นายศักดิ์ชัยภัทรปรีชากุล กรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ จำกัดผู้บริหารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาพรวมของการจัดงานด้านการประชุมและนิทรรศการ (ไมซ์) ของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้ยกเลิกและเลื่อนงานทั้งหมดในเดือนม.ค.ออกไปแล้ว โดยบางงานเลื่อนไปจัดเดือนก.พ.แทน แต่มี 1 งาน คือ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล ซิมโฟนี ออน เอชไอวี เมดิซีน57 ที่กำลังจะจัดในวันที่ 15-17 ม.ค.นี้ ก็ต้องยกเลิกการจัดงาน เนื่องจากผู้เข้าร่วมงานไม่มั่นใจในความปลอดภัยจากเหตุการณ์การชุมนุมทางที่เกิดขึ้นทำให้สูญเสียรายได้ไปกว่า 100 ล้านบาท ทำให้ประเมินว่า ภาพรวมการจัดงานในปีนี้ อาจจะไม่เติบโต หรือเติบโตลดลงจากปีที่ผ่านมา “ธุรกิจไมซ์ที่ศูนย์สิริกิติ์ฯ ในปีนี้ คาดว่าน่าจะมีแต่เจ๊ง ไม่ก็เจ๊า เพราะสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความอ่อนไหวกับกลุ่มไมซ์มากที่สุดรวมถึงต้องใช้เวลาฟื้นฟูภาพลักษณ์ค่อนข้างนาน ไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี และไม่ใช่ว่าจะให้กลุ่มผู้มาประชุม ย้ายสถานที่ไปต่างจังหวัดได้เหมือนกลุ่มนักท่องเที่ยว เพราะการประชุมงาน หรือการเจรจาทางธุรกิจส่วนใหญ่ ต้องทำในเมืองหลวงมากกว่าอยู่แล้วและจะกลายเป็นการเลือกไปจัดงานที่ประเทศอื่น ๆ แทนเพราะมีความพร้อมไม่น้อยกว่าไทย เช่นมาเลเซีย หรือ สิงคโปร์” ด้านน.ส.ปนิษฐา บุรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและขาย ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนากล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง ยังไม่มีการยกเลิกหรือเลื่อนการจัดงานใด ๆแต่ในทางกลับกัน มีงานที่ยกเลิกจากในสถานที่จัดในใจกลางกรุงเทพฯ แล้วย้ายมาจัดที่ไบเทคฯ ถึง 6 งาน เพราะได้เปรียบเรื่องการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่ไม่ต้องผ่านเส้นทางการชุมนุมอีกทั้งอยู่ย่านชานเมือง จึงไม่ได้รับผลกระทบเกี่ยวกับการชุมนุมมากนัก โดยเฉพาะการประชุมนานาชาติและงานจัดนิทรรศการจะจัดที่ไบเทคมากที่สุดช่วงเดือนก.พ. รายงานข่าวจากวงการอุตสาหกรรมไมซ์กล่าวว่า สำหรับศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ขณะนี้ยังไม่มีผู้ยกเลิกงาน แต่มีการขอเลื่อนวันจัดงานออกไป 3-4 งาน ซึ่งไม่ใช่งานขนาดใหญ่ หรือรองรับผู้เข้าร่วมงานระดับไม่เกิน 1,000 คนเท่านั้น อย่างไรก็ดี หากหากการชุมนุมยังยืดเยื้อ คงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ที่จะเข้ามาติดต่องาน ก็ขอดูสถานการณ์ทางการเมืองเป็นหลักก่อน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผู้จัดงานขอเลื่อน-ยกเลิกจัดงานขนาดใหญ่
เดือน: มกราคม 2014
-

ผู้จัดงานขอเลื่อน-ยกเลิกจัดงานขนาดใหญ่
-

หุ้นไทยวันที่ 14 มกราคม 2557 ปิดบวก 12.31 จุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 14ม.ค. ดัชนียังคงแกว่งตัวผันผวน ซึ่งช่วงเช้าอ่อนตัวในแดนลบจากนั้นก็ฟื้นตัวยืนบวกได้เล็กน้อยจากความกังวลเรื่องสถานการณ์การเมืองในประเทศที่ปัจจุบันยังมีการเคลื่อนไหวไปปิดหน่วยงานราชการต่างๆเพื่อไม่ให้ข้าราชการทำงานได้ แต่พอเปิดตลาดช่วงบ่ายดัชนีก็สามารถยืนบวกได้ต่อเนื่องและดีดตัวได้ร้อนแรงตามการเข้าซื้อกลับในหุ้นกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มสื่อสาร และธนาคารพาณิชย์หลังราคาหุ้นปรับลดลงมามากแล้ว แต่นักลงทุนบางส่วนยังรอดูประเด็นที่นายกรัฐมนตรีได้นัดหารือกับทุกฝ่ายในวันที่15 ม.ค.นี้ เพื่อเลื่อนการเลือกตั้งออกไปส่งผลให้ระหว่างวันหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,300.65 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 1,274.33 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,295.87 จุด เพิ่มขึ้น 12.31 จุด หรือ 0.96%ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 35,094.08 ล้านบาทสำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด5 อันดับแรก1. ทรูปิดที่ 7.85 บาท เพิ่มขึ้น 0.70 บาท2.เอไอเอส ปิดที่ 212.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท3. จัสมินปิดที่ 7.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท4. ทอท.ปิดที่ 159.50 บาท เพิ่มขึ้น 6.50 บาท5. อินทัชปิดที่ 71.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยวันที่ 14 มกราคม 2557 ปิดบวก 12.31 จุด -

