นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 13 ธ.ค. 57 เครือข่าย 7 องค์กรภาคเอกชน ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยและสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ทำหน้าที่เป็นเวทีกลางครั้งที่ 1 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในการจัดระดมความคิดเห็นจากนักวิชาการและผู้รู้ในการหาทางออกที่เป็นไปได้ให้กับสังคมอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อนำเสนอทางออกดังกล่าวต่อสาธารณชน “เครือข่าย 7 องค์กรภาคเอกชนได้เสนอตัวทำหน้าที่เป็นเวทีกลาง เพื่อระดมความคิดเห็นจากนักวิชาการผู้รู้และสื่อมวลชน ให้ร่วมกระบวนการปฏิรูปการเมืองและประเทศก่อนการเลือกตั้งและเห็นว่าการเลือกตั้งภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมในปัจจุบันยังไม่อาจทำให้ยุติความขัดแย้งได้เพราะเชื่อว่าไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลก็จะนำพาประเทศเข้าสู่ความขัดแย้งเช่นเดิมซึ่งจะกลายเป็นวิกฤติชาติไม่มีที่สิ้นสุด จนทำให้ประเทศติดอยู่กับวังวนของปัญหาก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม” ทั้งนี้เครือข่าย 7 องค์กรภาคเอกชนเห็นร่วมกันว่าเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่ความสงบสุขและสันติอย่างยั่งยืนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเจรจากัน โดยจะต้องแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนที่จะลดความขัดแย้งลงทันทีและเปิดทางให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนในการแก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองอย่างจริงจังโดยไม่ผูกเป็นเงื่อนตายด้วยข้อจำกัดทางการเมืองและข้อกฎหมายทางเทคนิคตลอดจนร่วมกันฟังความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เครือข่าย 7 องค์กรภาคเอกชนนัดถกปฎิรูปก่อนเลือกตั้ง
เดือน: ธันวาคม 2013
-

เครือข่าย 7 องค์กรภาคเอกชนนัดถกปฎิรูปก่อนเลือกตั้ง
-

ชาวนาขู่ปิดถนนประท้วง ห่วงไม่ได้เงินค่าข้าว
นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาข้าวไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ชาวนาต้องการให้รัฐบาลรับผิดชอบในการจ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าวต่อไปแม้ว่ารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรีจะประกาศยุบสภาแล้วก็ตาม เนื่องจากชาวนาส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับเงินจากโครงการฯฤดูกาลผลิต 2556/57 ซึ่งหากไม่เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว ชาวนาทั้ง 26 จังหวัด อาจจะรวมตัวกันปิดถนนประท้วง เพื่อเรียกร้องความยุติธรรม“ตอนนี้ชาวนาจำนวนมากยังไม่ได้รับเงิน ทำให้ไม่สามารถลงทุนทำนารอบต่อไปได้ ส่งผลให้ชาวนาเดือดร้อนมาก เพราะไม่มีเงินไปซื้อปุ๋ย ยา เมล็ดพันธุ์ รวมทั้งบางคนยังไม่มีเงินจ่ายค่าเช่านาด้วย”นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ว่าปัญหาการจ่ายเงินล่าช้าให้กับเกษตรกรที่นำข้าวมาเข้าโครงการรับจำนำ ฤดูกาล 2556/57 รอบแรก ไม่ได้เกิดจากรัฐบาลไม่มีเงิน แต่ที่ล่าช้าเพราะติดขัดในขั้นตอนของการขึ้นทะเบียนเกษตรกร และการเตรียมพร้อมโรงสีเพื่อจุดรับจำนำ โดยยืนยันว่างบประมาณรับจำนำข้าวรอบแรก 270,000ล้านบาท ยังเป็นไปตามกรอบเดิม ส่วนโครงการรับจำนำข้าว ฤดูกาล 2556/57 รอบ 2 ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่เข้าอนุมัติก่อนขณะเดียวกันที่ประชุม กขช.เตรียมหารือกับฝ่ายกฏหมายถึงการระบายสต๊อกข้าวสารรัฐบาล ในส่วนที่มีการเปิดขายรอบใหม่ทั้งการขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) และการเปิดประมูลทั่วไป ว่าในฐานะรักษาการรมว.พาณิชย์ สามารถลงนามอนุมัติขายข้าวสต๊อกรัฐบาลได้หรือไม่ เพราะในทางปฏิบัติกรมการค้าต่างประเทศสามารถดำเนินการระบายข้าวตามกรอบกขช. และขั้นตอนสุดท้ายของการอนุมัติขาย คือต้องเสนอให้รมว.พาณิชย์ ลงนามอนุมัติราคาขาย“การระบายข้าวถือเป็นกิจการปกติของกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งมีหน้าที่ในการเปิดระบายทั่วไป โดยกรอบการขายข้าวเดิมไม่น่ามีปัญหา แต่การขายใหม่ต้องดูฝ่ายกฎหมายว่าให้ผมอนุมัติได้หรือไม่ แต่ในส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องต่อเนื่องน่าจะดำเนินการได้”สำหรับกรอบการเจรจาขายข้าวเดิมที่ได้มีการทำสัญญาซื้อขายไว้แล้วในสมัยของตนนั้น เป็นการขายข้าวผ่านจีทูจีเกือบ 3 ล้านตัน แบ่งเป็นการขายจีทูจีให้จีนประมาณ 2 ล้านตัน ขายให้กับอิหร่าน 250,000ตัน และขายผ่านการประมูลทั่วไปอีก 600,000 -800,000 ตัน ล่าสุดสามารถส่งเงินคืนกระทรวงการคลังได้แล้วประมาณ 180,000 ล้านบาท เชื่อว่าจนถึงสิ้นปีจะสามารถคืนเงินได้ตามแผน และยังมีการเจรจาขายข้าวให้กับอินโดนีเซียทั้งแบบจีทูจี และไม่ใช่จีทูจี
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชาวนาขู่ปิดถนนประท้วง ห่วงไม่ได้เงินค่าข้าว -

