เดือน: มกราคม 2014

  • ราคาทองคำ14ม.ค.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขายบาทละ19,900บาท

    ราคาทองคำ14ม.ค.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขายบาทละ19,900บาท

    วันที่ 14 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09:33 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 1 โดยราคาคงที่จากเดิม ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,900 บาท รับซื้อ 19,116.76 บาท ทองแท่งขายบาทละ 19,500 บาท รับซื้อ 19,400 บาท ราคาทองคำและครั้งที่ปรับ ราคาทองคำปรับครั้งที่ 1  คงที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,900 บาท รับซื้อ 19,116.76 บาท ทองแท่งขาย 19,500 บาท รับซื้อ 19,400 บาท เวลา 09:33 น.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทองคำ14ม.ค.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขายบาทละ19,900บาท

  • ประมวลผลกระทบเศรษฐกิจดีเดย์วันม็อบปิดกรุงเทพฯ

    ประมวลผลกระทบเศรษฐกิจดีเดย์วันม็อบปิดกรุงเทพฯ

    ดีเดย์ผ่านไปแล้ว 1 วันกับแผนปิดกรุงเขย่าบัลลังก์รัฐบาลของเหล่าผู้ชุมนุม กปปส. เรียกว่าเป็นออร์เดิร์ฟจานร้อนให้คนไทยหลายคน หลายภาคธุรกิจถูกกระทบไปไม่น้อยโดยเฉพาะในกรุงเทพฯชั้นใน ทำเอาการจราจรหยุดชะงัก ธุรกิจหลายแห่งเป็นอัมพาต เดือดร้อนถ้วนหน้า “ทีมข่าวเศรษฐกิจเดลินิวส์” จึงรวบรวมผลกระทบมาให้ติดตามกัน คนใช้รถเมล์หาย 40% เริ่มจากการเดินทางขนส่งคมนาคม ที่กระทรวงคมนาคมได้ประเมินว่าผลจาก การชัตดาวน์กรุงเทพฯ วันแรกทำให้คนออกมาเดินทางสัญจรใช้รถใช้ถนนหายไป 30-40% เพราะประชาชนบางส่วนได้เลี่ยงไปใช้เส้นทางที่ไม่มีการชุมนุมแทนสถานที่ราชการบางส่วนก็หยุดงาน หรือให้ไปทำงานที่บ้าน แถมโรงเรียนหลายแห่งก็ประกาศหยุดเรียนโดยเฉพาะการเดินทางผ่านรถโดยสารประจำทาง หรือรถเมล์ ที่ปกติมีเดินทาง 3.1 ล้านคน เหลือ 2 ล้านคน หายลงไป 30% ดอนเมืองโทลล์เวย์ปกติ 80,000 เที่ยว เหลือ 51,000 เที่ยว ลดลง 46% ทางด่วนพิเศษปกติ 600,000 คัน เหลือ 300,000 คัน ลดลง 50% เรือคลองแสนแสบปกติ 47,000  คน เป็น 60,000 คน เพิ่มขึ้น 20% เรือด่วนเจ้าพระยาปกติ 35,000 เที่ยว เป็น 50,000 เที่ยว เพิ่มขึ้น 40% รถไฟชานเมืองช่วงเช้า 15,000 คน เหลือ 8,000 คน ลดลง 40% รถไฟใต้ดิน 230,000 ครั้ง ใกล้เคียงปกติ แอร์พอร์ตลิงค์ปกติ 40,000 เที่ยว เป็น 48,000 เที่ยว เพิ่มขึ้น 20% บีทีเอส 700,000 เที่ยว ใกล้เคียงปกติ ปิดจราจรสำคัญ 8 จุด นอกจากนี้ยังมีการปิดการจราจรสำคัญ 8 จุด ได้แก่ ถนนแจ้ง วัฒนะ หน้าศูนย์ราชการ, แยกราชประสงค์, แยกปทุมวันหน้าศูนย์การค้ามาบุญครอง และหน้าสนามกีฬาถึงแยกราชปรารภ, แยกอโศก–เพชรบุรี, แยกสวนลุม–สีลม, 5 แยกลาดพร้าว, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิปิดทุกด้านการจราจรผ่านไม่ได้ และสะพานพระราม 8 ปิดการจราจรทั้งขาเข้า–ออกแต่การจราจรโดยรวมไม่ติดขัดนัก เนื่องจากคนใช้ถนนน้อยยกเว้นเส้นทางที่มีม็อบชุมนุมใช้เดินทางไม่ได้โรงแรมกระอักอีเวนต์หายด้านผลกระทบต่อภาคท่องเที่ยวก็ลำบากไม่แพ้กัน นายรณชิต มหิทธนะพฤทธิ์ รองประธานฝ่ายบริหารและการเงินโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่าตั้งแต่วันที่ 13 ซึ่งมีการชุมนุมปิดกรุงเทพฯ นั้นคาดการณ์ว่าจะทำให้การเข้าพักลดเหลือ 40% ที่ลดลงไปมากที่สุด มาจากการจัดประชุมหรือกลุ่มอีเวนต์การประชุมที่ตั้งแต่เดือน ธ.ค.-ม.