เดือน: ธันวาคม 2013

  • นวัตกรรมวิทยาศาสตร์การกีฬาฝีมือคนไทย – ฉลาดสุดๆ

    นวัตกรรมวิทยาศาสตร์การกีฬาฝีมือคนไทย – ฉลาดสุดๆ

    “วิทยาศาสตร์การกีฬา” ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในวงการกีฬา เนื่องจากเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยให้นักกีฬาทั้งมือสมัครเล่น และมืออาชีพ  ได้ประสบความสำเร็จในการฝึกซ้อมและแข่งขัน ทาง กรมพลศึกษา ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐ ก็มีนโยบายที่จะใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้าไปช่วยในทุกมิติ ในขณะเดียวกันยังส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ที่สนใจสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์การกีฬาขึ้นมา เพื่อลดต้นทุนในการนำเข้านวัตกรรมและเครื่องมือต่าง ๆ จากต่างประเทศที่มีราคาค่อนข้างสูง จึงได้จัดการประกวดนวัตกรรมวิทยาศาสตร์การกีฬาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้พัฒนาสิ่งประดิษฐ์ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้าประกวด ดร.ชาญวิทย์ ผลชีวิน รองอธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า กรมพลศึกษายังเป็นหน่วยงานแรกที่คิดริเริ่มในการประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่ ๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งกิจกรรมการประกวดนี้ได้มีการจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี และมีการแบ่งประเภทการประกวดออกเป็นประเภทต่าง ๆ คือ ประเภทอาชีวศึกษา ประเภทอุดมศึกษา และประเภทต้นทุนต่ำ และในอนาคตอันใกล้นี้กรมพลศึกษามีความมั่นใจว่าสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้จะสามารถนำไปต่อยอดและใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ รวมถึงสามารถนำไปจำหน่ายในต่างประเทศได้ในอนาคต ทั้งผลการประกวดในปีนี้ รางวัลชนะเลิศในประเภทอาชีวศึกษา ได้แก่ผลงาน  “เครื่องพัฒนาประสิทธิภาพนักกีฬาพายเรือ” ของทีมพิกุลนรา จาก วิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส  ส่วนรางวัลชนะเลิศประเภทอุดมศึกษา ได้แก่ผลงาน “เครื่องวัดมุมข้อเข่าสำหรับวิทยาศาสตร์การกีฬา”  ของทีม  MU TEAM จาก มหาวิทยาลัยมหิดล และสุดท้าย รางวัลชนะเลิศประเภทต้นทุนต่ำ ได้แก่ “เครื่องประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อให้ความมั่นคงของลำตัว”  ของ น.ส.วิภาดา ฉอ้อนครบุรี จากโรงพยาบาลสมิติเวชศรีราชา นายจตุรพล นวภูษณะกนก ตัวแทนทีมพิกุลนรา วิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส ผู้ชนะเลิศประเภทอาชีวศึกษา กล่าวว่า ผลงานที่พัฒนาขึ้นเกิดจากที่จังหวัดนราธิวาสมีการแข่งขันพายเรือประจำปี และทางวิทยาลัยได้ส่งทีมเข้าแข่งขันทุกปี ปกติการซ้อมพายเรือต้องซ้อมเป็นทีม แต่เครื่องพัฒนาประสิทธิภาพนักกีฬาพายเรือนี้สามารถฝึกซ้อมคนเดียวได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบทีม โดยผลงานชิ้นนี้ใช้ระยะเวลาในการผลิตและทดลองเป็นเวลา 4 เดือน ซึ่งเครื่องพัฒนาประสิทธิภาพนักกีฬาพายเรือนี้จะสามารถฝึกฝนให้นักกีฬามีประสิทธิ ภาพในการพายเรือ และในอนาคตจะมีการพัฒนากลไกการดึงสปริงให้สอดคล้องกับการพายและพัฒนาทิศทางการพายให้เหมือนจริงมากขึ้น”  ด้าน น.ส.อารยา อารีสกุลสุข ตัวแทนทีม MU TEAM มหาวิทยาลัยมหิดล เจ้าของรางวัลชนะเลิศประเภทอุดมศึกษา กล่าวว่า ทางมหา วิทยาลัยมหิดลมีการพัฒนางานวิจัยและต่อยอดอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นไปทางด้านการแพทย์ และทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูสำหรับผู้ป่วยที่พิการและผู้ป่วยสูงอายุ ทางทีมได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและพัฒนาเครื่องมือที่เป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงในราคาที่ถูก วัสดุต้องหาได้ในประเทศไทย เป็นฝีมือของคนไทยที่พัฒนางานนวัตกรรมที่ดี เพื่อทดแทนเครื่องมือที่นำเข้าจากต่างประเทศซึ่งมีราคาที่ค่อนข้างสูง  “เครื่องวัดมุมข้อเข่าสำหรับวิทยาศาสตร์การกีฬาชิ้นนี้ได้ใช้ระยะเวลาในการทดลองและศึกษาเป็นเวลา 1 ปี ที่ต้องใช้ระยะเวลานาน เป็นเพราะเกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์ จึงต้องมีการอบรมการวิจัยในมนุษย์ มีการทดสอบจริงกับผู้ป่วย และเมื่อสร้างเครื่องมือเสร็จจะต้องได้รับการรับรองจากแพทย์และสาธารณสุข เพราะเครื่องมือนี้เป็นเครื่องที่สัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรงโอกาสน้อยมากที่โรงพยาบาลจะรับรอง เพราะฉะนั้นเครื่องมือต้องได้รับการการันตีและได้รับการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมในคน ซึ่งเป็นใบรับรองในงานวิจัยชิ้นนี้ว่าใช้งานได้จริงมีประโยชน์และมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน” น.ส.อารยา กล่าว  ส่วน น.ส.วิภาดา ฉอ้อนครบุรี  ผู้คิดค้น เครื่องประสานสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อให้ความมั่นคงของลำตัว อีกหนึ่งนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทต้นทุนต่ำ กล่าวว่า จากการที่เป็นนักกายภาพบําบัด รู้ว่าเครื่องมือที่ใช้นั้นมีราคาที่แพงและต้องนำเข้าจากต่างประเทศ จึงได้เกิดความคิดที่จะผลิตนวัตกรรมจากวัสดุที่เหลือใช้ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานประสานกันของระบบประสาทสั่งการกล้ามเนื้อและการทรงตัวเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็ว ให้กล้ามเนื้อส่วนที่ได้รับการฝึกได้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเครื่องนี้ใช้ระยะเวลาคิดค้นไม่นานนัก ในอนาคตจะมีการต่อยอดและพัฒนารูปแบบของตัวเครื่องให้มีความน่าใช้งานเพิ่มมากขึ้น แต่ยังคงจุดมุ่งหมายเดิม คืออุปกรณ์นี้ต้องใช้งานง่ายที่สุด เกิดประโยชน์มากที่สุด โดยมีต้นทุนที่ต่ำที่สุดด้วย การประกวดนวัตกรรมวิทยาศาสตร์การกีฬาในครั้งนี้ นอกจากจะเปิดโอกาสให้คนไทยได้แสดงฝีมือในการคิดค้นและพัฒนาสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการกีฬาแล้ว ยังเป็นการสร้างความพร้อมต่อความต้องการใช้เครื่องมือ และอุปกรณ์ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ที่สามารถผลักดันไปสู่การผลิตในเชิงพาณิชย์ ช่วยลดปริมาณการใช้เครื่องมือที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศในอนาคตได้.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นวัตกรรมวิทยาศาสตร์การกีฬาฝีมือคนไทย – ฉลาดสุดๆ

