เดือน: มกราคม 2014

  • ม็อบบุกปิดตึกชินวัตร 3

    ม็อบบุกปิดตึกชินวัตร 3

    นายระวีมาสฉมาดลหนึ่งในคณะกรรมการกปปส. แกนนำผู้ชุมนุมหน้ากระทรวงพลังงาน กับเครือข่ายกองทัพประชาชนและเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย แถลงการณ์ว่า ช่วงเวลา 14.30 – 15.00 น. ได้เคลื่อนทัพผู้ชุมนุมไปยังอาคารชินวัตร 3 ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณตรงข้ามกับศูนย์เอ็นเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ (เอนโก้) ซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงพลังงาน เนื่องจากเห็นว่าตึกชินวัตรคือสัญลักษณ์ของระบอบทักษิณโดยได้นำโลงศพไปให้ผู้ชุมนุมและประชาชนทั่วไปเขียนข้อเรียกร้องต่าง ๆลงไปด้วย”กิจกรรมนี้ เกิดขึ้นเพื่อกดดันให้นายกรัฐมนตรีลาออก เพื่อเปิดทางปฏิรูปประเทศไทยโดยเราจะตั้งเวทีปราศรัย จากนั้นเวลา 17.00 น.จึงจะเดินทางกลับมายังอาคารเอนโก้ซึ่งเราจะปักหลักอยู่ที่นี่จนกว่าจะได้รับชัยชนะ” สำหรับกิจกรรมวันที่15ม.ค. นี้ ในเวลา 10.00 น.จะนำมวลชนเดินทางโดยรถยนต์ไปยังหมู่บ้านเกศินี ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านนายพงษ์ศักดิ์รักตพงศ์ไพศาล รักษาการรมว.พลังงาน พร้อมทั้งจะนำโลงศพไปด้วยเช่นกัน เพื่อให้ผู้ชุมนุมเขียนข้อเรียกร้องใส่ไป รวมทั้งจะส่งหนังสือให้พิจารณาลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 91และ 95 ทันที50 สตางค์ต่อลิตร และให้ชะลอการขึ้นราคาแอลพีจี เพื่อลดผลกระทบค่าครองชีพประชาชน อย่างไรก็ตาม ได้หารือกับทางฝ่ายบริหารอาคารเอนโก้แล้ว หลังจากที่ได้นำกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ถนนด้านนอกอาคารเอนโก้เข้ามาภายในตั้งแต่ช่วงค่ำของเมื่อวานเพื่อความปลอดภัยและขอตั้งเวทีถาวรภายในบริเวณสนามหญ้าอาคารบีโดยยืนยันจะไม่มีการเข้าไปทำความเดือดร้อนอาคารแต่อย่างใดและเพื่อความปลอดภัยสูงสุดจะมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อป้องกันมือที่3 และประสานทหารในการดูแลซึ่งทหารจะดูแลความปลอดภัยร่วมกับการ์ดของผู้ชุมนุม

