นายบดินทร์ อูนากูลรองผู้จัดการหัวหน้าสายงานบริการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่าตลท.ได้ปิดประตูทางเข้าบริเวณที่ทำการอาคาร ตลท. ตั้งแต่วันที่ 14 ม.ค. ที่ผ่านมาหลังจากที่มีข่าวว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะเดินทางมายังศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิต์ซึ่งอยู่ติดกับตลท. ดังนั้น จึงต้องปิดประตูเพื่อความปลอดภัย และอาจปิดประตูต่อเนื่องถึงวันที่15 ม.ค. ขึ้นกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยืนยันว่าไม่ได้ปิดการซื้อขายหุ้นแต่อย่างใด ทั้งนี้ตลท.ได้มีมาตรการในการดูแลความปลอดภัยและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ต่างๆโดยแบ่งเป็นขั้นตอนขึ้นกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งจะมีการติดตามข่าวตลอดทั้งวันและทั้งคืน และมองว่าแม้หากมีกลุ่มผู้ชุมนุมมาปิดล้อมอาคารตลท.จริงและมีการชุมนุมยืดเยื้อ ก็จะไม่กระทบกับการซื้อขายหุ้นอย่างแน่นอนเพราะระบบการซื้อขายนั้นอยู่ที่โบรกเกอร์ รวมทั้งสามารถซื้อขายผ่านออนไลน์หรืออินเทอร์เน็ตได้ด้วย โดยหากไม่มีตึกนี้ ตลท.ก็ทำงานได้ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมาตลท.ได้เริ่มใช้แผนบริหารงานในช่วงภาวะฉุกเฉิน หรือ บีซีพี แล้วซึ่งได้ทยอยให้พนักงานบางส่วนเริ่มทำงานที่บ้าน และในวันที่ 15 ม.ค.นี้คาดว่าจะเหลือพนักงานที่เข้ามาทำงานภายในอาคารตลท. ไม่ถึง 100 คนซึ่งเป็นเฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้นจากพนักงานในตึกทั้งหมด 700 คน ในส่วนของการขอความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาดูแลเรื่องความปลอดภัยนั้นจะเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมระบุว่าจะมีการชุมนุมแบบสันติวิธีแต่หากมีสถานการณ์การทำลายตึกหรือทำร้ายตลท.จึงจะขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ขณะนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจบางส่วนที่มาคอยดูแลสถานการณ์
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตลท.ยันซื้อขายหุ้นตามปกติ แม้ม็อบล้อมตึก
เดือน: มกราคม 2014
-

ตลท.ยันซื้อขายหุ้นตามปกติ แม้ม็อบล้อมตึก
-

มัลแวร์ซ้ำเติมคนกรุงยุคชัตดาวน์
เมื่อวันที่ 14 ม.ค. พันธมิตรOpenComputing Alliance หรือOCAซึ่งเป็นการรวมตัวของประชาคมที่มีความสนใจร่วมเพื่อหารือร่วมกันเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเตือนชาวกรุงที่จำเป็นต้องทำงานที่บ้าน ในระหว่างการปิดกรุงเทพฯให้ใช้ความระมัดระวังในการดำเนินธุรกรรมการเงินหรือธุรกรรมออนไลน์อื่นๆ โดยให้ใช้แต่ซอฟต์แวร์แท้ที่ผ่านการอัพเดตโปรแกรมรักษาความปลอดภัยล่าสุดแล้วเท่านั้นโดยระบุว่า การทำงานผ่านระบบคลาวด์คอมพิวติ้งเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและดีที่สุดเพื่อการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องในระหว่างที่ประสบเหตุการชุมนุมทางการเมืองขณะนี้คำเตือนระบุว่าการทำงานจากนอกสำนักงาน ด้วยคอมพิวเตอร์พีซีที่บ้านหรือสถานที่อื่นอาจตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมประเภทต่างๆและมีความเสี่ยงต่อระบบอีเมลของหน่วยงานและลูกต้าต่างประเทศโดยเฉพาะพนักงานที่ใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนหรือใช้พีซีที่ไม่มีโปรแกรมรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมทั้งนี้สำนักงานหลายแห่งในไทยมีระบบจัดการด้านไอทีที่ปลอดภัยแต่อาจเกิดช่องโหว่จากการให้พนักงานทำงานนอกสถานที่จึงควรกำหนดเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ที่ปลอดภัยไว้ในแผนรับมือเหตุฉุกเฉินด้วยไมเคิลมัดด์ เลขาธิการของ OpenComputer Alliance หรือ OCAประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า พนักงานที่ต้องทำงานที่บ้านหรือสถานที่อื่นๆนอกสำนักงาน ระหว่างการประท้วงในกรุงเทพฯอาจใช้พีซีที่ไม่ปลอดภัยจะทำให้อาชญากรรมไซเบอร์เพิ่มสูงขึ้นจึงขอให้ใช้แต่ซอฟต์แวร์แท้ในการดำเนินธุรกรรมการเงินทุกครั้งเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดอาชญากรรมให้น้อยที่สุดทั้งขอให้ทุกคนที่ทำงานที่บ้านระมัดะวังและปรึกษาผู้จัดการด้านไอทีเพื่อการใช้คอมพิวเตอร์อย่างปลอดภัย”ก่อนหน้านี้สำนักงานสอบสวนกลาง หรือเอฟบีไอ ของสหรัฐอเมริกาได้ออกแถลงการณ์เตือนว่าอาชญากรและแฮกเกอร์ได้ติดตั้งมัลแวร์ลงบนซอฟต์แวร์เถื่อนซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคสุ่มเสี่ยงต่ออาชญากรรมประเภทต่างๆโดยมัลแวร์บนซอฟต์แวร์เถื่อนทำเพื่อดักบันทึกชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านส่งผลให้ผู้ใช้งานซอฟต์แวร์ต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่างๆเช่น การต้มตุ๋นทางการเงิน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : มัลแวร์ซ้ำเติมคนกรุงยุคชัตดาวน์ -

