นายจอห์น คริสตี้ ประธานกรรมการบริหารเทสโก้ โลตัส เปิดเผยว่า เทสโก้ ได้เปิดจับมือบริษัทชั้นนำต่าง ๆ 9 แห่ง เปิดตัวแคมเปญ รวมพลังร่วมใจ ช่วยคนไทยลดค่าครองชีพ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในการผนึกกำลังของธุรกิจชั้นนำ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยเหลือลดภาระด้านค่าครองชีพ ทั้งนี้ งานดังกล่าวจัดขึ้น 2 ช่วง คือ ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย.-31 ธ.ค.นี้ และต้นปีหน้าช่วงไตรมาสแรกอีกครั้งหนึ่ง โดยบริษัทที่เป็นพันธมิตรนั้นจะสลับกันมอบข้อเสนอและส่วนลดพิเศษให้แก่ลูกค้าที่มาใช้บริการในเทสโก้โลตัส ซึ่งการจัดเคมเปญในครั้งนี้ ไม่สามารถประเมินมูลค่าทางการเงิน หรือยอดขายที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงดังกล่าวได้ เพราะเพิ่งทำเป็นครั้งแรก แต่หากได้รับการตอบรับที่ดี ก็จะพิจารณาดำเนินการต่อไป สำหรับบริษัทที่เข้าร่วมจัดแคมเปญดังกล่าว คือ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ,บริษัทเอ็มเค เรสเตอร์รองส์ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน), บริษัทยูนิลีเวอร์ ,บริษั ยัมเรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล(ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท พรานทะเล มาร์เก็ตติ้ง จำกัด(มหาชน) ,บริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน คอนซูเมอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัทคาโอ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) จำกัด,บริษัทเนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ,และบริษัททรูป คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) โดยเดลินิวส์ จะช่วยกระจายข่าวสารต่าง ๆในแต่ละสัปดาห์ที่พันธมิตรฯ มีแคมเปญดังกล่าวแตกต่างกันออกไป เช่น ทรูมูฟเอช ให้ส่วนลดในการซื้อสมาร์ทโฟน พร้อมแถบโบนัสค่าโทรและอินเทอร์เน็ต ,รับคูปองเติมน้ำมันเอสโซ่ 100 บาท เมื่อสะสมแสตมป์เทสโก้ครบ 4 ดวง ,ข้าวไข่เจียวราคาเพียง 9 บาท,อาหารยอดนิยม 10 เมนูในฟูดคอร์ททุกวันพุธราคา 29 บาท,รับส่วนลด 1,500 บาท เมื่อซื้อโทรศัพท์ และแท็ปเล็ต 15,000 บาทขึ้นไป,ไก่ทอดเคเอฟซี ซื้อ 3 ชิ้นรับฟรี 1 ชิ้น พร้อมกับแจกให้ชิมเมนูใหม่ ไก่นุ่ม ที่ออกวันที่ 28 พ.ย.นี้, เอ็มเค เรสเตอร์รองส์ มอบบะหมี่หยกฟรี 2 ก้อน เมื่อสั่งเป็ดย่างจานเล็ก เป็นต้น อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าส่วนหนึ่งที่ได้ร่วมกันจัดแคมเปญดังกล่าว เพราะยอดขายแต่ละบริษัทต่างปรับตัวลดลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ดังนั้น ช่วงเวลาที่เหลือ นอกจากจะต้องการกระตุ้นยอดการขายแล้ว ก็ยังต้องการช่วยเหลือลดภาระผู้บริโภคที่มีค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ สูงขึ้นด้วย ซึ่งนับเป็นการร่วมมือร่วมกันใจกันครั้งแรกด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เดลินิวส์ผนึกเทสโก้โลตัสลดค่าครองชีพปชช.
เดือน: พฤศจิกายน 2013
-

