เดือน: พฤศจิกายน 2013

  • เปิดแล้วงาน“อีโคไลท์เทค เอเชีย 2013”

    เปิดแล้วงาน“อีโคไลท์เทค เอเชีย 2013”

    วันนี้ (13 พ.ย.) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีการเปิดงาน อีโคไลท์เทค เอเชีย 2013(EcoLightTech Asia 2013) ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านแสงสว่างเพื่อผู้ประกอบการ โดยมีผู้ประกอบการชั้นนำจากทั่วโลกนำนวัตกรรมเกี่ยวกับแสงสว่างมาจัดแสดง โดนภายในงานได้มีการนำผลงานต่างๆที่น่าสนใจมาจัดแสดง อาทิ 1.หน้ากากชะลอวัย กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน เป็นการนำนวัตกรรมแอลอีดี( LED) มาศึกษาและพัฒนา โดยใช้หลักการทำงานของความยาวคลื่นแสงที่เหมาะสมกับการกระตุ้นสร้างคอลลาเจนของเซลล์ผิวได้อย่างปลอดภัยและมี ประสิทธิภาพ เป็นผลงานจาก ผศ.ดร. ขวัญชนก พสุวัต คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมชีวภาพ ร่วมกับคณะวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ปัจจุบันยังไม่มีจำหน่าย เพราะเป็นต้นแบบเพื่อนำไปสู่การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมต่อไป2.หลอดประหยัดพลังงาน นิเชียที่ให้ค่าสีเสมือนจริงมากที่สุด และจอประหยัดพลังงาน แอลอีดีขนาดใหญ่ 5×3 เมตร จอประหยัดพลังงานแอลอีดี ราคา 1.5 ล้านบาท จาก NEX Inotec ไต้หวัน 3.จอแสงสว่างนวัตกรรมล่าสุด โอแอลอีดี พร้อมเปิดตัวในประเทศไทยในเร็วๆนี้ ฝังอยู่ในกระจกเงา สำหรับผู้หญิง สามารถเลือกจุดส่องสว่างตามความต้องการ โดยให้ค่าสีที่เสมือนจริง ทำให้แต่งหน้าไม่ผิดเพี้ยน สนนราคา 250,000 บาท4.หลอดประหยัดพลังงานที่มีอายุการใช้งานนานที่สุด โดยมีอายุการใช้งาน 100,000 ชั่วโมงหรือ 10 ปี พร้อมด้วยรูปทรงและการออกแบบสะท้อนการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม กระจายแสงสว่างรอบทิศทาง จากบริษัท อินดักชั่น เจแปน จำกัด ประเทศญี่ปุ่น ราคา 120 เหรียญสหรัฐ หรือ 3,840 บาท และ 5.รถยนต์ระบบ Hybrid ของ ออดี้ รุ่น เอ8แอล โดดเด่นด้วยระบบไฟแอลอีดี รอบคัน และระบบจอ โอแอลอีดี แสดงผลชัดเจน แถมประหยัดพลังงาน เสริมสมรรถนะการใช้งานเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ราคา 5.89 ล้านบาททั้งนี้งาน อีโคไลท์เทค เอเชีย 2013จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-15 พฤศจิกายน 2556 เวลา 10.00 – 18.00น. ณ ห้องเพลนารี ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.ecolight-tech.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดแล้วงาน“อีโคไลท์เทค เอเชีย 2013”