ปี 56กองทุนรวมเติบโต 17.67%
รายงานข่าวจากบริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ซ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมอุตสาหกรรมกองทุนรวมในปี 56 ว่า มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (เอ็นเอวี)ทะลุ 3 ล้านล้านบาท หรือเติบโตถึง 17.67% ซึ่งทรัพย์สินที่เติบโตโดดเด่นสุด คือ กองทุนหุ้น เพราะมีเงินทุนใหม่เข้ามาในอุตสาหกรรมมากกว่า 140,000 ล้านบาท เป็นกองทุนหุ้นทั่วไป 50,000 ล้านบาท กองทุนทริกเกอร์ฟันด์ หรือกองทุนที่กำหนดเป้าหมายการลงทุนไว้แล้ว 55,000 ล้านบาท กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) 21,700 ล้านบาท และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ)-อีควิตี้ 12,000ล้านบาท ส่วนกองทุนที่เติบโตรองลงมา คือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ที่ทำยอดเงินลงทุนได้สูงถึงกว่า 120,000 ล้านบาท รวมถึงกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือเป็นปีสุดท้าย ที่จะขอยื่นเรื่องเพื่อจดทะเบียนเปิดกองทุนได้ จึงทำให้ปีที่ผ่านมา มีความคึกคักมาก เพราะมีกองทุนใหม่เกิดขึ้น 7 กองทุน รวมมูลค่าทรัพย์สินสุทธิกว่า 90,000 ล้านบาท ส่วนกองทุนแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟนั้น ถือว่าโดดเด่นกว่าทุกปี เนื่องจากมีเงินไหลเข้าจำนวนมาก จนทำสถิติใหม่ ซึ่งมีเงินไหลเข้าแอลทีเอฟกว่า 21,700 ล้านบาท และอาร์เอ็มเอฟกว่า 18,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังพบว่าพฤติกรรมการลงทุนของการลงทุนในกองทุนทั้ง 2ประเภทนี้ ก็เริ่มเปลี่ยนไป โดยนักลงทุนเริ่มจับจังหวะทยอยลงทุนระหว่างปีมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังนิยมลงทุนในช่วงท้ายของปี สำหรับกองทุนประเภททริกเกอร์ฟันด์ มีการออกกองทุนที่ทำสถิติใหม่กว่า 90 กองทุน มูลค่าทรัพย์สินสุทธิกว่า 63,000 ล้านบาท โดยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือทริกเกอร์ฟันด์ที่ลงทุนในหุ้นไทยกว่า 80% แต่กองทุนส่วนใหญ่กว่า 70% นั้นทำผลตอบแทนไม่ได้ตามเป้าหมาย ทำให้ขาดทุนติดลบเฉลี่ย 10-15% และที่เหลืออีก 30%คือกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ตามเป้าหมาย เป็นบวก 8-10% ส่วนใหญ่จ ะเปิดตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของปี และปิดได้ภายในครึ่งแรกของปี อย่างไรก็ตามหาก พิจารณาผลการดำเนินงานกองทุนรวมประเภทต่าง ๆ พบว่า กองทุนหุ้นที่ลงทุนในประเทศ ทำผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบทั้ง 2กลุ่ม ทั้งกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ โดยมีผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ 3.12% รวมถึงกลุ่มหุ้นขนาดกลางและเล็ก ที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ 4.36% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรก ที่หุ้นขนาดใหญ่ยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงที่สุดถึง16.88% ขณะที่กลุ่มหุ้นขนาดกลางและเล็ก ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 17.29% ส่วนกลุ่มที่ลงทุนในหุ้นทั่วโลก ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้สูงถึง 24.93% และทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้เป็นบวกตลอดทั้งปี ซึ่งสอดคล้องกับผลตอบแทนของดัชนีในกลุ่มดังกล่าว รองลงมา คือ กลุ่มกองทุนน้ำมันที่ทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ 12.02% โดยกว่าครึ่งหนึ่งมาจากกำไรจากการอ่อนตัวของค่าเงินบาท ส่วนกลุ่มตราสารหนี้ที่ลงทุนภายในประเทศ ทำผลตอบแทนได้ดีกว่าที่ลงทุนต่างประเทศขณะที่กองทุนที่แย่ที่สุด คือกองทุนทองคำ ที่ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบถึง 24.58%
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปี 56กองทุนรวมเติบโต 17.67%