เดือน: ธันวาคม 2013

  • ไลเซ่นนาโนไฟแนนซ์เจอโรคเลื่อน

    ไลเซ่นนาโนไฟแนนซ์เจอโรคเลื่อน

    นายอานุภาพคูวินิชกุล ผู้อํานวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน สายนโยบายสถาบันการเงินธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ความวุ่นวายทางการเมืองขณะนี้ อาจส่งผลให้กระทรวงการคลังไม่สามารถออกประกาศให้ผู้ประกอบการที่จะยื่นขอใบอนุญาต(ไลเซ่น) เพื่อประกอบธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ได้ทันปลายปีนี้ เนื่องจากการหลักเกณฑ์และคุณสมบัติยังไม่มีรายละเอียดเชิงลึกทำให้ขั้นตอนการเปิดลงทะเบียนขอไลเซ่นล่าช้าออกไปจากที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ภายในเดือนม.ค.57 “ส่วนที่กระทรวงการคลังต้องการให้ธปท.แก้กฎหมายขยายเพดานดอกเบี้ยได้สูงกว่า15% รวมค่าธรรมเนียมต้องไม่เกิน 36% นั้น ธปท.คงไม่ขัดข้องเพราะเข้าใจดีว่าผู้กู้มีระดับความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานก็ควรผันแปรตามความเสี่ยง เบื้องต้นตั้งเป้าหมายปล่อยกู้เฉพาะสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพ ไม่เกินรายละ 100,000 บาท แต่จะให้สินเชื่ออุปโภคบริโภคคงไม่ได้หากตรวจพบว่าฝ่าฝืนจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตทันที โดยยอมรับว่าในทางปฏิบัติจริงคงตรวจสอบยากและไม่คิดว่าจะควบคุมได้ รวมทั้งการเก็บดอกเบี้ยสูงอาจเป็นดาบสองคมทำให้ประชาชนคืนเงินกู้ไม่ไหวมากขึ้นเท่านั้น และต้องเป็นการปล่อยกู้ระยะสั้นไม่ใช่เรื้อรังเพราะแทนที่จะเป็นการให้ทุนกลับให้โทษ” ทั้งนี้ ยอมรับว่า ปัจจุบันมีบุคคลธรรมดาที่ประกอบกิจการปล่อยกู้นอกระบบเป็นจำนวนมากแม้ทางการจะเปิดกว้างแบบไม่จำกัดจำนวนขอไลเซ่น แต่จะดึงเข้ามาอยู่ในระบบได้มากน้อยแค่ไหนนั้นคงประเมินได้ยาก เพราะต้องยอมรับว่าเดิมผู้ประกอบการเหล่านั้นทำธุรกิจปล่อยกู้อยู่แล้วและคิดดอกเบี้ยสูงมาก บางรายสูงถึง 60-100% ของวงเงินกู้ดังนั้นผู้ประกอบการอาจไม่สนใจเท่าที่ควร และการที่เข้ามาอยู่ในระบบต้องถูกตรวจสอบจากธปท.มากขึ้นต้องเสียภาษีธุรกิจ ที่สามารถทำธุรกิจนี้ได้อย่างถูกกฎหมาย โดยไม่ต้องถูกตำรวจกวาดล้างและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายรายทาง นอกจากนี้สำหรับการบันทึกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) คงไม่ได้อยู่ในระบบของธปท.เนื่องจากไม่ได้เป็นธนาคารพาณิชย์ แต่อาจต้องพิจารณาอีกครั้งว่าเก็บข้อมูลไว้ส่วนใดและต้องกันสำรองหนี้เสียเท่าไหร่เพราะเงินที่ใช้ปล่อยกู้เป็นเงินทุนส่วนตัวและรับความเสี่ยงเองไม่สามารถรับฝากเงินได้ อย่างไรก็ดี หากภายหลังกระทรวงการคลังออกประกาศแล้วธปท.ก็จะออกประกาศที่ ธปท.กำหนดหลักเกณฑ์ย่อยให้บริษัทสินเชื่อรายย่อย (บย.)เป็นสถาบันการเงิน และแก้ไขป.ว.58 เพื่อกำหนดให้ บย.คิดดอกเบี้ยได้สูงกว่า 15%รวมค่าธรรมเนียมต้องไม่เกิน 36%และออกวิธีการยื่นขอใบอนุญาตตามคุณสมบัติที่กระทรวงการคลังกำหนด

