เดือน: ธันวาคม 2013

  • อีก 4 ปี ยอดสมาร์ทโฟนในไทย 40 ล้าน

    อีก 4 ปี ยอดสมาร์ทโฟนในไทย 40 ล้าน

    “ฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวน” มองปี 60 สมาร์ทโฟนในไทยพุ่งถึง 40 ล้านเครื่อง จากปัจจุบันอยู่ที่ 15 ล้านเครื่อง ใช้งานแท็บเล็ต จะแตะ 20 ล้านเครื่อง โดยแอพไลน์มีการจ่ายเงินในแอพสโตร์กว่า 65% ในขณะที่อัตราการพัฒนาฟิกซ์บรอดแบนด์ไทยยังต่ำ แนะภาครัฐควรหนุนการลงทุน นายมาร์ค ไอน์สไตน์ นักวิเคราะห์จากฟรอสต์แอนด์ซัลลิแวน บริษัทวิจัยชั้นนำระดับโลก กล่าวว่า ปัจจุบันโมบายถือเป็นตัวขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไอซีทีไทย จะเห็นได้จากยอดการใช้งานสมาร์ทโฟนมีอยู่ราว 15 ล้านคน หรือประมาณ 30% ทั้งนี้ มองว่า ปี 2557 จะเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคน และปี 2560 จะเกินกว่า 40 ล้านคน กินสัดส่วน 2 ใน 3 ของประชากรไทย โดยตัวกระตุ้นที่ดีที่สุดคือ 3จี และ 4จี ในขณะที่ ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์จะยังครองความเป็นผู้นำโดยมีส่วนแบ่งตลาดกว่า 50% ซึ่งการเติบโตปีนี้จนถึงปี 2560 จะโตประมาณ 36.4% รองลงมาคือไอโอเอสเติบโต 39.3% ตามด้วยวินโดว์สเติบโต 88.4% สำหรับแท็บเล็ตนั้น ปัจจุบันมีประมาณ 5 ล้านราย คิดเป็นการเข้าถึง 6% แต่แท็บเล็ต จะสร้างรายได้ในส่วนของดาต้าและบริการเสริมอื่น ๆ ด้วยขนาดจอที่กว้างกว่าสมาร์ทโฟน ทำให้การเล่นเกมและเชื่อมตื่ออินเทอร์เน็ตเพื่อความบันเทิงมีความนิยมที่สูง ทั้งนี้ จากผลสำรวจ ปีหน้าจำนวนผู้ใช้งานแท็บเล็ตจะอยู่ที่ 7.5 ล้านราย ส่วนปี 2560 เกือบ 20 ล้านราย โดยไอแพดยังมีความได้เปรียบแง่การแข่งขันสูงสุดกว่าแอนดรอยด์ “ตลาดเกมในไทยได้รับอานิสงส์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคโมบาย ขณะนี้โมเมนตัมบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเริ่มมองเห็นได้ชัดเจน และปีนี้จะมีมูลค่าตลาดรวมที่ 125 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็น พีซีออนไลน์ 45% คอนโซล 30% ส่วนโมบายและแท็บเล็ต 23%” และปัจจุบัน แอพพลิเคชั่นที่มีการพูดถึงสูงที่สุดในแอพสโตร์ไทยคือไลน์ โดยมีการใช้จ่ายเงินบนแอพสโตร์ในสัดส่วนกว่า 65% นายมาร์ค กลับมองว่า ในความล่าช้าของการให้บริการ 3จี และ 4จี ในไทย ส่งผลดีทำให้มีเวลาและช่องว่างสำหรับการเติบโต เพราะโมเดลที่จะทำให้อยู่รอดได้จากการดำเนินธุรกิจที่ต่างประเทศจะพบว่า ผู้ให้บริการจะต้องลงทุนพัฒนาธุรกิจใหม่นอกเหนือไปจากแวดวงโทรคมนาคม ส่วนนักพัฒนารายใหม่ ๆ ที่กำลังมองหาโอกาสบุกเบิกธุรกิจขอแนะว่า ควรมุ่งไปในพื้นที่ที่แอปเปิลหรือกูเกิลไม่ได้ครอบครองอยู่ก่อนจะดีที่สุด นอกจากนี้ ยังพบว่าการพัฒนาด้านฟิกซ์ไลน์ในไทยค่อนข้างต่ำมาก ทั้ง ๆ ที่เป็นธุรกิจที่สามารถรักษาการเติบโตของรายได้ได้แบบคงที่ ดังนั้น บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ควรขยายบริการการเข้าถึงให้มากขึ้น โดยรัฐควรหันมาให้ความสำคัญและสนับสนุนด้วย จะเห็นว่าประเทศที่มีการใช้งานไอซีทีที่สูงและมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งมาจากการสนับสนุนของภาครัฐบาล. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อีก 4 ปี ยอดสมาร์ทโฟนในไทย 40 ล้าน