ลดภาษีบุคคลธรรมดาส่อแววไม่ทันปีนี้
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างประสานงานกับรัฐบาลรักษาการว่า การออกพระราชกฤษฎีกา เพื่อปรับลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หลังจาก ครม.มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา จากเดิมจัดเก็บในอัตรา 5 ขั้นเป็น 7 ขั้น เริ่มตั้งแต่ 5% แต่ไม่เกิน 35% จากเดิมเริ่มอัตรา 10% แต่สูงสุดไม่เกิน 37% ว่า มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง ซึ่งหากยังไม่สามารถประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาภายในสิ้นเดือนธ.ค.นี้ ผู้เสียภาษีรายได้บุคคลธรรรมดาปี 56 ต้องใช้อัตราเก่าไปก่อน “ยังไม่สามารถตอบได้ว่าโครงสร้างภาษีใหม่จะใช้ได้ทันกับผู้ที่มีรายได้เสียภาษีบุคคลธรรมดาปี 56 ที่ต้องยื่นแบบในเดือนมี.ค.57 ได้หรือไม่ ซึ่งต้องรอขอตรวจสอบข้อมูลก่อน ” สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหากรัฐบาลจะให้กระทรวงการคลังดำเนินการต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (ก.ก.ต.) ก่อนว่าดำเนินการได้หรือไม่ เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติในเชิงนโยบายได้ แต่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)ยังยืนยันว่า เศรษฐกิจปี 56 ยังขยายตัวได้ 3% ต่อปี ส่วนโครงการบริหารจัดการน้ำ 350,000 ล้านบาท และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่ว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร นางเบญจา หลุยเจริญ รักษาการรมช. คลัง กล่าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้เสนอทูลเกล้ากฎหมายการลดภาษีบุคคลธรรมดาไปตั้งแต่ก่อนมีการยุบสภาแล้ว และได้รับการยืนยันจากฝ่ายกฎหมายของกระทรวงว่ากฎหมายดังกล่าวยังมีอยู่ในขบวนการประกาศบังคับใช้ กฎหมายไม่ตกไป แม้ว่ารัฐบาลประกาศยุบสภาไปแล้ว รายงานข่าวแจ้งว่า บริษัทขนาดใหญ่ได้มีการแจ้งพนักงานว่า การหักภาษี ณ ที่จ่ายให้กับกรมสรรพากรของรายได้ปี 2556 ยังต้องใช้อัตราเดิมไปก่อน เพราะไม่แน่ใจว่าอัตราใหม่จะประกาศเป็นกฎหมายบังคับใช้ได้ทันหรือไม่
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลดภาษีบุคคลธรรมดาส่อแววไม่ทันปีนี้