กสทช.เผยผลตรวจสัญญาณ งัดกม.ลงโทษส่งคลื่นกวนไทยคม
วันนี้(14 ม.ค.)นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำหรับผลการตรวจสอบคุณภาพสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่เมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา พบว่า ด้านบริการข้อมูล ความเร็วในการ Down Load (ดาวน์โหลด ) ข้อมูลของผู้ให้บริการทั้ง 5 รายมีอัตราความเร็วเป็นไปตามประกาศ กสทช. คือมีความเร็วสูงกว่า 345 kbps โดย เอไอเอส มีความเร็ว 1680.714 kbps ดีแทค มีความเร็ว 1650 kbps ทรูมูฟ เอช มีความเร็ว 1792.429 kbps ทีโอที มีความเร็ว 2429.429 kbps และ มาย ของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) มีความเร็ว 2143.429 kbps โดยการให้บริการด้านเสียง พบว่าผู้ให้บริการทั้ง 5 รายมีอัตราการโทรสำเร็จในเครือข่ายสูงกว่าร้อยละ 90 ส่วนของอัตราสายหลุดทุกรายผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ มีเพียงรายเดียวที่ผลทดสอบต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งได้แจ้งให้ผู้ประกอบการดำเนินการทราบและให้แก้ไขแล้ว รวมทั้งดำเนินการรถโมบายเคลื่อนที่เพื่อเตรียมเพิ่มช่องสัญญาณ รองรับการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งการโทรและการใช้งานดาต้า หรือข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้น นายฐากร กล่าวต่อว่า สำหรับความคืบหน้าภายหลังจากที่ได้รับการแจ้งจากบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)ว่าถูกรบกวนช่องสัญญาณนั้น กสทช.ได้สั่งการรถตรวจสอบหาทิศทางคลื่นรบกวนทั่วประเทศไปจนกว่าจะมีคำสั่งให้หยุด และขอแจ้งไปยังผู้ดำเนินการส่งคลื่นรบกวนรบกวนให้หยุดการกระทำดังกล่าวทันที โดยการกระทำดังกล่าวมีความผิดตามพ.ร.บ. วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกินห้าปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งหากตรวจสอบพบจะดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด อย่างไรก็ตามการส่งคลื่นรบกวนช่องสัญญาณไทยคมนั้น เป็นลักษณะการส่งคลื่นรบกวนเป็นช่วงสั้นๆและย้ายสถานที่ส่งคลื่นรบกวนไปเรื่อยๆ ซึ่งการตรวจสอบเป็นไปอย่างยากลำบาก และในขณะเดียวกันอุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งคลื่นรบกวนนั้นสามารถทำได้จากทุกที่ทั้งในประเทศไทย และจากการส่งคลื่นมารบกวนจากต่างประเทศก็ทำได้ อาทิ ในประเทศเพื่อนบ้านส่งคลื่นเข้ามาก็สามารถทำได้เช่นกัน นอกจากนี้หากการกระทำเช่นว่านั้นได้มีการนำเข้าหรือใช้เครื่องวิทยุคมนาคมหรือตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยแล้ว ย่อมมีโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันด้วยอีกกระทงหนึ่ง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.เผยผลตรวจสัญญาณ งัดกม.ลงโทษส่งคลื่นกวนไทยคม