ค. ได้ยกเลิกหรือเลื่อนการจัดงานออกไป และทำให้รายได้ลดลงไป 70ล้านบาท เทียบเป็นสัดส่วน 5% จากรายได้ในกลุ่มโรงแรมของปี 56 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 7,000 ล้านบาท “ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองนั้น ส่งผลกระทบกับภาพรวมของอัตราการเข้าพักในกรุงเทพฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะระหว่างวันที่ 1-12 ม.ค. ที่ยังไม่มีเหตุการณ์ใหญ่อย่างปิดกรุงเทพฯ ก็ทำให้อัตราการเข้าพักลดลงไปแล้ว 2-10% และในช่วงนี้โรงแรมได้ออกโปรโมชั่นในชื่อชัตดาวน์ แบงค็อก ลดราคาห้องพัก 40-50% จากราคาเต็มของห้อง” ค้าปลีกรอประเมินผล ขณะที่ด้านการทำมาค้าขาย นายฉัตรชัย ตังคณานันท์ ผู้อำนวยการสมาคมผู้ค้าปลีกไทย มองว่า ยัังประเมินสถานการณ์ค้าปลีกได้ยาก ต้องรอให้สถานการณ์คลี่คลาย ก่อนจะประเมินตัวเลขทั้งปีนี้ได้ ซึ่งขณะนี้ต้องติดตามเหตุการณ์แบบชั่วโมงต่อชั่วโมง แต่ยอมรับว่าการเมืองได้ส่งผลกระทบค่อนข้างมาก เห็นได้จากยอดธุรกิจค้าปลีกค้าส่งในปี 56 ที่เติบโตได้น้อยเพียง 9% ต่ำกว่าที่คาดไว้ จากการสำรวจของผู้สื่อข่าวพบว่าผู้ใช้บริการศูนย์การค้าลดลงโดยเฉพาะชาวต่างชาติ แต่มีผู้ชุมนุมมาใช้บริการแทน โดยร้านอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ มีผู้มาใช้บริการอย่างหนาตา ซึ่งขณะนี้ร้านฟาสต์ฟู้ด หลายแห่งเริ่มมีอาหารจำหน่ายไม่พอแล้วขณะที่ร้านกาแฟก็มีลูกค้าเพิ่มขึ้น จากเดิมประมาณวันละหนึ่งแสนบาท แต่ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ คาดยอดขายทะลุ 130,000 บาท ด้านศูนย์จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าไอทีการซื้อขายไม่คึกคัก แต่บรรยากาศโดยรอบมีผู้ชุมนุมเดินเข้ามาดูสินค้าอยู่ตลอดเวลาโดยพนักงานขายเปิดเผยว่า วันนี้ลูกค้าที่มาซื้อสินค้าลดลงนอกจากนี้สินค้าที่เคยขายดีในการชุมนุมครั้งก่อน อาทิ อุปกรณ์สำรองไฟโทรศัพท์มือถือ หรือ เพาเวอร์แบงก์ ขายได้น้อยลง แบงก์งัดแผนสำรองเงิน บรรดาแบงก์พาณิชย์ในแต่ละแห่งตื่นตัวกับการชุมนุมครั้งนี้ไม่น้อย โดยได้จัดทีมงานเฉพาะกิจเกาะติดตามสถานการณ์การชุมนุมตลอด 24 ชม. หากมีเหตุการณ์รุนแรงก็พร้อมงัดมาตรการสำรองออกมาใช้ในทันที เพราะก่อนหน้านี้มีการทดสอบระบบไว้ล่วงหน้าแล้วหากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเชื่อว่าจะรับมือได้เป็นอย่างดี และยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่ามีการสำรองเงินสดเพียงพอรองรับการเบิกถอนของประชาชน รวมทั้งแนะนำลูกค้าทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น อินเทอร์เน็ตและมือถือเพิ่มขึ้น ส่วนการเปิด-ปิดให้บริการกับประชาชนของแบงก์พาณิชย์นั้น จะให้ผู้จัดการสาขาในพื้นที่จุดเสี่ยงเป็นผู้มีอำนาจในการสั่งการหากเห็นว่าพื้นที่นั้นมีความล่อแหลมก็ให้ตัดสินใจปิดสาขาได้ทันทีไม่จำเป็นต้องรอสำนักงานใหญ่อนุมัติแต่เบื้องต้นในวันแรกของ การชัตดาวน์มีสาขาของแบงก์ใหญ่  กลาง และเล็กปิดทั้งหมด 45 สาขาไปแล้ว และเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อสถานการณ์การเมืองคลี่คลาย ถึงตอนนี้ การชุมนุมก็ยังยืดเยื้อไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่าย ๆ เราคนไทยก็ได้แต่เฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ปัญหาความขัดแย้งจะยุติลงซักที เพราะการสู้กันเองต่อไปเช่นนี้ก็มีแต่คนไทยด้วยกันเท่านั้นที่แพ้. ทีมเศรษฐกิจ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ประมวลผลกระทบเศรษฐกิจดีเดย์วันม็อบปิดกรุงเทพฯ