  • โซเชียลมีเดียกระตุ้นตลาดสื่อสารปีหน้า

    โซเชียลมีเดียกระตุ้นตลาดสื่อสารปีหน้า

    เผยผลสำรวจตลาดสื่อสารและฮาร์ด แวร์ไทยปีนี้หดตัว จากกำลังซื้อที่ลดลง คาดปีหน้าดีขึ้นจากการใช้งานสมาร์ทโฟนและกระแสทีวีดิจิทัล ชี้การชุมนุมทางการเมืองทำให้ยอดผู้ใช้งานข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตพุ่งสูง แต่หากยืดเยื้ออาจกระทบตลาดไอทีในภาพรวม  นายจำรัส สว่างสมุทร ผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษาโครงการสำรวจมูลค่าตลาดสื่อสารและคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ของประเทศไทยประจำปี 2556-2557 เปิดเผยว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์แห่งชาติและเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  (กสทช.)  ได้ร่วมกันทำโครงการนี้ขึ้น โดยเริ่มจัดเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือนมีนาคม-ตุลาคม 2556  เน้นสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ประกอบการรายสำคัญในอุตสาหกรรมกว่า 40 ราย ทั้งนี้ภาพรวมของตลาดคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ในปี 2556 หดตัวลงจากปี 2555 คือ เติบโตติดลบ 4% คิดเป็นมูลค่า 87,435 ล้านบาท  เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศชะลอตัว และภาคครัวเรือนซึ่งเป็นกลุ่มผู้ใช้หลักลดการใช้จ่ายลง คาดว่าในปี 2557 ตลาดจะสามารถเติบโตได้ 4.3% หรือมีมูลค่า 91,174 ล้านบาท โดยเป็นการเติบโตตามกระแสอุปกรณ์พกพา   ส่วนภาพรวมของตลาดสื่อสารปี 2556 มีมูลค่า 466,526 ล้านบาท และคาดว่าจะมีอัตราเติบโต 8.4% ในปี 2557 หรือคิดเป็นมูลค่า 505,831 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยขับเคลื่อนหลักยังคงมาจากตลาดบริการสื่อสาร โดยเฉพาะการใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ต ที่ในปีนี้มีมูลค่า 11,571 ล้านบาท และคาดว่าปี 2557 จะเติบโตเพิ่มอีกกว่า 26.4% เนื่องจากคนนิยมรับข่าวสารทางโซเซียลมีเดียมากขึ้น อย่างไรก็ดีปัจจัยบวกของตลาดสื่อสารและคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ปีหน้า มาจากกระแสทีวีดิจิทัล การเติบโตของตลาดสมาร์ทโฟนและโมบายอินเทอร์เน็ต การใช้งานโครงข่าย 3จี 4จี รวมถึงการเตรียมตัวรองรับการเปิดเออีซี ส่วนปัจจัยลบคือกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ปัญหาภาระหนี้สินภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความไม่มั่นคงทางการเมือง ซึ่งหากยืดเยื้อถึงปีหน้าอาจกระทบต่อตลาดไอทีในภาพรวมเพราะทำให้โครงการภาครัฐชะลอตัว แต่ตลาดสื่อสารและฮาร์ดแวร์ในกลุ่มแท็บเล็ตแล้วกลับมองเป็นการชุมนุมทางการเมืองเป็นปัจจัยบวกเพราะมีการใช้งานดาต้าอย่างถล่มทลายในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ทั้งการแชร์ข้อมูล อัพโหลดรูปภาพ ไปจนถึง คลิปวิดีโอ ดังนั้น คาดว่าผู้ให้บริการรายใหญ่ จำเป็นต้องขยายโครงข่ายการให้บริการและมีโซลูชั่นรองรับการใช้งานที่มีผู้ใช้พร้อม ๆ กัน เป็นจำนวนมาก.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โซเชียลมีเดียกระตุ้นตลาดสื่อสารปีหน้า

