เดือน: ธันวาคม 2013

  • ประธานซุปเปอร์บอร์ดกสทช.สละเก้าอี้โดดเล่นการเมือง

    ประธานซุปเปอร์บอร์ดกสทช.สละเก้าอี้โดดเล่นการเมือง

    วันนี้(24 ธ.ค.) พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร อดีตประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ ซุปเปอร์บอร์ด กสทช. และกรรมการด้านกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ เปิดเผยว่า ได้ลาออกจากตำแหน่งประธานซุปเปอร์บอร์ด กสทช.เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อไปลงสมัคร สส. ปาร์ตี้ลิสต์ พรรคชาติไทยพัฒนา อย่างเป็นทางการแล้ว โดยตอนนี้กรรมการอีก 4 คนยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ และสามารถคัดเลือกประธานคนใหม่ได้ทันที ส่วนหน้าที่รับผิดชอบในส่วนงานของตนได้หารือกับกรรมบางท่านแล้ว และมั่นใจว่าการทำงานต่อจากนี้จะไม่มีปัญหาแน่นอน และไม่มีสูญญากาศแน่นอน นายประเสริฐ อภิปุญญา ซุปเปอร์บอร์ด กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า ขณะนี้ทราบเรื่องการลาออกของประธานแล้ว ซึ่งในบอร์ดมีการหารือกันว่าจะคัดเลือกประธานคนใหม่เร็วที่สุด ซึ่งตาม พรบ.กสทช.ได้ระบุไว้ว่า ไม่จำเป็นต้องสรรหาใหม่ ส่วนเรื่องงานติดตามและประเมินผล กสทช.ทั้ง11คน คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาเพราะทุกคยังคงทำงานตามปกติ แต่อาจมีเรื่องที่ต้องทำเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามทำให้ในขณะนี้เหลือซุปเปอร์บอร์ด กสทช. 4 คน ได้แก่ 1.นายพิชัย อุตมาภินันท์ กรรมการด้านกิจการโทรทัศน์ , 2.นายอมรเทพ จิรัฐิติเจริญ กรรมการด้านกิจการโทรคมนาคม 3.นายประเสริฐ อภิปุญญา กรรมการด้านคุ้มครองผู้บริโภค และ 4.พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ กรรมการด้านส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ประธานซุปเปอร์บอร์ดกสทช.สละเก้าอี้โดดเล่นการเมือง

  • ปีใหม่เงินสะพัดแสนล้าน

    ปีใหม่เงินสะพัดแสนล้าน

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลปีใหม่ 57 ว่า ในช่วงปีใหม่นี้จะมีเงินสะพัดรวม 111,757 ล้านบาทเพิ่มจากปีก่อน 5.6% แบ่งเป็นการเลี้ยงสังสรรค์ 8,222 ล้านบาท , ทำบุญ 8,957 ล้านบาท , ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค 12,840 ล้านบาท , ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย 739 ล้านบาท , ซื้อสินค้าคงทน 1,536 ล้านบาท ,เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ 50,617 ล้านบาท และ ท่องเที่ยวในต่างประเทศ 28,841 ล้านบาท “แม้เศรษฐกิจไทยจะอยู่ในภาวะซบเซาและอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ก็ยังทำให้บรรยากาศการใช้จ่ายมากกว่าปีก่อน แต่หากสถานการณ์ความขัดแย้งสิ้นสุดลงเชื่อว่าบรรยากาศการใช้จ่ายในเทศกาลคงจะเพิ่มขึ้นกว่านี้”   อย่างไรก็ตาม หากแบ่งตามพื้นที่การใช้จ่ายของประชาชน จะพบว่าคนกรุงเทพมีแผนการใช้จ่ายรวม 53,985 ล้านบาท และคนต่างจังหวัดมีแผนการใช้จ่ายรวม 57,771 ล้านบาท ส่วนของขวัญยอดนิยมในช่วงปีใหม่ ได้แก่ กระเช้าผลไม้ มากสุดที่ 13.8% รองลงมาเป็น เงินสด/เช็คของขวัญ 12.3% , กระเช้าทั่วไป 11.4%,  ของรับประทาน 8% และเครื่องดื่มบำรุงร่างกาย 8% “เมื่อเปรียบเทียบมูลค่าการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปีใหม่ 57 เทียบกับปี 56 คนส่วนใหญ่ 48.6% บอกว่ามีแผนใช้จ่ายเท่าเดิม , ส่วน 34.3% มีแผนใช้จ่ายเพิ่มขึ้น , และ อีก 17.1%  วางแผนที่จะใช้จ่ายน้อยลง” นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ผลการสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า มุมมองของประชาชนมองเศรษฐกิจไม่ค่อยดีนัก จึงระมัดระวังการใช้จ่าย ไม่ซื้อสินค้าคงทน ซึ่งก็จะทำให้เศรษฐกิจในช่วงต้นปีหน้าขยายตัวได้ต่ำ โดยเฉพาะหากไม่สามารถลดภาษีสรรพสามิตรน้ำมันดีเซล ที่จะสิ้นสุดเดือน ธ.ค. นี้ต่อไปอีก จะทำให้ราคาน้ำมันดีเซล ปรับขึ้นทันทีลิตรละ 5 บาทตั้งแต่เดือน ม.ค. 57  ก็จะยิ่งมีผลกระทบทันทีต่อกำลังซื้อ และต้นทุนการผลิต