  • เอกชนชี้รัฐบาลเลื่อนเลือกตั้งไม่ตอบโจทย์ปัญหาการเมือง

    เอกชนชี้รัฐบาลเลื่อนเลือกตั้งไม่ตอบโจทย์ปัญหาการเมือง

    ในที่สุด “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” หรือ กกต. ก็ตัดสินใจเสนอให้รัฐบาลรักษาการของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พิจารณาออกพระราชกฤษฎีกากำหนดการเลือกตั้งใหม่ โดยมีเหตุผลสำคัญ 6 ข้อ หลังจากเห็นปัญหาการเมืองที่เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้น จนเชื่อว่าหากยังดั้นด้นจัดการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.นี้ คงไปไม่รอดแน่! ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการไม่มีผู้สมัคร 28 เขตเลือกตั้ง ใน 8 จังหวัด หรือการได้ ส.ส.ไม่ครบ 95% หรือการขัดขวางการเลือกตั้งที่รุนแรงขึ้น หรือแม้แต่การไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ 3,885 ล้านบาท ทำให้คนไทยทั้งประเทศในเวลานี้  ต้องมารอลุ้นกันว่ารัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะตัดสินใจอย่างไร? แต่ไม่ว่ารัฐบาลจะเลือกหนทางใดในการแก้ไขปัญหา… สุดท้ายคนไทยก็ย่อมได้รับผลกระทบอยู่ดีโดยเฉพาะบรรดาคนทำมาค้าขาย เพราะข้อเสนอของ กกต.ในครั้งนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยเหตุนี้ “ทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์” จึงขอรวบรวมความคิดเห็นของคนทำมาค้าขายมาสะท้อนให้เห็น หอการค้าหนุน กกต. เริ่มจากฟากธุรกิจ “พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล” รองประธานกรรมการหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า การเลื่อนเลือกตั้ง น่าจะเป็นเรื่องที่ดีต่อสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน เพราะมองว่า หากรัฐบาลเดินหน้าจัดเลือกตั้งต่อไป ก็ใช่ว่าจะสำเร็จ กลับมาจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะมีหลายปัจจัยเป็นอุปสรรคทำให้เปิดรัฐสภาไม่ได้ โดยเฉพาะการไม่มี ส.ส.ครบจำนวนที่กำหนด 95% ดังนั้นจึงเห็นว่า รัฐบาลควรประกาศให้มีการจัดเลือกตั้งใหม่ ตามที่ กกต.ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลเสียหน้า แต่ก็เป็นเรื่องดีกับสถานการณ์บ้านเมืองในยุคนี้ “ระหว่างนี้อยากให้คู่กรณีที่ขัดแย้ง หาทางเจรจาสงบศึก หรือทำการปฏิรูปร่วมกันก่อนจะจัดเลือกตั้งใหม่ ซึ่งอาจเสียเวลาสักหน่อยแต่เชื่อว่าในระยะยาวจะยั่งยืนและเป็นผลดีกับประเทศมากกว่า ส่วนมุมมองต่างชาติต่อการเลื่อนจัดเลือกตั้ง เชื่อว่าต่างชาติคงเข้าใจ และไม่น่าส่งผลต่อความเชื่อมั่นเท่าไร เพราะตอนนี้ต่างชาติก็รู้ถึงเลือกตั้งไปก็มีปัญหาตามมาอีกอยู่ดี” เอกชนมองยุติความขัดแย้งสำคัญสุด ส่วน “พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ระบุว่า ในหลักการเอกชนต้องการความสงบเรียบร้อย และลดความขัดแย้ง เพราะหากมีการแตกแยกและการชุมนุมที่ยืดเยื้อไปจะทำให้ประเทศเสียโอกาสและส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจระยะยาว โดยเอกชนยังสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งที่เป็นไปตามกฎหมายและเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และแม้จะมีการเลื่อนเลือกตั้งออกไปองค์กรภาคธุรกิจจะยังคงเดินหน้าผลักดันให้ตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยเพื่อมาวางแนวทางการปฏิรูป