  • แรงงานนอกระบบพุ่งกระฉูด

    แรงงานนอกระบบพุ่งกระฉูด

    รายงานข่าวจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เปิดเผยผลสำรวจจำนวนแรงงานนอกระบบ ในปี 56 ว่า จากจำนวนผู้ที่มีงานทำทั้งหมด 39.1 ล้านคน พบว่า มีผู้ทำงานที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง และไม่มีหลักประกันทางสังคมจากการทำงาน หรือเป็นแรงงานนอกระบบมากถึง 25.1 ล้านคน คิดเป็น 64% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีสัดส่วน 62% ที่เหลือเป็นแรงงานในระบบที่ไดรับความคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งแรงงานนอกระบบดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ทำงานอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากที่สุด รองลงมาเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้จากการสำรวจแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐช่วยเหลือเรื่องของค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผลมากที่สุดรองลงมาเป็นปัญหาของการทำงานหนัก และงานที่ทำไม่ได้รับการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง ที่เหลือเป็นปัญหาเกี่ยวกับการไม่มีสวัสดิการจากภาครัฐเข้ามารองรับที่ชัดเจน ไม่มีวันหยุดงาน ทำงานไม่ตรงตามเวลาปรกติ ชั่วโมงการทำงานมากเกินไปและลาพักผ่อนไม่ได้ จึงอยากให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ ขณะที่ปัญหาของสภาพแวดล้อมในการทำงานที่แรงงานนอกระบบประสบมากที่สุด คือ อิริยาบถในการทำงาน เช่น ไม่ค่อยได้เปลี่ยนท่าทางในการทำงาน รวมทั้งสถานที่ทำงานมีฝุ่น ควัน กลิ่น และแสงสว่างไม่เพียงพอ ขณะที่แญหาความไม่ปลอดภัย แรงงานนอกระบบส่วนมากจะได้รับสารเคมีเป็นพิศมากที่สุด รองลงมาเป็นเรื่องของความปลอดภัยจากเครื่องจักร และได้รับอันตรายจากระบบหูและระบบตา ตามลำดับ ซึ่งปัญหาทั้งหมด เห็นได้ว่า จะส่งผลต่อสุขภาพของกลุ่มผู้ใช้แรงงานโดยตรง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงประเภทการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจพบว่า แรงงานนอกระบบมากกว่าครึ่งทำงานอยู่ในภาคการเกษตร โดยมีจำนวนมากถึง 15.4 ล้านคน คิดเป็น 61% รองลงมาทำงานอยู่ในภาคการค้าและบริการ รวมถึงภาคการผลิต ส่วนที่เหลือไม่ทราบว่าประกอบกิจกรรมใด นอกจากนี้ในด้านอุบัติเหตุจากการทำงานนั้น พบว่า แรงงานกลุ่มนี้ได้รับบาดเจ็บและประสบอุบัติเหตุมากถึง 4 ล้านคน แบ่งเป็น เกิดอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บจากการถูกของมีคมบาดมากที่สุด 66.6% รองลงมาเป็น หลัดตกหกล้ม ชนและกระแทก ไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก ได้รับสารเคมีเป็นพิษ อุบัติเหตุจากยานพาหนะ และไฟฟ้าช็อต ขณะเดียวกันยังพบด้วยว่า อัตราการบาดเจ็บและอุบัติเหตุ ในปี 56 ทั้งหมดนั้น มีค่าเฉลี่ยถึงวันละ 11,100 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ที่มี 10,927 คน ถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นนายจ้างควรเข้ามาดูแลและสร้างความปลอดภัยจากการทำงานให้กับแรงงานกลุ่มนี้มากขึ้นด้วย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แรงงานนอกระบบพุ่งกระฉูด

  • แบงก์รัฐลุ้นบอร์ดหั่นดอกเบี้ยเงินกู้-เงินฝาก

    แบงก์รัฐลุ้นบอร์ดหั่นดอกเบี้ยเงินกู้-เงินฝาก

    นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากแม้ว่าธนาคารพาณิชย์หลายแห่งได้ปรับลดไปก่อนหน้านี้แล้ว หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงินหรือกนง.ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 2% ในวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากต้องประชุมหารือกับคณะกรรมการของธนาคารก่อน ซึ่งจะดูสภาพคล่อง และดูต้นทุนการดำเนินงานของธนาคารว่าเป็นอย่างไรก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะปรับลดดอกเบี้ยลงหรือไม่ เพราะแต่ละแห่งมีต้นทุนการบริหารงานไม่เหมือนกัน “ก่อนหน้านี้ในการประชุมกนง.เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 56 ที่ผ่านมาได้ลดดอกเบี้ยลง 0.25% ซึ่งธนาคารได้เป็นผู้นำลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงแล้ว 0.125% แต่ไม่มีธนาคารพาณิชย์แห่งใดลดตาม แต่การลดดอกเบี้ยของกนง.ครั้งล่าสุด ธนาคารจะลดหรือไม่ คาดว่าจะรู้ผลชัดเจนในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าการปล่อยสินเชื่อในช่วงนี้ปรับตัวลดลง เพราะเป็นช่วงปลายปี แต่ทั้งปีสินเชื่อจะโตถึง 7% หรือไม่นั้น จะต้องดูตัวเลขในเดือนธ.ค.นี้ก่อน ทั้งนี้ปัจจุบันธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 1.7 ล้านล้านบาท และเงินฝากอยู่ที่ 1.8 ล้านล้านบาท ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลเฉลี่ยอยู่ที่ 1.3% ” นายมนูญรัตน์ เลิศโกมลสุข กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือธพว. กล่าวว่า คณะกรรมการของธนาคารยังไม่ได้มีการหารือในเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และเงินฝาก ซึ่งจะต้องประชุมหารือกันอีกครั้ง และเห็นว่าการลดดอกเบี้ยลงไม่ได้มีผลต่อยอดสินเชื่อของธนาคารมากนัก เนื่องจากธนาคารคุมเข้มคุณภาพของสินเชื่อ เพื่อป้องกันหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันธนาคารมีเอ็นพีแอลอยู่ที่ 30,000 ล้านบาท และสิ้นปีคาดว่าจะอยู่ที่ 28,000 ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แบงก์รัฐลุ้นบอร์ดหั่นดอกเบี้ยเงินกู้-เงินฝาก