ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 26 ธ.ค. ดัชนีเต็มไปด้วยความผันผวน และดำดิ่งในแดนลบอย่างหนัก ตามแรงเทขายของนักลงทุน สวนทางตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปิดบวกกันถ้วนหน้า หลังนักลงทุนผวาสถานการณ์ความรุนแรงในประเทศที่เกิดขึ้นอีกครั้ง จากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตากับกลุ่มผุ้ชุมนุมบริเวณพื้นที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการจับฉลากหมายเลขพรรคการเมืองในการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.57 อีกทั้งในช่วงบ่ายสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แถลงข่าวเสนอให้รัฐบาลเลื่อนการเลือกตั้งออกไป โดยระบุว่า ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้ง กดดันให้ระหว่างวันหุ้นไทยรูดลงต่ำสุดที่ 31.08 จุด หรือ 1,301.37 จุด ก่อนเด้งกลับมาปิดตลาดที่ 1,308.46 จุด ลดลง 23.99 จุด หรือ 1.80% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 26,186.34 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1. ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 160.00 บาท ลดลง 6.00 บาท 2. ทรู ปิดที่ 7.85 บาท ลดลง 0.60 บาท 3. ซีพีออลล์ ปิดที่ 42.75 บาท ลดลง 1.50 บาท 4. จัสมิน ปิดที่ 6.85 บาท ลดลง 0.25 บาท 5. ซีพีเอฟ ปิดที่ 31.00 บาท ลดลง 0.25 บาท นางภรณี ทองเย็น ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงายวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงแรงจากความกังวลเรื่องการเมืองในประเทศเป็นหลัก หลังเกิดเหตุปะทะเกิดขึ้น รวมถึงมีแนวโน้มว่าอาจไม่มีการเลือกตั้ง หรือเลื่อนการเลือกตั้งออกไป จากกำหนดเดิมวันที่ 2 ก.พ.57 แต่หากมีการเลือกตั้งตามเดิม ต้องติดตามด้วยว่าคะแนนเสียงที่ออกมาจะเป็นที่ยอมรับมากน้อยแค่ไหน ส่วนแนวโน้มในวันที่ 27 ธ.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันทำการสุดท้ายของปี ดัชนีอาจแกว่งตัวผันผวนตามแรงกดดันจากการเมือง แต่คงไม่หลุดระดับ 1,300 จุด โดยแนะนำนักลงทุนถือหุ้นเพียง 30% ของพอร์ตลงทุน หรือเลือกหุ้นกลุ่มส่งออก และชิ้นส่วน เพราะยังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้ “สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนตื่นตระหนก(แพนิก) และเทขายหุ้นออกมา และมองว่าจากนี้ไปถึงเดือนม.ค. 57 ก่อนมีการเลือกตั้ง อาจมีความรุนแรงทางการเมืองเกิดขึ้นอีก และส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยในปี 57ปรับตัวลดลงหรือหลุดต่ำกว่าระดับ 1,300 จุดได้”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยวันที่ 26 ธันวาคม 2556 ปิดร่วง 23.99 จุด
เดือน: ธันวาคม 2013
-