  • หุ้นไทยวันที่ 13 พฤศจิกายน 2556 ปิดลบ 8.31 จุด

    หุ้นไทยวันที่ 13 พฤศจิกายน 2556 ปิดลบ 8.31 จุด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 13 พ.ย. ดัชนีแกว่งตัวผันผวน และส่วนใหญ่อ่อนตัวในแดนลบ ตามตลาดหุ้นต่างประเทศที่ลดลง เนื่องจากนักลงทุนกลับมากังวลเรื่องการชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (คิวอี) ของสหรัฐ ซึ่งอาจลดขนาดมาตรการคิวอีเร็วขึ้น เป็นเดือนธ.ค.นี้ จากเดิมที่คาดว่าจะทยอยลดคิวอีในเดือนมี.ค.57 หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐหลายตัวที่ออกมาเริ่มมีทิศทางดีขึ้น อีกทั้งนักลงทุนบางส่วนยังกังวลสถานการณ์การเมืองในประเทศที่มีการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างวันหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,414.04 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 1,403.07 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,404.77 จุด ลดลง 8.31 จุด หรือ 0.59% ด้วยมูลค่าการซื้อขายเบาบาง 28,779.45 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1. เอไอเอส ปิดที่ 227.00 บาท ลดลง 6.00 บาท 2. ทรู ปิดที่ 8.40 บาท เพิ่มขึ้น 0.05 บาท 3. ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 181.50 บาท ลดลง 2.00 บาท 4. อินทัช ปิดที่ 77.00 บาท ลดลง 0.75 บาท 5. จัสมิน ปิดที่ 8.30 บาท เพิ่มขึ้น 0.15 บาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยวันที่ 13 พฤศจิกายน 2556 ปิดลบ 8.31 จุด

  • แนะรัฐทบทวนโครงการจำนำข้าว

    แนะรัฐทบทวนโครงการจำนำข้าว

    นายอาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการประชานิยม โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว ถือเป็นปัญหาสำคัญต่อประเทศ เพราะไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อการขาดทุนจนเป็นภาระหนี้ของรัฐบาล แต่ยังทำลายระบบแรงจูงใจของเกษตรกรระยะยาวในการผลิตขัาวที่มีคุณภาพ รวมถึง ทำให้เกิดปัญหาจากขัอเรียกร้องต่างๆ ในอนาคต โดยรัฐบาลควรนำเงินที่ไปใช้ในโครงการลงทุนพัฒนาในระบบสาธารณูปโภค ที่เป็นสิ่งสำคัญมากกว่า “อยากให้รัฐบาลทบทวนการดำเนินนโยบายโครงการรับจำนำข้าว เห็นได้จากนักวิชาการทั่วโลกได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าโครงการดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะมีการรับจำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าตลาดโลก ส่งผลให้รัฐบาลเกิดภาวะขาดทุน ผลผลิตข้าวที่ไม่ได้ตามคุณภาพ รวมทั้ง ส่งผลต่ออันดับของการส่งออกข้าวของไทยที่ลดลงอีกด้วย” อย่างไรก็ตาม กรณีสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ มองว่าภาคการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว หากสถานการณ์เริ่มมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น จะทำให้นักท่องเที่ยวไม่เข้ามาพักในประเทศ และส่งผลต่อเศรษฐกิจของไทยไม่เติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ส่วนแนวทางอารยะขัดขืนนั้น มองว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แต่ละบุคคลต้องคำนึงถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาด้วย น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิล์ดแบงก์) กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวจะส่งผลกระทบต่อภาระการคลังพอสมควร แต่เชื่อว่าจะไม่เกินกรอบหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ที่ 50% ต่อจีดีพี เนื่องจากในอนาคตภาครัฐจะมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และโครงการบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท ทำให้ภาคเอกชนเกิดการลงทุนตาม ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เวิล์ดแบงก์เตรียมออกรายงานเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวในเดือน ธ.ค. โดยจะมีการชี้แจ้งว่าใครได้หรือเสียในโครงการดังกล่าว ที่ปัจจุบันได้มีการประเมินตัวเลขความเสียหายในโครงการนี้อยู่ที่ปีละ 200,000 ล้านบาท ขณะที่ สถานการณ์การเมือง หากมีความรุนแรงและยืดเยื้อเพิ่มขึ้น จะกระทบต่อการท่องเที่ยวโดยตรง เพราะนักท่องเที่ยวมีความอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ดังกล่าว รวมทั้ง จะส่งผลต่อภาคธุรกิจในบริเวณนั้น โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก แต่เชื่อว่าทั้ง 2 ส่วนจะมีการฟื้นตัวค่อนข้างเร็ว ภายใน 3 เดือน เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นปี 53 ที่ผ่านมา

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะรัฐทบทวนโครงการจำนำข้าว