  • ปรับระบบจ่ายเงินมอเตอร์เวย์

    ปรับระบบจ่ายเงินมอเตอร์เวย์

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เปิดเผยหลังเป็นประธานในพิธีปล่อยขบวนรถอำนวยความสะดวกและปลอดภัยช่วงเทศกาลปีใหม่2557และโครงการเดินทางอุ่นใจ ปลอดภัยไปกับกรมทางหลวงว่า ตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.57 เป็นต้นไป กรมทางหลวง จะนำระบบจัดเก็บงินค่าธรรมเนียมผ่านทางแบบระบบปิดมาทดลองใช้กับทางหลวงพิเศษ ระหว่างเมืองหมายเลข7 กรุงเทพ-ชลบุรี  โดยเป็นระบบที่เก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางด้วยบัตรสมาร์ทการ์ด ซึ่งผู้ใช้บริการจะต้องรับบัตรบริเวณด่านขาเข้าและคืนบัตรพร้อมจ่ายเงินที่ด่านขาออก ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาการจราจรหนาแน่นบริเวณหน้าด่านทางออกได้ จึงขอแจ้งผู้ใช้ทางมาล่วงหน้าด้วย “ระบบปิดเป็นระบบที่ดีเพราะจะเก็บค่าผ่านทางตามระยะทางจริง เป็นธรรมต่อผู้ใช้ทางมากขึ้น แต่ช่วงแรกยอมรับว่าอาจต้องมีปัญหารถติดสะสมทางออกแน่นอน ทำให้รถที่รอจ่ายเงินล้นออกมาติดยาว จนส่งผลกระทบมายังถนนสายหลัก ดังนั้นวันที่4 ม.ค. ซึ่งเป็นวันแรกที่ทดลองใช้ ผู้บริหารกรมทางหลวงจะต้องไปยืนเฝ้าที่หน้าด่านอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลไม่ให้เกิดปัญหา และอาจจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนช่องทางออกให้เพียงพอกับจำนวนรถที่มารอจ่ายเงิน รวมทั้งต้องเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ให้ทั่วถึงว่าจะมีการปรับระบบการเก็บค่าผ่านทางใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายบนทางพิเศษ”  ส่วนการนำระบบเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติซึ่งเป็นระบบเดียวกับอีซี่พาสของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.)มาใช้กับทางพิเศษนั้น ขณะนี้วางระบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างหารือรายละเอียดระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลางอยู่ ด้านนายชัชวาลย์ บุญเจริญกิจ  อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า ช่วงทดลองระบบปิด กรมทางหลวงจะเก็บค่าผ่านทางในอัตราเดิมไปก่อน เนื่องจากจะต้องกลับไปการแก้ไขกฎกระทรวง เพื่อปรับแก้และประกาศอัตราค่าผ่านทางใหม่  โดยคาดว่าจะสามารถออกประกาศและบังคับใช้อัตราค่าผ่านทางใหม่ได้ภายในเดือนเม.ย.57 ส่วนการเก็บค่าผ่านทางอัตโนมัติคาดว่าจะสามารถเริ่มใช้ได้ภายในปี 57 แน่นอน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปรับระบบจ่ายเงินมอเตอร์เวย์