผนต่างๆ แต่ทีมของเรามีเวลาเก็บตัวซ้อมด้วยกันไม่มาก   ถือว่าพยายามเต็มที่ และได้ประสบการณ์อย่างมากจากการที่ได้แข่งกับทีมระดับโลกเหล่านนี้ และในอนาคตหากมีโอกาสอีกก็ต้องทำให้ดีกว่าครั้งนี้ให้ได้.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิด“ดรีมแฮค วินเทอร์ 2013” คึกคัก ทีม MiTH.S2Y พ่ายทีมระดับโลก

  • ททท.จัดทัพลุยดับเบิลยูทีเอ็ม ชู 2 กลยุทธ์ดันนักท่องเที่ยวพุ่ง

    ททท.จัดทัพลุยดับเบิลยูทีเอ็ม ชู 2 กลยุทธ์ดันนักท่องเที่ยวพุ่ง

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวไม่ชัดเจนได้ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยต้องดิ่งหัวลงตามไปด้วย… เพราะเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างการส่งออก ไม่สามารถขยายตัวได้ในปี 56 คงเหลือเพียงภาคการท่องเที่ยวเท่านั้นที่ช่วยประคับประคองให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้ โดยล่าสุดจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ต.ค.) ได้เข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยมากถึง 21.7 ล้านคนแล้ว หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้นมากถึง 22.3% ทีเดียว จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวเมืองไทยมากมายขนาดนี้แสดงให้เห็นว่าเมืองไทย… ยังเป็น “สวรรค์ของนักท่องเที่ยว” แบบที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้!เพื่อเป็นการยืนยันสถานะของเมืองท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงได้พาคณะผู้บริหารและสื่อมวลชนเดินทางข้ามทวีปกว่า 9,992 กิโลเมตร เข้าร่วมงานมหกรรมการท่องเที่ยวที่มีความสำคัญที่สุดในตลาดนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ในงาน “เวิลด์ ทราเวล มาร์เก็ต” หรือดับเบิลยูทีเอ็ม ซึ่งเป็นการจัดงานส่งเสริมการขายการท่องเที่ยวครั้งใหญ่ และเป็นการจัดติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2523 นับเป็นครั้งที่ 34 ที่ไทยเข้าร่วมงาน ที่กรุงลอนดอน อังกฤษ ททท. ได้เปิดพื้นที่ให้เอกชนโฆษณาแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก รวมถึงเจรจาธุรกิจกับบริษัทนำเที่ยวจากทั่วโลก เพื่อหวังให้ช่วยพานักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวในไทย ที่สำคัญ ททท. ได้กราบทูลเชิญ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จทรงเป็นประธาน โดยประทานสัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนไทยและประทานคำแนะนำแก่คนไทย ถึงการนำเสนอแผนประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวประเทศไทยของ ททท. ภายใต้รูปแบบ “อเมซิ่ง ไทยแลนด์ : อิท บีกิน วิท เดอะ พีเพิ่ล” ที่เน้นศิลปวัฒนธรรม อาหาร และวิถีชีวิตของคนไทย รวมทั้งการใช้โซเชียล มีเดีย เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อคนไทยและการดำเนินการต่อไปของ ททท. “สิ่งที่สำคัญที่สุดต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทยในเวลานี้คือ คนไทย เพราะคนไทยเป็นคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนน่ารัก เป็นคนที่ใจดี เฟรนด์ลี่ และมียิ้มที่สดใส ขณะเดียวกันยังมีความงดงามที่สามารถทำให้คนที่มาท่องเที่ยวประเทศไทยทุกคนมีความสุข