เดลินิวส์ผนึกเทสโก้โลตัสลดค่าครองชีพปชช.
-

“กิตติรัตน์”ยันไม่ออกมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลยังไม่จำเป็นต้องออกมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่เหลือของปีนี้ แม้ว่าการปฏิเสธคำขออนุมัติสินเชื่อเริ่มมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ต้องมีการคำนวณรายได้และการผ่อนชำระของลูกหนี้อย่างรอบคอบ แต่ในทางกลับกันการอนุมัติสินเชื่อได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะการแข่งขันการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ยังมีต่อเนื่อง โดยบางช่วงรุนแรงถึงไม่ต้องมีการวางเงินดาวน์ อย่างไรก็ตาม ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ยังเติบโตดีจะเป็นส่วนหนึ่งในการการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ “ บุคคลที่ประกอบอาชีพอิสระไม่มีหลักฐานว่า มีรายได้ต่อเดือนเท่าไร แต่ปัจจุบันมีรายได้มากกว่าพนักงานที่ทำงานประจำ ซึ่งช่วงแรกสถาบันการเงินอาจไม่ปล่อยกู้ แต่ได้แนะนำให้ฝากเงินผ่านบัญชีธนาคาร หลังจากนั้นเห็นว่ากลุ่มคนกลุ่มนี้มีวินัยการออมสม่ำเสมอทำให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ให้ทันที และขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณการเก็งกำไรจนทำให้เกิดปัญหาฟองสบู่ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ส่วนปัญหาหนี้ครัวเรือนแม้อยู่ในระดับสูง แต่หากเกิดจากการซื้อที่อยู่อาศัยถือว่าเป็นหนี้ที่มีคุณภาพมากกว่าการใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น” นายอมรเทพ จาวะลา หัวหน้าส่วนวิจัย เศรษฐกิจและตลาดการเงิน สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ในวันที่ 18 พ.ย. นี้ สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะรายงานตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในไตรมาสที่ 3 ซึ่งอาจสร้างความผิดหวังให้นักลงทุนได้ เพราะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 อาจออกมาแย่ เนื่องจากปัจจัยด้านหนี้ครัวเรือนที่เร่งตัวแรงในระยะหลัง ประกอบกับมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐในด้านการบริโภคได้ลดลง จึงส่งผลให้ครัวเรือนไทยมีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะด้านดอกเบี้ยและเงินผ่อนอื่นๆ ลดลง และทำให้การบริโภคสินค้าคงทนลดลงเช่นกัน และมีผลกระทบต่อการผลิตสินค้าเพื่อการบริโภคในประเทศ ประกอบกับส่งออกหดตัว จึงอาจมีผลให้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 จะยังคงหดตัวต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 2 ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในผลประกอบการของบริษัทที่มีผลด้านจิตวิทยาต่อผู้ลงทุนได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “กิตติรัตน์”ยันไม่ออกมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ -

ไทยจับมือภูฏานร่วมมือการค้า-เศรษฐกิจ
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างไทยและภูฏานกับ กระทรวงเศรษฐการของภูฏาน เพื่อเพิ่มความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน การอำนวยความสะดวกทางการค้า การท่องเที่ยว ก่อสร้าง สุขภาพและการรักษาพยายาล การศึกษา พลังงาน โลจิสติกส์ รวมทั้งการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม และยังได้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้า (เจทีซี) เพื่อเป็นเวทีสำหรับทั้งสองประเทศในการทบทวนพัฒนาการด้านการค้าและการลงทุน ทั้งนี้จากความร่วมมือที่เกิดขึ้น จะช่วยเปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนและทำการค้ากับภูฏานและประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับภูฏานได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันภูฏานได้มีความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับหลายประเทศ เช่น อินเดีย บังคลาเทศ ปากีสถาน เป็นต้น และยังเป็นสมาชิกความตกลงการค้าเสรีระดับภูมิภาคต่างๆ ซึ่งไทยสามารถใช้ภูฏานเป็นฐานในการผลิตและส่งออกไปยังประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษด้านภาษีได้ และจะง่ายกว่าการเข้าไปตั้งธุรกิจในประเทศเหล่านั้น ขณะเดียวกัน ยังมีโอกาสในการเข้าไปลงทุนในหลายกิจการ โดยเฉพาะโครงการใหญ่ที่สำคัญและกำลังจะเปิดรับนักลงทุนต่างชาติ คือ โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าขนาด 10,000 เม็กกะวัตต์ และจะขยายเป็นอีก 3 เท่า ในอนาคต เพื่อส่งไปขายต่อยังอินเดียและประเทศเพื่อนบ้าน โดยขณะนี้มีอินเดียเป็นนักลงทุนรายใหญ่ นอกจากนั้น ยังเปิดกว้างสำหรับธุรกิจบริการอื่นๆ ที่ไทยมีจุดแข็ง คือ ด้านดูแลสุขภาพ การศึกษา การท่องเที่ยว รีสอร์ต ร้านอาหาร และธุรกิจบริการในด้านอื่นๆ สำหรับกิจการที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ เช่น การพัฒนาส่งออกพลังงานน้ำ ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ การพัฒนาศูนย์การศึกษาในประเทศ ศูนย์ผลิตพืชออแกนิค ศูนย์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นต้น ก็เปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนได้ นายนิวัฒน์ธำรงกล่าวว่า แม้ภูฏานจะเป็นประเทศเล็ก ไม่มีทางออกทะเล แต่เป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทย มีการนำเข้าสินค้าไทยเป็นมูลค่าเฉลี่ยปีละ 150,000 เหรียญสหรัฐ และในปี 56การส่งออกจากไทยไปภูฏาน เพิ่มขึ้น 98.97% สำหรับในปี 56 ภูฏานเป็นคู่ค้าอันดับที่ 153 ของไทย ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา (51-55) การค้ารวมเฉลี่ยมีมูลค่า 12.10 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 134 ของไทย มีมูลค่าเฉลี่ย (51-55) 11.94ล้านเหรียญสหรัฐ และเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 180 ของไทย มีมูลค่าเฉลี่ย (51-55) 0.15 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกไปภูฏาน ได้แก่ สิ่งทอ รถยนต์และอุปกรณ์ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ผลิตภัณฑ์พลาสติก ผ้าผืน เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน เป็นต้น สินค้านำเข้าจากภูฏานที่สำคัญของไทย ได้แก่ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และสิ่งพิมพ์ เป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยจับมือภูฏานร่วมมือการค้า-เศรษฐกิจ