สอดคล้องกับ “วัลลภ วิตนากร” รองประธาน สอท. มองว่า การเลื่อนหรือไม่เลื่อนเลือกตั้ง ไม่ได้มีผลต่อเศรษฐกิจมากนัก เพราะประเด็นที่กระทบเศรษฐกิจตอนนี้ คือ ปัญหาความขัดแย้งที่แต่ละฝ่าย จะต้องร่วมกันแก้ปัญหาความขัดแย้งที่มีอยู่ให้ยุติโดยเร็ว จึงเห็นว่า องค์กรปฏิรูปที่เอกชนกำลังดำเนินการอยู่นี้จะต้องเกิดให้เร็วที่สุด ท่องเที่ยวเกาะติดวันต่อวัน ด้านมุมมองภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ ที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดย “ปิยะมาน เตชะไพบูลย์” ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ประเมินว่า แม้จะมีการเลื่อนเลือกตั้ง คงไม่เกี่ยวข้องกับการทำให้สถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวดีขึ้น เนื่องจากข้อขัดแย้งยังไม่ได้รับการแก้ปัญหาที่ถูกจุด โดยสิ่งที่ สทท. ทำได้ขณะนี้คือ การเฝ้าติดตามสถาน การณ์อย่างใกล้ชิดในทุกวัน เพื่อดูความเป็นไปทางการเมือง เพื่อบอกทิศทางการเติบโตทางการท่องเที่ยวในอนาคตได้ ชี้เลื่อนเลือกตั้งช่วยกำลังซื้อกลับ ขณะที่ตัวแทนภาคการค้าขาย เจ้า ของธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่าง “บุญชัย โชควัฒนา” ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค มองว่า หาก กกต. เลื่อนวันเลือกตั้งออกไป จะส่งผลดีต่อภาพรวมทั้งประเทศ โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจเอกชน จะได้รับอานิสงส์ของกำลังซื้อ ที่จะกลับมาอย่างรวดเร็ว เมื่อสถานการณ์ยุติลง ซึ่งอารมณ์การจับจ่ายของผู้บริโภคก็จะกลับสู่ภาวะปกติ หลังจากหดหายไปเนื่องจากไปให้ความสนใจกับการชุมนุมมากกว่าและชะลอการจับจ่ายเพื่อสำรองไว้ในกรณีฉุกเฉิน “ที่จริงจะปล่อยให้เหตุการณ์เป็นแบบนี้ต่อไปภาคเอกชนก็ไม่    ได้รับผลกระทบเท่าไร มีแต่ภาพรวมของประเทศที่แย่ เพราะเอกชนก็ดูแลตัวเองมาตลอด เนื่องจากรัฐบาลให้ความสนใจแต่นโยบายประชานิยม ภาคเอกชนจึงต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าตั้งสภาประชาชนและหารัฐบาลใหม่ที่เหมาะสมมา ก็หวังว่าจะช่วยให้ภาคเอกชนจะปรับตัวดีขึ้นได้” ขณะที่บรรดานักวิชาการ ที่อยู่กับข้อมูลต่างก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปกับสถานการณ์ทางด้านการเมืองในเวลานี้ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หวั่นเบิกจ่ายงบล่าช้า “เชาว์ เก่งชน” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า มีความกังวลกับปัญหาการเมืองในประเทศ ซึ่งหากไม่มีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. นี้ การเบิกจ่ายงบกลางต้องเลื่อนออกไป ทำให้ไม่มีเม็ดเงินที่จะต้องลงทุนขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในประเทศในปีม้าแน่นอน และะประเทศก็ต้องหวังพึ่งพาการส่งออกเพียงอย่างเดียว และอาจส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ขยายตัวต่ำกว่า 2% เนื่องจากไม่มีเครื่องยนต์ตัวอื่นมาช่วยทำงาน. ทีมเศรษฐกิจ  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนชี้รัฐบาลเลื่อนเลือกตั้งไม่ตอบโจทย์ปัญหาการเมือง