จึงบอกว่าขึ้นอยู่กับคนไทยที่จะช่วยกันประชาสัมพันธ์ความเป็นคนไทย วิถีชีวิตของคนไทย ต้องเริ่มจากคนของเราที่จะมีความปรารถนาดี เพื่อทำให้แขกของเรา คนที่มาเยี่ยมเยียนประเทศของเรามีความรู้สึกที่ดีกับพวกเรา” ขณะเดียวกัน ในโลกทุกวันนี้ ซึ่งเป็นโลกที่มีการสื่อสารไร้พรมแดน ทูลกระหม่อมหญิงฯ ทรงเห็นด้วยว่า การใช้โซเชียลมีเดีย จะช่วยสื่อสารประเทศไทยไปยังโลกที่กว้างมากขึ้นได้ และช่วยให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกสัมผัสความเป็นไทย ความเป็นคนไทยได้มากขึ้น เราสามารถแบ่งปันหรือแชร์สิ่งที่ประทับใจในไทย ผ่านโซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือโปรแกรมอื่น ๆ เพื่อสื่อสารถึงคนทั่วโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ดี ๆ ที่ประทับใจ อาหารดี ๆ รวมทั้งการแสดงของไทยที่ชื่นชอบ ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องโบราณ อาหารโบราณ การรำฟ้อน หรือดนตรีไทย แต่สามารถนำสิ่งที่เป็นสมัยใหม่ ร่วมสมัยของไทยที่ชอบ แชร์ให้โลกรู้ได้เหมือนกัน ขณะที่ “สุรพล เศวตเศรนี” ผู้ว่าการ ททท. บอกว่า ในการเข้าร่วมงานดับเบิลยูทีเอ็มในปีนี้ ได้เปิดตัว “อเมซิ่ง ไทยแลนด์ : อิท บีกิน วิท เดอะ พีเพิ่ล” อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งและเป็นจุดขายของไทย โดยสะท้อนให้ชาวต่างชาติรับรู้ถึงความประทับใจที่มีต่อไทย ทั้งวิถีชีวิต มิตรไมตรีที่โดดเด่น โดยจะประสานงานกับผู้ให้ข้อมูลที่เป็นตัวแทนขาย ให้ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้ประกอบการ เกี่ยวกับความรู้สึกที่เป็นเรื่องคนไทย พร้อมสร้างความแตกต่างในการท่องเที่ยวในไทย เพื่อให้นักท่องเที่ยวสนใจต้องการเดินทางกลับมาเที่ยวไทยอีก ซึ่ง ททท. ได้วางแผนใช้เป็นกลยุทธ์เจาะตลาดนักท่องเที่ยวทั่วโลกโดยเฉพาะในกลุ่มที่สนใจ โดยจะดึงผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวเด่น ๆ มาเป็นจุดขายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมีการใช้จ่ายสูง ทั้งเรื่องของการตีกอล์ฟ สปา ฮันนีมูน และแอดเวนเจอร์ นอกจากนี้ยังได้นำเสนอแผนการตลาดใหม่คือ “โรแมนติก ไทยแลนด์” เพื่อขยายฐานนักท่องเที่ยวกลุ่มแต่งงาน ฮันนีมูน รวมถึงกลุ่มที่ต้องการฉลองครบรอบวันแต่งงาน เพราะเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูงสุดและมีการใช้จ่ายสูงกว่ากลุ่มทั่วไป 2-3 เท่า ส่วนการที่ททท.ได้ตั้งเป้าหมายว่าหลังจากที่เปิดตัว “อเมซิ่ง ไทยแลนด์ : อิท บีกิน วิท เดอะ พีเพิ่ล” แล้ว ภายในปี 58 นี้จะสามารถเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็น 30 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นอีก 10% พร้อมขยายกลุ่มนักท่องเที่ยวในตลาดกลางและใหญ่เป็น 40% จากปัจจุบันที่มีอยู่ 30% และลดสัดส่วนตลาดเล็กลงเหลือ 60% จากปัจจุบันที่มีอยู่ 70% การวางแผนการตลาดของ ททท. ในครั้งนี้จะเป็นผลสำเร็จตามความฝันหรือไม่? คงต้องติดตามสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิดซึ่งสถานการณ์การเมืองที่รุนแรงในเวลานี้ อาจกลายเป็นขวากหนามสำคัญที่อาจทำลายความฝันของททท.ก็เป็นไปได้!. วุฒิชัย มั่งคั่ง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ททท.จัดทัพลุยดับเบิลยูทีเอ็ม ชู 2 กลยุทธ์ดันนักท่องเที่ยวพุ่ง