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไลเซ่นนาโนไฟแนนซ์เจอโรคเลื่อน

  • ธอส.มั่นใจปล่อยสินเชื่อบ้านทะลุเป้าหมาย

    ธอส.มั่นใจปล่อยสินเชื่อบ้านทะลุเป้าหมาย

    นางอังคณาปิลันธน์โอวาท ไชยมนัสกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)เปิดเผยว่าไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ธนาคารยังคงเดินหน้าปล่อยสินเชื่อบ้านให้ได้ตามที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า120,000ล้านบาทซึ่งมั่นใจว่าจะได้ตามเป้าหมายที่วางไว้เนื่องจากกลุ่มลูกค้าธอส.ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจริงแม้ว่าจะมีความวุ่นวายทางการเมืองที่รุนแรงขึ้นก็ตามประกอบกับร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศมูลค่า2ล้านล้านบาทและการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)ปี58มีผลช่วยให้เมืองขยายตัวออกไปซึ่งเป็นการเพิ่มความต้องการด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากขึ้นตามไปด้วย โดยไตรมาส3ที่ผ่านมาธอส.ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้แล้ว91,116ล้านบาทเพิ่มขึ้น 15,753ล้านบาทหรือ 20.90%มีสินเชื่อคงค้างรวม723,305ล้านบาทเพิ่มขึ้น 17,301ล้านบาทหรือ2.45%มีสินทรัพย์รวม759,091ล้านบาทเพิ่มขึ้น 23,095ล้านบาทหรือ 3.14%มีฐานเงินฝากรวม590,013ล้านบาทเพิ่มขึ้น 18,793ล้านบาทหรือ 3.29%ขณะเดียวกันยังลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)เหลือ48,506ล้านบาทคิดเป็น 6.71%ของยอดสินเชื่อรวมหรือลดลง10.85%ด้านทรัพย์สินรอการขาย(เอ็นพีเอ)คงเหลือ1,960ล้านบาทลดลง 17.32% ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ6,225ล้านบาทจากตัวเลขผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าธนาคารยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องพร้อมกับมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ธนาคารได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อดำรงความเป็นผู้นำสินเชื่อด้านที่อยู่อาศัยในกลุ่มรายได้น้อยถึงปานกลาง โดยได้ปรับโครงสร้างองค์กรปรับกระบวนงานภายในให้คล่องตัวรวดเร็ว มุ่งพัฒนาสู่ความเป็นเลิศในการบริการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อรองรับเออีซีด้วย “พ.ร.บ.เงินกู้ฯ2ล้านล้านบาทและการเข้าสู่เออีซีนั้นมีส่วนช่วยให้แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีหน้าเติบโตได้ดีขึ้นต่อเนื่องจากปีนี้ด้วยเนื่องจากสามารถเชื่อมโยงตลาดการค้าการลงทุนกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคทั้งจังหวัดหัวเมืองหลักและหัวเมืองรองซึ่งบรรดาผู้ประกอบการต่างเริ่มลงทุนก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัยต่อเนื่องเพราะมองเห็นโอกาสที่จะเกิดขึ้นซึ่งมีส่วนช่วยสร้างความต้องการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นตาม”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธอส.มั่นใจปล่อยสินเชื่อบ้านทะลุเป้าหมาย

  • ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 22 เดือน

    ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 22 เดือน

    นายธนวรรธน์พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์และเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือน พ.ย. 56 อยู่ที่75.0  ซึ่งเป็นการปรับลดลงเป็นเดือนที่ 8ติดต่อกัน และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 22 เดือน เนื่องจากความกังวลจากการชุมนุมทางการเมืองตลอดทั้งเดือนพ.ย.รวมถึงปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง, ค่าครองชีพที่สูงและการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก “ในการสำรวจที่ผ่านมาประชาชนมีความกังวลว่าการชุมนุมจะเกิดความรุนแรงในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นและกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจเห็นได้จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 56 จาก3.8-4.3% เหลือ 3.0%   ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดจาก 3.7% เหลือ 3.0% และคาดว่าปี 57 จะขยายตัว 4% กว่าๆ จากที่เคยคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 4.8% เป็นต้น” อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์การชุมนุมในช่วงวันที่3 ธ.ค.ที่กลุ่มผู้ชุมนุมสามารถเข้าไปในพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลกองบัญชาการตำรวจนครบาลมีการจับมือพูดจาทักทายกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต่อสู้กันมาหลายวัน ช่วยลดความตึงเครียดน่าจะทำให้ลดความวิตกกังวลจากทั้งต่างชาติ จากภาคธุรกิจลงได้  ดังนั้นเชื่อว่าหากไม่มีเหตุการณ์อะไรที่รุนแรงก็จะส่งให้เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวในต้นปี57 นายธนวรรธน์กล่าวว่า หากการชุมนุมจบลงด้วยดีเช่นนี้ คาดว่าจะเกิดความสูญเสียและกระทบต่อเศรษฐกิจประมาณ10,000 – 20,000 ล้านบาท โดยจำนวนนี้เป็นการกระทบต่อยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป80,000 -120,000 คนต่อเดือน หรือคิดเป็นมูลค่ารายได้ที่หายไป 7,000 -10,000ล้านบาท  ส่งผลให้มีผลกระทบต่อจีดีพีประมาณ0.1-0.2%    “หากสถานการณ์ทางการเมืองดีขึ้นเชื่อว่าในปี 57เศรษฐกิจไทยก็จะสามารถขยายตัวได้ดีขึ้นเช่นกันเนื่องจากจะมีเม็ดเงินจากโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท และ การบริหารจัดการน้ำ350,000 ล้านบาท แต่หากโครงการดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะโครงการลงทุน 2ล้านล้านบาท สะดุดก็อาจทำให้เม็ดเงินหายจากระบบในปี 57 ประมาณ 100,000 ล้านบาทและจะส่งผลกระทบต่อจีดีพีในปีหน้าลดลง 0.5%” นายวชิร คูณทวีเทพผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม เดือน พ.ย.อยู่ที่ 65.0 ลดลงจาก 66.6เดือนต.ค. ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 และต่ำสุดในรอบ 22 เดือนเช่นกัน   ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำเท่ากับ 68.2 ลดจาก 69.4 เดือน ต.ค. ลดลงเป็นเดือนที่ 8 และต่ำสุดในรอบ 18 เดือนตั้งแต่ ส.ค. 55  ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเท่ากับ91.8 ลดจาก 93.7 เดือน ต.ค.ซึ่งลดลงเป็นเดือนที่ 8 และอยู่ต่ำกว่าระดับ 100เป็นเดือนที่ 6 และต่ำสุดในรอบ 24 เดือน นับตั้งแต่ ธ.ค. 54 สำหรับการที่ดัชนีปรับลดลงอย่างมากในเดือนพ.ย. เนื่องจากมีปัจจัยลบหลายปัจจัย ขณะที่ปัจจัยบวกมีแค่ 2 ปัจจัย ได้แก่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 2.25% และระดับราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกยังทรงตัวอยู่ที่ลิตรละ 29.99 บาท ส่วนดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่เดือนพ.ย.56 อยู่ที่ระดับ 100.5  ต่ำสุดในรอบ 14เดือน , ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านหลังใหม่อยู่ท่ะดับ 66.9 ต่ำสุดในระอบ 89เดือน, ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว อยู่ระดับ 83ซึ่งต่ำสุดในรอบ 51 เดือน นับตั้งแต่เดือน ก.ย. 52 เป็นต้นมา ขณะที่ดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในระดับ55 ต่ำสุดในรอบ 30 เดือน นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 54 เป็นต้นมาโดยกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าในปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่มีสถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในระดับดีโดยคาดหวังในสถานการณ์ทางการเมืองในช่วง 3 เดือนข้างหน้านั้นส่วนใหญ่มองว่าการเมืองในอนาคตยังมีความเสี่ยง อย่างไรก็ดี การสำรวจครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีเหตุการณ์ความรุนแรงจากการชุมนุมในมหาวิทยาลัยรามคำแหงและการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายจุด

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดรอบ 22 เดือน