นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การต่ออายุการปรับลดภาษีน้ำมันดีเซลที่จะหมดมาตรการในสิ้นปีนี้ เป็นอำนาจของกระทรวงการคลัง ซึ่งต้องรอการพิจารณาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าจะพิจารณาอย่างไร ซึ่งหากผลออกมาเป็นอย่างไร ทางกระทรวงพลังงาน ก็พร้อมปฏิบัติ รายงานข่าวจากรมสรรพสามิต กล่าวว่า ถ้าหากคณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกกต.ไม่ให้รัฐบาลรักษาการต่อ อายุภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่สิ้นสุดในเดือนธ.ค.นี้ จากปัจจุบันที่จัดเก็บในอัตรา 0.005 บาทต่อลิตร จะทำให้กรมสรรพสามิตต้องจัดเก็บภาษีน้ำมันดีเซลตาม พรก.พิกัดกรมสรรพสามิต 10 บาทต่อลิตร ทั้งนี้เนื่องจากการปรับลดภาษีดีเซลได้ทยอยปรับมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่พรรคประชาธิปัตย์เป็นเข้ามารัฐบาล ช่วงนั้นราคาน้ำมันดิบในต่างประเทศ สูงและส่งผลต่อต้นทุนการผลิตราคาสินค้าในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นจึงต้องการ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนด้วยการปรับลดภาษีเหลือในอัตรา 5.31 บาทต่อลิตร และนโยบายนี้ถูกนำมาใช้ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์เช่นกัน แต่ได้ปรับลดมาต่อเนื่องและต่อมาตรการลดภาษีออกไปทุก 1 เดือน ซึ่งหากจัดเก็บในอัตราเดิม จะทำให้กรมสรรพสามิตมีรายได้จากการเก็บภาษี มากกว่าแสนล้านบาท เพราะปกติการลดภาษีดีเซลทำให้รายได้หายไป 9,000 ล้านบาทต่อเดือน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ก.พลังงานรับลดภาษีน้ำมันดีเซลหมดสิ้นปีนี้
เดือน: ธันวาคม 2013
-

ก.พลังงานรับลดภาษีน้ำมันดีเซลหมดสิ้นปีนี้
-

เล็งขึ้นราคาสินค้านำเข้าปีหน้า
นาย วัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาสินค้าในปี 57 อาจมีการปรับราคาขึ้นบ้างในกลุ่มสินค้าที่ใช้วัตถุดิบนำเข้ามาผลิต เพื่อจำหน่ายในประเทศ และสินค้านำเข้าสำเร็จรูป เช่น แป้ง เนย ส่วนผสมขนมเค้ก เนื่องจากสินค้ากลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทที่ อ่อนค่าลงทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่สินค้ากลุ่มอื่นๆคงไม่มีการปรับราคา เนื่องจากไตรมาสแรก ของปี 57 กำลังซื้อคนไทย คาดว่า ยังลดลงจากปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง “ผมเชื่อว่า ภาพรวมราคาสินค้าในปี 57 จะไม่แตกต่างจากปี 56 อาจจะปรับบ้าง เฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากบาทอ่อนแต่กลุ่มอื่นๆไม่ได้รับผลกระทบใดๆมาก นักและที่สำคัญการปรับราคาสินค้าท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอนคงเป็น เรื่องยาก” ส่วนภาคการส่งออก จะได้รับอานิสงค์ จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง แต่ปัญหาการเมืองขณะนี้ ยอมรับว่า ทำให้คำสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า (ออร์เดอร์) เริ่มได้รับผลกระทบ เนื่องจากลูกค้าเริ่มไม่เชื่อมั่นว่า ไทยจะส่งสินค้าได้ ตามระยะเวลาที่กำหนดทำให้เกิดการชะลอคำสั่งซื้อ โดยปัญหาดังกล่าว จะไปส่งผลกระทบการส่งออกในไตรมาส 2 เนื่องจากไตรมาส 1 ของปี 57 นั้นมีคำสั่งซื้อล่วงหน้าไปแล้วช่วงสิ้นปีจึงยังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ นาย สมมาต ขุนเศษฐ รองประธานส.อ.ท. กล่าวว่า ราคาสินค้าในปี 57 มีแนวโน้มปรับขึ้น แต่จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประกอบการในการแบกรับภาระ เนื่องจากผู้ประกอบการ ยังมีผลกระทบจากปัจจัยค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่งภาพรวม ปรับขึ้นมาต่อเนื่อง แต่เชื่อว่า การปรับราคา อาจทำไม่ได้คลอบคลุมมากนัก เนื่องจากปัจจัยหลัก คือ แรงซื้อที่ลดต่ำ และอีกส่วนหนึ่งหลายสินค้าถูกขอความร่วมมือให้ตรึงราคาสินค้าไว้ “ต้อง ยอมรับว่าภาพรวมราคาสินค้าถูกอั้นมาพอสมควรหากปีหน้าเศรษฐกิจขยายตัวดีกว่า ปีนี้โอกาสที่จะขึ้นราคาก็มีมากเพราะอย่าลืมว่าราคาพลังงานปีหน้าก็สูงขึ้น ในหลายๆ ตัวทั้งน้ำมัน ค่าไฟ แอลพีจีทุกอย่างก็ล้วนเป็นต้นทุนเช่นกัน วัตถุดิบการเกษตรหลายตัวก็ปรับขึ้น” สำหรับ อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นปี 57 คาดว่า จะมีการวางแผนที่จะขยายการลงทุนไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น หลังจากส่วนหนึ่งได้ขยายการลงทุนไปบ้างแล้ว เนื่องจากเมื่อค่าแรง 300 บาทต่อวันเท่ากันทั่วประเทศ ส่งผลให้การขยายการลงทุนไปต่างจังหวัดไม่คุ้มค่าเช่นอดีต ที่ค่าแรงต่างจังหวัดมีราคาต่ำกว่า ดังนั้นระยะยาวอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นในไทยจะเริ่มลดขนาดการลงทุนใน ไทยลงต่อเนื่อง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เล็งขึ้นราคาสินค้านำเข้าปีหน้า -

ขึ้นราคาน้ำมัน60สต.วันพรุ่งนี้
บมจ. ปตท. แจ้งว่า ปตท.ได้ ปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกทั้งน้ำมันเบนซิน และแก๊สดซฮอล์ทุกชนิดลิตรละ 60 สตางค์ ยกเว้นอี 85 ปรับขึ้นลิตรละ 40 สตางค์ มีผล 05.00 น. ของวันที่ 25 ธ.ค. ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่ลิตรละ 48.05 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 40.53 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 38.08 บาท อี 20 ลิตรละ 35.58 บาท อี 85 ลิตรละ 24.28 บาท ขณะ ที่ราคาน้ำมันดีเซล คงที่ราคาลิตรละ 29.99 บาท ขณะที่บริษัท บางจากปิโตรเลียม ปรับขึ้นราคาน้ำมันเท่ากับบมจ. ปตท. เช่นเดียวกัน ซึ่งการปรับขึ้นราคาครั้งนี้ เป็นผลจากค่าเงินบาทอ่อนคงลง จึงทำให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ขึ้นราคาน้ำมัน60สต.วันพรุ่งนี้