จากบทความที่เล่าถึงปัญหาอุดมศึกษาปัจจุบันของโลกและการกำเนิดเทคโนโลยีใหม่ในปัจจุบัน จะมีวิธีการใดบ้างที่จะทำให้เทคโน โลยีปัจจุบันเข้ามาใช้กับโลกการศึกษาปัจจุบัน เพื่อให้เกิดนวัตกรรมการศึกษาใหม่แบบก้าวกระโดด (Disruptive Innovation) ที่ ดร.เคลย์ตัน คริสเตนเซ่นเคยกล่าวไว้ ถ้าหันมามองประวัติเทคโนโลยีปัจจุบัน จะเห็นการกำเนิดนวัตกรรมแบบก้าวกระโดดได้อย่างค่อนข้างชัด เช่น การกำเนิดของบริษัทไอบีเอ็ม ก็จะเป็นเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เมนเฟรมขนาดใหญ่ ต่อมามีการกำเนิดของบริษัทไมโครซอฟท์เลยทำให้คอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก เช่น พีซี แล็ปท็อปเกิดขึ้นอย่างดาษดื่น มีคนใช้แพร่หลายทั่วโลกและการเกิดของกูเกิลสร้างเทคโนโลยีแบบแอนดรอยด์ (Android) ทำให้เกิดเทคโนโลยีมือถืออัจฉริยะซึ่งมีคนใช้กันเกือบจะทุกคนทั่วโลกเข้าไปแล้ว แน่นอนเทคโนโลยีแบบนี้เรียกว่า ก้าวกระโดด (Disruptive Technology) ทำให้เทคโนโลยีเก่าตายไป สิ่งที่ทำให้เกิดนวัตกรรมแบบนี้ได้ในระบบธุรกิจปัจจุบันมีแค่ 2 ปัจจัยคือ 1) ทุกคนสามารถหาซื้อได้ ซึ่งภาษาฝรั่งเรียกว่า (Affordability) และทุกคนสามารถเข้าถึงและหานำมาใช้ได้เรียกว่า (Accessibility) ถ้าเทคโน โลยีหรือนวัตกรรมที่เกิดใหม่สามารถสร้างปัจจัยทั้งสองเข้าด้วยกันได้ในทางธุรกิจก็จะสามารถทำให้เทคโนโลยีใหม่หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ทางธุรกิจ เกิดขึ้นได้ทันที เมื่อเงื่อนไขในช่วงเวลานั้นมาถึงและพร้อม ในด้านการอุดมศึกษาไทย เฉพาะการศึกษาซึ่งยังเป็นที่นิยมในมหาวิทยาลัยดัง ๆ ขนาดใหญ่นั้น จะต้องเข้าเรียนเต็มเวลาโดยได้เจอะเจออาจารย์ดังระดับโลกด้วยราคาแพงมหาศาลอย่างเช่น มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพราะมีที่นั่งจำกัด แต่มีคนสมัครเรียนมาก หรืออย่างของประเทศไทย มหาวิทยาลัยดังของไทยอย่างเช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มีเงินอุดหนุนจากรัฐบาลส่วนใหญ่ขยายเท่าไรก็ไม่ทันกับความต้องการก็เลยถือว่ามีที่นั่งจำกัด เรื่องความสำเร็จในหน้าที่การงานของบัณฑิต มหาบัณฑิตทั้งหลายก็ยังเป็นที่นิยมแต่มีปัญหาการเข้าถึงเพื่อให้ได้เข้าเรียน เรียกว่า ปัญหาของ (Accessibility) ถ้าหากเป็นมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมีปัญหาทั้งราคาแพงคือ (Affordability) และการเข้าถึง (Accessibility) เพื่อให้ได้เรียน ส่วนการศึกษาแบบกว้างในมหาวิทยาลัยเปิดราคาถูก(Affordability) และสมัครได้เรียกว่า (Accessibility) แต่ไม่มุ่งเน้นเรื่องอัตราการจบตามกรอบเวลา ซึ่งมีทั้งการเรียนแบบมีตำราให้มา สอบและแบบใหม่ขึ้นมาเรียกว่า ออนไลน์ ด้วยการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อินเทอร์เน็ต โดยไม่ต้องมาเรียนที่ห้องเรียนในมหาวิทยาลัย การศึกษาออนไลน์โลกปัจจุบัน ก็ยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการปรับปรุงหลักสูตรเนื้อหาวิชา วิธีการวัดผลการเรียนการสอนที่มีคุณภาพมากคือ สามารถสร้างบทเรียนการเรียนการสอนเข้าใจง่าย และสามารถเรียนรู้ได้เร็วและสามารถสร้างสะสมความรู้จนเป็นทักษะใหม่ เพื่อการทำงานจริงได้ แต่ยังมีปัญหาคือ เทคโนโลยีเหล่านั้นราคาแพงมากจึงมีปัญหาสำหรับนักศึกษาที่จ่ายค่าเล่าเรียนหรือ Affordability จากการศึกษาเชิงธุรกิจโดยเฉพาะจากความต้องการตลอดหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษามีอาชีพและทักษะที่จะไปทำงานและใช้งานในโลกจริงได้ ก็จะสามารถรู้จำนวนผู้เข้าเรียนจริงได้ ถ้ามีจำนวนมากพอก็จะทำให้ราคาต่ำลงมาได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เข้าถึงนักศึกษาทุกคน และเป็นไปตามความต้องการของนักศึกษาได้ ซึ่งเครื่องมือการเรียนก็จะเปลี่ยนไป แทนที่จะเป็นตำราเล่มหนา นั่งรถไปเรียนที่มหาวิทยาลัย อาจจะเป็นแค่มือถืออัจฉริยะหรือแล็ปท็อปซึ่งสามารถเรียนที่ไหนก็ได้ ทุกหนทุกแห่งทั่วโลก การใช้เทคโนโลยีจะต้องง่าย เป็นการเรียนเองที่เรียกว่า Friendly Users มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนผู้สอนได้ตลอดเวลา แถมราคาพอรับได้ ขณะนี้มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งในโลกพยายามอยู่ คาดว่าในอนาคตไม่นานมากนักการเรียนการสอนแบบพอหาเรียนได้ และมีคุณภาพโดยหลังเรียนจบ สามารถประกอบสัมมาอาชีพได้ดี ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศนั้น ๆ ได้ดี ก็จะเกิดความพร้อมด้านการตลาดและการประยุกต์เทคโนโลยีใหม่ผสมผสานการเรียนการสอน. รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด boobmark@stamford.edu
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นวัตกรรมการศึกษายุคใหม่ (2) – โลกาภิวัตน์
เดือน: ธันวาคม 2013
-

นวัตกรรมการศึกษายุคใหม่ (2) – โลกาภิวัตน์
-

เอซีทีโมบายอวดนวัตกรรมใหม่รับชำระเงินผ่านอุปกรณ์พกพา
ผ่านบริการทีโอที จัสท์ เพย์ 3 รูปแบบ รองรับการเติบโตของตลาดค้าขายออนไลน์ และธุรกิจรับชำระเงินค่าสินค้าและบริการผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ ทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ดร.อภิรักษ์ ปรีชญสมบูรณ์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอซีที โมบาย จำกัด เปิดเผยว่า เอซีที โมบาย ได้ปรับธุรกิจจากผู้ให้บริการมือถือเป็นผู้ให้บริการวางแผนและติดตั้งระบบ แอพพลิเคชั่น (System Integrator) ด้วยการนำนวัตกรรม ทีโอที จัสท์ เพย์ ( TOT Just Pay) ระบบให้บริการรับชำระเงินผ่านเทคโนโลยี โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือโมบายเพย์เมนต์มาต่อยอดธุรกิจ โดยเน้นเจาะกลุ่มธุรกิจการเงิน ธนาคาร ค้าปลีก การศึกษา การท่องเที่ยว การขนส่ง การบริการสาธารณะ จากข้อมูลพบว่า ปี 2556 มีจำนวนบัตรเครดิตสูงถึง 18.39 ล้านบัญชี และอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 9% โดยยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในประเทศ มีมูลค่าสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 16.35% ต่อปี ส่วนธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ก็มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง มียอดธุรกรรมผ่านโทรศัพท์ มือถือ สูงถึง 1 ล้านล้านบาท สำหรับบริการนวัตกรรมใหม่ของทีโอที จัสท์ เพย์ มี 3 รูปแบบคือ บริการ ทีโอที จัสท์ เพย์ เอ็มพีโอเอส (TOT Just Pay mPOS) เป็นระบบบริหารจัดการร้านค้า ณ จุดขาย (Mobile Point of Sale-mPOS) แบบออนไลน์บนอุปกรณ์แท็บเล็ต ซึ่งใช้เป็นระบบรับชำระเงินสำหรับร้านค้า บริการทีโอที จัสท์ เพย์ ซีอาร์เอ็ม (TOT Just Pay CRM) เป็นระบบจัดการข้อมูลและรายงานสถิติออนไลน์แบบเรียลไทม์ และบริการทีโอที จัสท์ เพย์ วอลเล็ต (TOT Just Pay Wallet) แอพพลิเคชั่นกระเป๋าเงินออนไลน์ ให้ชำระค่าสินค้าและบริการได้โดยตรง คาดว่า จะให้บริการได้ภายในปี 2557.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอซีทีโมบายอวดนวัตกรรมใหม่รับชำระเงินผ่านอุปกรณ์พกพา -

TEIN เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อการวิจัยข้ามทวีป – ฉลาดคิด
เปิดตัวในวงการวิจัยไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากับโครงการ TEIN 4 (เทียน 4) ซึ่งเป็นความร่วมมือในการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาวิจัยด้วยวงจรความเร็วสูงระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการวิจัยและความร่วมมือในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และกลุ่มประเทศยุโรป ดร.เฉลิมพล ชาญศรีภิญโญ ผู้เชี่ยวชาญวิจัยอาวุโส ห้องปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีเครือข่าย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) บอกว่า โครงการ TEIN เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2544 โดยเริ่มจากการเชื่อมต่อระหว่างประเทศเกาหลีและฝรั่งเศส ก่อนขยายความร่วมมือไปยังประเทศต่าง ๆ ซึ่งดำเนินงานมาจนถึงโครงการ TEIN 4 ประเทศไทยเข้าร่วมโครงการดังกล่าว เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว โดยเป็นการเข้าร่วมในโครงการ TEIN 2 ซึ่งไทยเข้าร่วมภายใต้ชื่อเครือข่ายว่า Thai REN (ไทยเรน) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างเครือข่ายThaiSarn(ไทยสาน)ของเนคเทค และเครือข่าย UniNet (ยูนิเน็ต) ของสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการพัฒนาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยเชื่อมต่อกับ TEIN ด้วยความเร็ว 155 Mbps ปัจจุบันโครงการ TEIN 4 มีประเทศสมาชิกรวม 20 ประเทศ คือ จีน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลี ไทย เวียดนาม ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินเดีย บังกลาเทศ เนปาล ปากีสถาน ศรีลังกา ลาว ภูฏาน อัฟกานิสถาน กัมพูชา และพม่า สำหรับบทบาทของไทยในฐานะที่เข้าร่วมโครงการมาตั้งแต่ระยะแรก ๆ ดร.เฉลิมพล บอกว่า ทำให้ไทยมีเครือข่ายเชื่อมต่อเพื่อการศึกษาและวิจัย ที่เป็นทั้งสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยในประเทศไม่น้อยกว่า 300 แห่ง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระหว่างประเทศที่มีราคาแพง รวมถึงสามารถประยุกต์ใช้งานที่ต้องใช้วงจรความเร็วสูงได้ เช่น การทดสอบเทคโนโลยีเครือข่ายยุคใหม่ อย่าง ไอพีวี 6 การจัดระบบการเรียนการสอนทางไกล การประยุกต์ใช้งานด้านการแพทย์ หรือการนำไปใช้งานด้านการพยากรณ์สภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลเป็นจำนวนมาก รวมถึงใช้สนับสนุนการวิจัยด้าน e-Science (อี-ซายน์) ซึ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคำนวณที่มีความจุข้อมูลสูง และมีสมรรถนะในการคำนวณที่รวดเร็วสำหรับเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมากที่เกิดจากการทดลอง สำหรับ TEIN 4 ดร.เฉลิมพลในฐานะที่เป็นผู้ประสานงานโครงการนี้มาตั้งต้น บอกว่า เนื่องจากไทยเป็นสมาชิกมานานและมีเครือข่ายที่ค่อนข้างเสถียร จึงคาดหวังว่าจะทำให้หน่วยงานด้านการวิจัยของประเทศสามารถใช้ประโยชน์ของโครงข่ายได้อย่างเต็มที่มาก โดยเฉพาะการเชื่อมต่อการวิจัยไปยังต่างประเทศ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของงานวิจัยงานที่สำคัญ ๆ ในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งวันนี้แม้ไทยจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาบุคลากรให้กับประเทศเพื่อนบ้าน แต่อนาคตไทยยังสามารถที่จะก้าวไปเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อของภูมิภาคได้อีกด้วย. นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : TEIN เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อการวิจัยข้ามทวีป – ฉลาดคิด