หุ้นไทยวันที่ 26 ธันวาคม 2556 ปิดร่วง 23.99 จุด
-

ขนส่งฯตั้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ
พล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต รมช.คมนาคมเปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก (ขบ.)ได้เปิดศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 (เฉพาะกิจ)เพื่อรับเรื่องร้องเรียนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาและเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่สถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิต เอกมัย สายใต้ และสถานีขนส่งผู้โดยสารทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค.56 ถึง 2 ม.ค.57 นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า การจัดตั้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะเพื่อคอยอำนวยความสะดวก และป้องกันไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะหลังจากที่ผ่านมาสามารถดูแลประชาชนได้เป็นอย่างดีโดยข้อมูลการร้องเรียนช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมามีประชาชนร้องเรียนการให้บริการรถโดยสารสาธารณะผ่านศูนย์คุ้มครองผู้โดยสาร รถสาธารณะ 135 ราย ความผิดส่วนใหญ่เป็นการร้องเรียนรถแท็กซี่ 80 ราย เกี่ยวกับการปฏิเสธไม่รับผู้โดยสารแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ และไม่ส่งผู้โดยสารตามสถานที่ที่ตกลงกัน “กรมฯได้กำชับให้ผู้ประกอบการขนส่งด้วยรถโดยสารประจำทางปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัดหากตรวจพบรถโดยสารประจำทางที่เก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่กำหนดหรือหลอกลวงผู้โดยสารโดยการส่งผู้โดยสารไม่ถึงจุดหมายปลายทางจะถูกเปรียบเทียบปรับรายละ 10,000 บาทและหากกระทำผิดซ้ำจะถูกพิจารณาการต่ออายุใบอนุญาตประกอบการขนส่งและเพิกถอนรถคันที่กระทำผิดด้วย พร้อมขอความร่วมมือในการกวดขันพนักงานขับรถให้แอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ หากตรวจพบให้เปลี่ยนตัวคนขับทันที รวมทั้งต้องเปลี่ยนตัวพนักงานขับรถทุก ๆ 4 ชั่วโมงด้วยเพื่อความปลอดภัย”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ขนส่งฯตั้งศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ -

สมอ.เล็งปรับปรุงหมวกกันน็อกเทียบสากล
นายอุฤทธิ์ศรีหนองโคตร เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า ได้ปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหมวกนิรภัยสำหรับผู้ใช้จักรยานยนต์ (หมวกกันน็อก) เพื่อเป็นไปตามสากลมากขึ้น คาดว่า ประกาศมาตรฐานใหม่ภายในไตรมาสแรกปี 57 ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยยูเอ็นอีซีอี ขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) จากปัจจุบันใช้มาตรฐานความปลอดภัยของประเทศญี่ปุ่นซึ่งจะทำให้หมวกกันน็อกแบบใหม่ มีความแข็งแรงมากขึ้น และสามารถส่งออกสินค้า ได้ทั้ง 10ประเทศสมาชิกของการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ได้สะดวกขึ้นเพราะเป็นมาตรฐานที่ได้ร่วมตกลงกันไว้ในประเทศเออีซี “ตอนนี้คณะกรรมการสมอ.ได้อนุมัติร่างมาตรฐานบังคับฉบับใหม่แล้วอยู่ระหว่างรอรมว.อุตสาหกรรมอนุมัติอีกครั้ง จากนั้นจะเป็นขั้นตอนการประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ โดยสาระสำคัญของมาตรฐานใหม่ เช่นการเพิ่มเกณฑ์การดูดกลืนแรงกระแทก กระจายแรงกระแทกมากขึ้นเพื่อไม่ให้กระแทกจุดใดจุดหนึ่งเป็นพิเศษ รวมทั้งเพิ่มเกณฑ์การบาดเจ็บของศีรษะ โดยทดสอบว่าหากถูกแรงกระแทกหนักๆ จะต้องมีรอยบาดแผลไม่เกินไม่กี่จุด ทำให้หมวกกันน็อกแบบใหม่ มีความแข็งแรงและปลอดภัยขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าหมวกกันน็อกที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ปลอดภัย เพราะเป็นไปตามมาตรฐานของญี่ปุ่น และมาตรฐานไอเอสโอ เช่นกันแต่ของใหม่จะเป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น” สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ซึ่งมีวันหยุดยาว ทำให้มีการเดินทางเป็นจำนวนมาก รวมทั้งการขับขี่จักรยานยนต์ โดยผู้ขับขี่จักรยานยนต์ควรสวมใส่หมวกกันน็อคที่ได้มาตรฐานมอก. เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยไม่ควรเลือกซื้อแบบราคาถูก ไม่มีมาตรฐาน เพื่อหลีกเลี่ยงตำรวจจับเท่านั้นเพราะจากผลวิจัยหลายๆ สถาบันพบว่า การสวมหมวกกันน็อกที่ได้มาตรฐานช่วยลดการบาดเจ็บได้อย่างมาก โดยจุดสังเกตหมวกกันน็อก ที่ได้มาตรฐานจะมีเครื่องหมายมาตรฐาน มอก. 369-2539 ติดอยู่อย่างชัดเจน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สมอ.เล็งปรับปรุงหมวกกันน็อกเทียบสากล