นายสุรพงษ์เตชะหรูวิจิตร นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่าอัตราเข้าพักเฉลี่ยโรงแรมในกรุงเทพฯ เดือน ม.ค.ยังเฉลี่ยที่ระดับ 60%แต่ทั้งนี้ หากการชุมนุมชัตดาวน์กรุงเทพฯ ยืดเยื้อเกิน 1 สัปดาห์ เชื่อว่าจะทำให้ยอดจองล่วงหน้าในช่วง2-3 สัปดาห์ถึง 1 เดือนข้างหน้าชะลอตัวต่อไปอีกแต่ถ้าการชุมนุมอยู่ในกรอบความสงบเรียบร้อย เชื่อมั่นว่าจะไม่ส่งผลต่อการต่อรองราคาห้องพักกับคู่ค้าบริษัทนำเที่ยวจากต่างชาติระหว่างฤดูการเจรจาธุรกิจล่วงหน้าสำหรับปีต่อ ๆไป ที่กำลังเริ่มเปิดฉากในงานเทรดโชว์ใหญ่ ไอทีบี เบอร์ลิน 2014 เดือน มี.ค.ที่จะถึงนี้ เพราะธุรกิจโรงแรมของไทยในต่างจังหวัดยังเติบโตได้ดี อาทิโรงแรมในภูเก็ต-สมุย อัตราเข้าพักเดือน ม.ค.ยังสูง 80% ขึ้นไป เช่นเดียวกับเชียงใหม่ ที่สูงถึง 80-90% นอกจากนี้โดยพื้นฐานไทยยังมีนักท่องเที่ยวจากปีก่อนสูงถึง 26.1 ล้านคนแม้จะมีผลกระทบจากการเมืองแต่ยังมีจุดเด่นเรื่องการฟื้นตัวของตลาดที่รวดเร็ว หลังจบเหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองสังเกตจากวิกฤตในประเทศช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อรวมกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ที่อยู่ในทิศทางบวก เชื่อว่าจะธุรกิจไทยยังจะไม่เลวร้ายถึงขั้นต้องเข้าสู่การตัดราคาแข่งขันแต่อย่างใด นางบุณฑริก กุศลวิทย์ นายกทีเอชเอ ภาคตะวันออกกล่าวว่า เดือนม.ค.นี้ภาพรวมของอัตราเข้าพักเฉลี่ยลดลง 20% เพราะได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง และทำให้ตลาดหลักอย่างรัสเซียมีจำนวนน้อยลงขณะที่ช่วงตรุษจีน ตลาดนักท่องเที่ยวจีนยังเติบโต 20% ซึ่งแม้จะอยู่ในทิศทางบวก ถือเป็นการเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์แต่ว่ายังถือเป็นตลาดเดียวที่ยังสนับสนุนธุรกิจโรงแรมในพื้นที่
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หวั่นยอดจองห้องพักหด
เดือน: มกราคม 2014
-