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ม็อบบุกปิดตึกชินวัตร 3

  • บีโอไอปลื้มยอดทะลุเป้าหมาย1.1ล้านล้าน

    บีโอไอปลื้มยอดทะลุเป้าหมาย1.1ล้านล้าน

    นายอุดมวงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ช่วงปี 56 ที่ผ่านมา มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน2,237 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1.11 ล้านล้านบาท สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 900,000ล้านบาท ทำให้เกิดการจ้างงาน 207,463 คน เนื่องจากนักลงทุนได้เร่งขอรับส่งเสริมการลงทุนตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนที่หมดอายุเดือน ธ.ค. 56 ส่วนปี 57 นี้ ได้ตั้งเป้าหมายโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน900,000 ล้านบาท โดยมีปัจจัยเสี่ยง คือ สถานการณ์การเมือง หากยังยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยเฉพาะรายใหม่ ๆ ที่ไม่เคยลงทุนในไทย                 นอกจากนี้ยังมีความล่าช้าของโครงการเมกะโปรเจ็กค์ และโครงการบริหารจัดการน้ำส่งผลให้นักลงทุนที่เตรียมลงทุนในโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับทั้ง 2 โครงการต้องชะลอออกไปก่อน ส่วนปัจจัยเชิงบวกที่มีต่อการลงทุนคือความสนใจลงทุนในไทยจากญี่ปุ่นยังมีต่อเนื่องและอุตสาหกรรมหลักในไทยยังมีการลงทุนสูง  เพื่อเตรียมรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) เช่น ยานยนต์ รวมทั้งอีโคคาร์ รุ่นที่2 พลังงานทดแทน การขนส่งทางอากาศ แปรรูปเกษตร และภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวรวมทั้งมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่จะสิ้นสุดปี 57 จะช่วยเร่งรัดให้เกิดการลงทุนได้แก่มาตรการส่งเสริมกิจการเอสเอ็มอี มาตรการส่งเสริมอีโคคาร์รุ่นที่ 2   สำหรับภาพรวมโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(เอฟดีไอ) ปี 56 มี 1,132 โครงการ ลดลง 28.5% มูลค่าเงินลงทุนรวม 524,768ล้านบาท ลดลง 19% โดยญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุด562 โครงการ เงินลงทุนรวม 282,848 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 54% ของมูลค่าลงทุนจากต่างประเทศโดยการลงทุนจากญี่ปุ่นส่วนใหญ่ อยู่ในกลุ่มกิจการผลิตผลิตภัณฑ์โลหะและกิจการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วน รองลงมาเป็นการลงทุนจากจีน 45 โครงการ มูลค่าลงทุน42,530 ล้านบาท  มาเลเซีย 35 โครงการมูลค่าเงินลงทุน 29,190 ล้านบาท สิงคโปร์ 93 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 22,781ล้านบาท  และฮ่องกง 39 โครงการมูลค่าเงินลงทุน 20,181 ล้านบาท                 “บีโอไอจะเร่งเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ  ในรูปแบบของการจัดกิจกรรมต่าง ๆโดยเน้นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ การปรับยุทธศาสตร์ใหม่ของบีโอไอ เพื่อให้ข้อมูลและสร้างความเข้าใจแก่นักลงทุนต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนหลักที่ลงทุนในไทยมาอย่างต่อเนื่อง เช่น ญี่ปุ่น  เกาหลี และจีน ขณะที่กลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นนักลงทุนกลุ่มหลักอีกกลุ่มหนึ่ง จะเน้นดำเนินการในรูปแบบของการเจาะกลุ่มเป้าหมายรายบริษัทเป็นหลักโดยมีอุตสาหกรรมหรือกิจการที่เป็นเป้าหมายชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศแบ่งเป็น9 กลุ่มฯ เช่น เกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิตอิเล็กทรอนิกส์” ส่วนกิจการที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนในปีที่ผ่านมา คือกิจการบริการและสาธารณูปโภค 849 โครงการมูลค่าเงินลงทุน 522,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% เทียบกับปี 55 รองมาเป็นกิจการในกลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะเครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง 448 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 254,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น4% กิจการหมวดเกษตรกรรมและผลิตผลจากการเกษตร 362 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 122,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38%

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บีโอไอปลื้มยอดทะลุเป้าหมาย1.1ล้านล้าน

  • “บอร์ดทีโอที”ของบปี 57เพิ่มอีก 5พันล.ทำโครงการใหม่

    “บอร์ดทีโอที”ของบปี 57เพิ่มอีก 5พันล.ทำโครงการใหม่

    วันนี้ (14 ม.ค.) นายมรกต เธียรมนตรี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ทีโอที ที่ประชุมได้เพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณประจำปี 57 ใหม่ เพราะบอร์ดเห็นว่าหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ทีโอทีจะไม่สามารถดำเนินโครงการใหม่ๆได้และจะเริ่มจะสะดุดตั้งแต่ต้นปีไปจนถึงกลางปี 2557 ทั้งนี้ จะเร่งสรุปเพื่อเสนอขอความเห็นชอบไปยังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำหรับกรอบวงเงินที่จะขออนุมัติเพิ่มเติมจำนวน 5,000 ล้านบาทอย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ที่รัฐบาลประกาศยุบสภาทำให้งบประมาณที่วางไว้เพื่อลงตามโครงการใหม่ๆ อาทิ การเปลี่ยนสายทองแดงเป็นไฟเบอร์ออฟติกจำนวน 2 ล้านพอร์ต, โครงการเอ็นจีเอ็น ก็ต้องสะดุด ดังนั้น บอร์ดจึงเห็นสมควรให้งบประมาณที่ขอเพิ่มจำนวน 5,000 ล้านบาท นำมาใช้ในส่วนไหนที่ต้องเดินหน้าโครงการทั้งนี้ ทีโอทีมีแผนรองรับบริการลูกค้าโทรศัพท์บ้าน (ฟิกซ์ไลน์) และลูกค้าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) เอดีเอสแอล โดยได้โอนย้ายปริมาณทราฟฟิกที่ต้องวิ่งเข้าโหนดแจ้งวัฒนะ ไปยังโหนดอื่นแทน อาทิ เพลินจิต ศูนย์นนทบุรี หรือลาดหญ้า เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงของบริการไปในตัว จึงทำให้การปิดล้อมบริเวณศูนย์ราชการเฉลิมพนะเกียรติ 80 พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ ไม่กระทบต่อบริการ ทั้งนี้ ปัจจุบันทีโอทีมีลูกค้าบรอดแบนด์ ราว1.6 ล้านราย มีลูกค้าโทรศัพท์บ้านราว 3-4 แสนราย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “บอร์ดทีโอที”ของบปี 57เพิ่มอีก 5พันล.ทำโครงการใหม่