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปีใหม่เงินสะพัดแสนล้าน

  • สสว.เผยเอสเอ็มอีดาวรุ่ง-ร่วงปี57

    สสว.เผยเอสเอ็มอีดาวรุ่ง-ร่วงปี57

    นายปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม (สสว.)  เปิด เผยว่า ได้วิเคราะห์ผลผลิตของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จำนวน 58 สาขา พบว่า กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีดาวรุ่ง ที่มีศักยภาพการแข่งขันในปี 57  แบ่งเป็น 3 กลุ่มแรก  ธุรกิจ เอสเอ็มอี ที่มีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก และภูมิภาค คือ กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม , บริการด้านสุขภาพ , ธุรกิจท่องเที่ยว , ธุรกิจยานยนต์ และชิ้นส่วนอะไหล่ ธุรกิจส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากกลุ่มนี้ มีอัตราการขยายตัวที่สูงต่อเนื่อง และแนวโน้มธุรกิจเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค สำหรับ กลุ่ม 2 เอสเอ็มอี ที่ต้องพึ่งพิงกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่แข่งขันในตลาดโลก และภูมิภาค เช่น กลุ่มเอสเอ็มอี ภาคก่อสร้าง ซึ่งมีโอกาสขยายตลาด โดยเฉพาะในประเทศกลุ่มเออีซี  ที่กำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาประเทศ  หากผุ้ประอบการรายใหญ่ จะส่งเสริม จะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีขยายตัวมากขึ้น กลุ่ม 3 เอส เอ็มอี ที่รัฐต้องวางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ สามารถอยู่รอด และเติบโตได้ คือ พลังงานทดแทน , เกษตรกรรม โดยเฉพาะพืชพลังงาน , กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ , บริการด้านการศึกษา , ธุรกิจไอที รวมถึงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ส่วนกลุ่มธุรกิจที่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งเป็นสาขากลุ่มที่มีอัตราการเติบโตของผลผลิตต่ำในปี 55-56 เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งใน และต่างประเทศ และสูญเสียขีดความสามารถแข่งขัน ให้กับประเทศที่มีต้นทุนแรงงาน และวัตถุดิบต่ำกว่า เช่น จีน อินโดนีเซีย เวียดนาม แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่ม ธุรกิจหรือกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ใช้แรงงานมาก เช่น เครื่องหนัง การผลิตกระเบื้องเคลือบ ผลิตภัณฑ์แก้ว ผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องประดับ ซึ่งมีการขยายตัวน้อยไปจนถึงหดตัว โดยกลุ่มนี้ขยายตัว 0.22% – หดตัว 11.0%  2.กลุ่มโลหะ-อโลหะมูลฐานที่เป็นวัตถุดิบ เช่น เหมืองแร่ เหล็ก ถ่านหิน หดตัวลง 1.5 % – 12.3%  และ3.กลุ่มบริการทางธุรกิจบางประเภท เช่น บริการส่วนบุคคล มีการหดตัวเล็กน้อย 1.12% “กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง มีอัตราการเติบโตต่ำในช่วง 1–2 ปี แต่เมื่อพิจารณาลึกลงไปในระดับผลิตภัณฑ์ พบว่า ยังมีบางผลิตภัณฑ์ของกลุ่มสาขา ที่มีโอกาสเติบโต โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เน้นการสร้างคุณค่า และมีมูลค่าเพิ่ม เช่น ออกแบบใช้ความคิดสร้างสรรค์ สนองตอบเฉพาะตลาดบน หรือตลาดเฉพาะกลุ่ม ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนเมือง-คนรุ่นใหม่  ใส่ความเป็นไทยลงไป  เช่น ผลิตอุปกรณ์ และเครื่องแต่งกายกีฬาเทศกาลการแข่งขัน ผลิตภัณฑ์กระเบื้องเคลือบตกแต่งบ้าน เครื่องหนังที่มีดีไซน์ และใช้วัตถุดิบคุณสมบัติพิเศษ” อย่างไรก็ตามการคาดการณ์แนวโน้มปี 57 คาดว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศไทย (จีดีพี) จะขยายตัว 4.5% ขณะที่การขยายตัวเอสเอ็มอี อยู่ที่ 4.3-4.7 % เนื่องจากปัจจัยทั้งภายใน และภายนอกประเทศ ขยายตัวดีขึ้นเกือบทุกด้าน เช่น การบริโภคครัวเรือน คาดว่า เพิ่มขึ้น 8 % เนื่อง จากประชาชนมีรายได้สูงขึ้น และการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ขณะที่หนี้สินภาคครัวเรือนมีแนวโน้มลดลง ดอกเบี้ย มีแนวโน้มคงที่ระดับต่ำ โดยเอสเอ็มอี ยังประสบปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และหาช่องทางการจำหน่ายให้มีประสิทธิภาพ  ซึ่งสสว. ได้ช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยปีหน้า จะมีธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง จะเปิดตัวช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอี     “จากการประเมินสถานการณ์ของ สสว. พบว่า ภาวะเศรษฐกิจของเอสเอ็มอี ปี 56 ผ่าน จุดต่ำสุดมาแล้ว และขณะนี้อยู่ในช่วงขาขึ้น เห็นได้จากการขยายตัวของยอดการผลิตสินค้าต่างๆ เช่น รถยนต์นั่ง พาหนะเพื่อการพาณิชย์ ซีเมนต์ผสม ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ พื้นที่ก่อสร้างที่ได้รับอนุญาต และปริมาณเงินความหมายแคบ คาดว่าเมื่อถึงสิ้นปี 56 เศรษฐกิจของเอสเอ็มอี จะขยายตัว 3.3%”.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สสว.เผยเอสเอ็มอีดาวรุ่ง-ร่วงปี57