  • การศึกษา 3.0 – 1001

    การศึกษา 3.0 – 1001

    เมื่อวันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน ผมเข้าฟังการบรรยายเรื่อง “การเรียนการสอนในระบบ Education 3.0” โดย Prof. Dr. Jim G. Lengel ซึ่งจัดโดยศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การบรรยายนี้มีเนื้อหาที่น่าสนใจหลายเรื่อง ผมจึงขอถ่ายทอดเนื้อหาบางส่วนของการบรรยายมาเล่าให้ผู้อ่านฟังครับ Prof. Jim กล่าวถึงการศึกษาในยุคต่าง ๆ ว่า ต้องการผลิตบุคลากรให้เหมาะสมกับการทำงานในยุคนั้น กล่าวโดยสรุปคือ การศึกษา 1.0 อยู่ในยุคเกษตรกรรม การศึกษา 2.0 อยู่ในยุคอุตสาหกรรม ส่วนการศึกษา 3.0 อยู่ในยุคของเราซึ่งเป็นยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนั้นการเรียนการสอนในแต่ละยุคจะแตกต่างกัน เช่น ยุค 1.0 จะเน้นที่การทำงานตามคำสั่งและปฏิบัติงานได้ถูกต้อง  ยุค 2.0 จะเน้นที่การอ่านออกเขียนได้ห้อง เรียนมีขนาดใหญ่ ส่วนยุค 3.0 ผู้เรียนจะทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มย่อยเพื่อช่วยแก้ปัญหา เน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน ดังนั้นการเรียน การสอนในยุค 3.0 จะไม่ใช่การฟังบรรยายเพียงอย่างเดียว แต่ผู้เรียนจะต้องมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียนด้วยกันมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีนวัตกรรมด้านการเรียนการสอนต่าง ๆ ที่ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ในการเรียน ตัวอย่างเช่น ในการบรรยายครั้งนี้  Prof. Jim ไม่ได้ใช้สไลด์พาวเวอร์พอยต์และบรรยายไปเรื่อย ๆ เหมือนผู้บรรยายส่วนใหญ่ แต่มีเว็บไซต์ประกอบการบรรยายซึ่งอยู่ที่เว็บ  lengel.net/123 แล้วให้ผู้ฟังใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเปิดเว็บไซต์นี้ แล้วติดตามเนื้อหาประกอบ จากนั้นก็ตั้งคำถามแล้วให้ผู้ฟังช่วยกันโหวตหรือแสดงความเห็น จากนั้น Prof. Jim แสดงคำตอบบนจอภาพให้ทุกคนได้เห็นครับ ทำให้ผู้ฟังบรรยายมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน นอกจากการใช้เว็บไซต์หรืออินเทอร์เน็ตประกอบการบรรยายแล้ว การสร้างปฏิ สัมพันธ์ในห้องเรียนมีหลายวิธีด้วยกัน  Prof.Jim  อธิบายรูปแบบการเรียน การสอนยุคใหม่ที่เรียกว่า “ห้องเรียนกลับทาง” แปลจากคำว่า Flipped classroom ความแตกต่างระหว่างห้องเรียนกลับทางและห้องเรียนแบบดั้งเดิมที่เราคุ้นเคยคือ ในห้องเรียนแบบดั้งเดิม ครูจะสอนเนื้อหาในห้องเรียน แล้วให้การบ้านแก่นักเรียน เพื่อนำไปทำที่บ้าน แต่ห้องเรียนกลับทางจะให้นักเรียนศึกษาบทเรียนด้วยตนเอง เช่น ดูวิดีโอการสอนของครูทางอินเทอร์เน็ต แล้วเข้าห้องเรียนเพื่อทำการบ้านหรือแบบฝึกหัด ตัวอย่างเช่น นักศึกษามหาวิทยาลัยดูวิดีโอบทเรียนวิชาฟิสิกส์ที่บ้าน แล้วทำการทดลองยิงเลเซอร์ให้โดนกุ้งลอบสเตอร์ที่อยู่ในน้ำในห้องเรียน เป็นต้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้นำนวัตกรรมด้านการเรียน การสอนเพื่อส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน คือ คลิกเกอร์ เป็นเทคโนโลยีที่ประกอบด้วยซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ โดยที่ผู้สอนตั้งคำถาม แล้วให้ผู้เรียนกดอุปกรณ์คลิกเกอร์ซึ่งมีรูปร่างคล้ายรีโมต จากนั้นคอมพิวเตอร์ของผู้สอนจะเก็บรวบรวมข้อมูลจากคลิกเกอร์ แล้วแสดงผลออกมาบนจอภาพ เช่น ในรูปแบบกราฟ ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้เรียนตอบสนองอย่างไร ผมทดลองใช้คลิกเกอร์ในการสอนอยู่สามครั้ง ก็พบว่าผู้เรียนตื่นตัวและมีส่วนร่วมในการเรียนค่อนข้างมาก ต่างประเทศก็ใช้คลิกเกอร์ในห้องเรียนค่อนข้างมากครับ ผู้อ่านที่สนใจลองค้นหาในกูเกิลโดยใส่ข้อความ “clicker in classroom” นอกจากปฏิสัมพันธ์ในห้องเรียนแล้ว เราก็ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นนอกห้องเรียนได้เช่นกันครับ เฟซบุ๊กเป็นเครื่องมือสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนได้ดีมาก ผมสอนวิชาหนึ่งซึ่งเป็นวิชาที่มีนิสิตจากหลายคณะมาเรียน ดังนั้นผมจึงสร้างกลุ่มของวิชานี้ในเฟซบุ๊ก และการบ้านแรกของวิชานี้คือ นิสิตทุกคนจะต้องเข้าร่วมกลุ่มวิชา และแนะนำตนเองให้เพื่อนรู้จัก จุดประสงค์ของผมคือ ต้องการให้นิสิตรู้จักเพื่อนต่างคณะที่เรียนวิชาเดียวกัน ไม่ใช่รู้จักแค่เพื่อนที่อยู่คณะเดียวกันเท่านั้นครับ หรือถ้ามีการบ้านที่ลอกกันไม่ได้  ผมจะบอกนิสิตส่งการบ้านทางเฟซบุ๊กเพื่อให้ทุกคนได้เห็นการบ้านของเพื่อนคนอื่น ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง ผู้เรียนเช่นกัน ดังนั้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนจึงมีหลายวิธีด้วยกัน แต่เนื่องจากยุคนี้คือยุคเทคโนโลยีสารสนเทศและนักเรียนยุคใหม่มีความรู้และประสบการณ์เรื่องไอทีมาก ดังนั้นไอทีจึงเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในการส่งเสริมการศึกษา 3.0 โน้ตบุ๊ก สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ไอแพดจึงสามารถนำมาใช้ในห้องเรียนเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ครู อาจารย์จึงควรศึกษาเทคโนโลยีหรือเปลี่ยนรูปแบบการสอนให้เหมาะสมกับผู้เรียนในยุคนี้เพื่อให้ทันความเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบันครับ. ธงชัย โรจน์กังสดาล Thongchai.R@chula.ac.th ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การศึกษา 3.0 – 1001