หวั่นยอดจองห้องพักหด
-

ยันไม่มีไข้หวัดนกระบาดในไทย
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวผ่านทางโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คออกมาว่า ไข้หวัดนกระบาด ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 ว่า กรมปศุสัตว์ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยปัจจุบันยังไม่มีการระบาดของไข้หวัดนกในไทย ดังนั้นการกระทำของบุคคลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามุ่งทำลายอุตสาหกรรมไก่ของประเทศ โดยนอกจากจะกระทำในช่วงที่มีการประสานการนำเข้าไก่สดไปญี่ปุ่นแล้ว หลังจากที่ญี่ปุ่นมีมติรับรองสถานะปลอดภัยไข้หวัดนกของไทยตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 56 หลังจากนำห้ามนำเข้ามากว่า 10 ปี ยังเป็นช่วงใกล้เทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง ซึ่งจะสร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นต่อกลุ่มประเทศคู่ค้าโดยตรง สำหรับปัจจุบันกลุ่มประเทศคู่ค้าที่สำคัญ และมีความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าและนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกสดจากไทยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 55เป็นต้นมาไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรต และคาดว่าจะมีประเทศคู่ค้าอื่นๆเปิดตลาดเนื้อสัตว์ปีกสดให้ไทยอีกในอนาคตอัน ใกล้อีกด้วย จึงขอความร่วมมือให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าวโดยด่วน รวมไปถึงผู้ที่ได้รับข้อความจากการส่งต่อด้วย เนื่องจากข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง กรณีนี้ได้แจ้งความดำเนินคดีไว้แล้วและอยู่ในกระบวนการสอบสวนของตำรวจ เรียบร้อยแล้ว โดยผู้มีส่วนร่วมจะมีความผิดตามพรบ.คอมพิวเตอร์ ฐานส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จด้วย ทั้งนี้ จากการที่ไทยการส่งออกไก่สดได้ตามมาตรฐานที่ญี่ปุ่นกำหนดไว้ นั่นเป็นเพราะญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นในมาตรการควบคุมโรคของไทย เพราะญี่ปุ่นให้ความสำคัญและเข้มงวดมากเรื่องคุณภาพสินค้าคาดว่าจะส่งผลให้ ไทยส่งออกทั้งเนื้อไก่สดและเนื้อไก่แปรรูปไปญี่ปุ่นในปี 57นี้ ได้ไม่น้อยกว่า 300,000 ตันมูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท และส่งผลให้ปริมาณส่งออกไปประเทศต่างๆ รวมทั้งหมดจะไม่น้อยกว่า 650,000 ตัน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 80,000 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยันไม่มีไข้หวัดนกระบาดในไทย -

กองทุนภัยพิบัติจ้องหั่นเบี้ยประกันภัยลง
นายประเวช องอาจสิทธิกุล กรรมการกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนฯ ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการ 2 คณะ ศึกษาแนวทางการปรับลดอัตราเบี้ยประกันภัย 3 กลุ่มผู้เอาประกันภัย ได้แก่ รายย่อยที่เป็นบ้านที่อยู่อาศัย อัตราเดิมที่ 0.5%, ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ทุนประกันภัยไม่เกิน 50 ล้านบาท อัตราเดิม 1% และกลุ่มอุตสาหกรรม อัตราเดิม 1.25% ให้ลดลงไปอีก เนื่องจากภัยพิบัติภายในประเทศขณะนี้ เริ่มคลี่คลายลงไปมากแล้ว ส่งผลให้บริษัทรับประกันภัยต่างประเทศมีการแข่งขันเพิ่มขึ้น ทำให้คณะกรรมการฯ ต้องการผลักดันลดค่าเบี้ยประกันภัยพิบัติในตลาดลง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคสูงสุด นอกจากนี้ คณะกรรมการกองทุนฯ ยังได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการฯ พิจารณา และหาแนวทางสร้างความยืดหยุ่นให้กลุ่มผู้เอาประกันภัยในด้านความคุ้มครองและส่วนต่าง ๆ ให้มีความครอบคลุมมากขึ้น โดยคาดว่าที่ประชุมจะสรุปทั้ง 2 เรื่องได้ ในการประชุมคณะกรรมการช่วงปลายเดือน ก.พ.นี้ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน และการประกาศยุบสภา มีโอกาสสูงมากที่โครงการลงทุนเพื่อบริหารจัดการน้ำมูลค่า 350,000 ล้านบาท อาจต้องเลื่อนกำหนดเวลาออกไป ทำให้มีผลกระทบต่อการซื้อประกันภัยพิบัติจากต่างประเทศเช่นกัน เบี้ยประกันก็อาจจะไม่ได้ลดลงอย่างที่ควรจะเป็น แม้ว่าภาพความเสี่ยงภัยพิบัติในไทยจะเริ่มดีขึ้น แต่หากโครงการดังกล่าวสามารถขับเคลื่อนไปได้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติของประเทศลงไปได้อีกมาก โดยเฉพาะในแง่การฟื้นความเชื่อมั่นของบริษัทรับประกันภัยในต่างประเทศได้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กองทุนภัยพิบัติจ้องหั่นเบี้ยประกันภัยลง