เดือน: ธันวาคม 2013

  • วิจัยตอบโจทย์ประเทศ กับ‘เนคเทค เอซ 2013’ – ฉลาดคิด

    วิจัยตอบโจทย์ประเทศ กับ‘เนคเทค เอซ 2013’ – ฉลาดคิด

    ’ชุมชนปราดเปรื่อง ฉลาดเรื่องเทคโนโลยี“ หรือ ’สมาร์ทเทคโนโลยี ฟอร์ สมาร์ท คอมมูนิตี้“ คือ หัวข้อการจัดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการประจำปี 2556 ของเนคเทค หรือศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หรืองานเนคเทค เอซ 2013 (Nectec- ACE) ที่จัดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ปีนี้จะจัดขึ้นเพียง 1 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณที่มีจำกัด แต่เรียกได้ว่าเต็มไปด้วยสาระวิชาการและการนำเสนอผลงานวิจัยที่เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน จนเกิดผลสำเร็จและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม “ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์” ผู้อำนวย การเนคเทค บอกว่า ที่ผ่านมาเนคเทคมุ่งเน้นและผลักดันภารกิจใน 4 ด้านหลัก คือ สมาร์ทเฮลท์   สมาร์ทฟาร์ม ดิจิไทซ์ ไทยแลนด์ และสมาร์ท เซอร์วิส   โดยมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนเชื่อมโยงและบูรณาการ สมาร์ทเทคโนโลยี  สู่หน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการ นักวิชาการ ประชาชน รวมถึงชุมชนต่าง ๆ เพื่อให้สังคมฉลาดเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งสอดคล้องกับการเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน มีการนำเสนอผลงานวิจัยเด่นในแต่ละภารกิจอย่างเช่น การพัฒนาคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพเพื่อสาธารณสุขไทย เพื่อสร้างมาตรฐานของระบบข้อมูล เชื่อมโยงข้อมูลทางการแพทย์ระหว่างจังหวัดนำร่อง และช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยในด้านการแพทย์อย่างเช่น ระบบติดตามอุณหภูมิกับการบริหารจัดการคุณภาพโลหิตที่นักวิจัยจากเนคเทคร่วมกับสภากาชาดไทยพัฒนาขึ้น เพื่อช่วยป้องกันความเสียหายในการจัดเก็บโลหิตหรือยา ที่ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิ โดยเป็นระบบตรวจวัดอุณหภูมิแบบเรียลไทม์หากอุณหภูมิไม่ได้ตามที่ตั้งไว้ จะมีการแจ้งเตือนได้ทันที นอกจากนี้ในด้านการเกษตร ยังมีระบบบริหารจัดการคุณภาพข้าวไทย ที่ร่วมกับกรมการข้าว ในการพัฒนาระบบเว็บไซต์สำหรับเกษตรกรในการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและแหล่งผลิตด้วยแผนที่กูเกิล แมพ และระบบตรวจประเมิน คุณภาพข้าวตามมาตรฐาน GAP ด้วยโมบายแท็บเล็ต ที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ของกรมการข้าวสามารถตรวจประเมิน ได้อย่างรวดเร็วและรู้ผลแบบเรียลไทม์   โครงการหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มาตรฐาน EPUB3  ที่เป็นการสร้างสาระดิจิทัลไทยแบบสากลทำให้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต ไม่ว่าคนตาดีหรือตาบอดก็สามารถอ่านเล่มเดียวกันได้ และบริการที่ช่วยในการเชื่อมต่อเครือข่าย IPv6 สำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไปโดยไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม ซึ่งสามารถใช้งานได้ผ่านทั้งแบบสาธารณะและไอพีแอดเดรสส่วนตัว งานวิจัยเหล่านี้มีทั้งอยู่ในรูปแบบของสารสนเทศ โปรแกรม ต้นแบบและโมบายแอพพลิเคชั่น ที่ผ่านการทดสอบมาแล้วว่าใช้ได้จริง . นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : วิจัยตอบโจทย์ประเทศ กับ‘เนคเทค เอซ 2013’ – ฉลาดคิด

  • คนไทย2ล้านใช้คลาวด์ในห้องเรียน

    คนไทย2ล้านใช้คลาวด์ในห้องเรียน

    ไมโครซอฟท์ จับมือ 60 สถาบันการศึกษา เดินหน้าใช้คลาวด์ในห้องเรียน เผยใช้แล้วกว่า 2 ล้านคน ทำให้ไทยติดอันดับ 5 ของโลกในการใช้คลาวด์ในห้องเรียน นายฮาเรซ คูบจันดานิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากที่ไมโครซอฟท์ ได้ประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาว่า มีนักศึกษาและบุคลากรจากภาคการศึกษาไทยกว่า 700,000 คน ใช้ประโยชน์จากระบบคลาวด์ หรือ ออฟฟิศ  365 เพื่อการศึกษา (Office 365 for Education)  ผ่านมา 6 เดือน ปัจจุบันไทยมีผู้ใช้เพิ่มกว่า 2 ล้านคน จาก 60 สถาบันการศึกษา ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นประเทศแรกในอาเซียน และเป็นประเทศในลำดับ 5 ของโลก ที่นำระบบคลาวด์มาใช้ในห้องเรียน ทั้งนี้ไมโครซอฟท์ได้ผลักดันโครงการออฟฟิศ 365 เพื่อการศึกษา ซึ่งให้นักศึกษา อาจารย์และบุคลากรในสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการใช้แอพพลิเคชั่นของออฟฟิศผ่านระบบคลาวด์โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพื่อเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรในอนาคตให้กับประเทศไทย เพื่อก้าวสู่แรงงานที่มีคุณภาพและประสบความสำเร็จในสายอาชีพ ซึ่งจากผลการวิจัยล่าสุดของไอดีซี เกี่ยวกับทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพในอนาคต พบว่า ผู้นำองค์กรต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องมีความสมดุลระหว่างความสามารถด้านทักษะวิชาชีพและทักษะความสามารถทั่วไป และความเชี่ยวชาญในการใช้โปรแกรมไมโครซอฟต์ ออฟฟิศ นับเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญอันดับต้น ๆ ซึ่งเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน อย่างไรก็ดี ไมโครซอฟท์ ได้ชี้ถึงเทรนด์ที่จะเปลี่ยนการศึกษา 6 ด้าน คือ นวัตกรรมการสอน การพัฒนาสู่ความรู้แบบดิจิทัล การทำงานได้อย่างมีประสทธิภาพแต่ใช้ทรัพยากรที่น้อยลง ความเร่งด่วนในการสร้างการเปลี่ยน แปลง การปรับให้เข้าใช้งานได้เฉพาะบุคคล และการนำไปใช้งานจริง  ซึ่งปัจจุบันการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอุปกรณ์หรือดีไวซ์ต่าง ๆ ได้ก่อให้เกิดความคาดหวังทางเทคโนโลยีจากที่ทำงานเพิ่มมากขึ้น ภายในปี ค.ศ. 2016 คาดว่าจะมีการใช้สมาร์ทโฟนกว่า 1 พันล้านเครื่องทั่วโลก และ 350 ล้านเครื่องนั้นจะถูกนำมาใช้เพื่อการทำงาน.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คนไทย2ล้านใช้คลาวด์ในห้องเรียน

  • พิษเศรษฐกิจโลกฉุดยอดลงทุนหด

    พิษเศรษฐกิจโลกฉุดยอดลงทุนหด

    แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยว่า ยอดขอรับส่งเสริมการลงทุน 11 เดือนของปี 56 (ม.ค.-พ.ย.) มีผู้ยื่นขอทั้งสิ้น 1,696 ราย เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนมีผู้ยื่นขอทั้งสิ้น 1,696 ราย ลดลง 181 โครงการ ส่วนเงินลงทุนมีทั้งสิ้น  791,000 ล้านบาท ลดลง  73,000 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริม ฯ เป็นกิจการคนไทยถือหุ้น 100% จำนวน 621 โครงการ เพิ่มขึ้น 59 โครงการ ส่วนต่างชาติถือหุ้น 100% มี 643 โครงการ ลดลง 162 โครงการ และกิจการที่ร่วมทุนระหว่างคนไทยกับต่างชาติ 432 โครงการลดลง 78 โครงการ  ส่งผลให้ทั้งปีการยื่นขอการลงทุนไม่ถึงเป้า1ล้านล้านบาทที่ตั้งเป้าหมายไว้ ทั้งนี้ประเทศญี่ปุ่น ยังเป็นนักลงทุนสูงสุด ที่ยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 551 โครงการ แต่ลดลง 159 โครงการ เมื่อเทียบกับปีก่อน อันดับ 2 เป็นการลงทุนจากยุโรป 150 โครงการ ลดลง 49 โครงการ  อันดับ 3 สิงคโปร์ ยื่น 89 กิจการ ลดลง 52 โครงการ อันดับ 4 สหัฐอเมริกายื่นขอ 72 โครงการลดลง 15 โครงการ  สำหรับกิจการที่นักลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมฯยังกระจายอยู่ใน 7 ประเภทกิจการหลักๆ โดยกิจการบริการและสาธารณูปโภคมีการยื่นขอรับส่งเสริมฯสูงสุดที่  486 กิจการลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ยื่นขอ 501 โครงการ อันดับ 2 เป็นการลงทุนประเภทกิจการผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง 389 โครงการลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ยื่นขอ 478 โครงการ อันดับ 3 เป็นเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร 296 กิจการเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ยื่นขอ 229 โครงการ นายอุดม วงษ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)  กล่าวว่า  ทั้งปีคาดว่ายอดการขอรับส่งเสริมการลงทุนคงจะอยู่ประมาณ 900,000 ล้านบาท เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวเป็นสำคัญและคาดว่าจะมีผลถึงปี 57 ที่ยอดขอส่งเสริมน่าจะอยู่ที่ 900,000 ล้านบาทเช่นเดียวกับปีนี้    ส่วนกรณีปัญหาการเมืองไทยขณะนี้ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนแต่อย่างใดแต่ยอมรับว่าหากปัญหายืดเยื้อก็อาจจะมีผลบ้างสำหรับนักลงทุนใหม่ๆ    

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พิษเศรษฐกิจโลกฉุดยอดลงทุนหด