เดือน: มกราคม 2014

  • สถาบันฯสิ่งทอดันไทยเป็นฮับแฟชั่นอาเซียน

    สถาบันฯสิ่งทอดันไทยเป็นฮับแฟชั่นอาเซียน

    นางสุทธินีย์พู่ผกา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอเปิดเผยระหว่างการศึกษางานเชิงปฎิบัติการด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องแต่งกายมุสลิมประเทศอินโดนีเซียว่า สถาบันมีแผนที่จะส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ)อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มแบบครบวงจรของอาเซียนภายในปี 59 ตั้งแต่การพัฒนาการผลิตสินค้า ศูนย์รวมของการค้าขาย การสร้างมูลค่าเพิ่ม แฟชั่นและมาตรฐานสินค้าเพื่อรองรับการแข่งขัน “หลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)ทำให้เป็นตลาดที่ใหญ่มีประชากรรวมกัน 600 ล้านคน ดังนั้นไทยจำเป็นต้องเร่งเตรียมพร้อมในทุกๆด้านโดยในปัจจุบันประเทศในอาเซียนที่มีอุตสาหกรรมสิ่งทอฯแบบครบวงจรคือไทยกับอินโดนีเซียโดยอินโดนีเซียเป็นตลาดใหญ่และโดดเด่นด้านเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายมุสลิมที่มีการพัฒนาแฟชั่นล้ำหน้ากว่าไทยแต่ในส่วนของไทยจะมีความโดดเด่นเรื่องฝีมือ ศักยภาพและคุณภาพสินค้าเสื้อผ้าทั่วไป” นางสุทธินีย์กล่าวว่า แม้ว่าประเทศไทยจะมีชาวมุสลิม 6-7 ล้านคนซึ่งน้อยกว่าอินโดฯที่มีกว่า 200 ล้านคนแต่สถาบันฯก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครื่องแต่งกายมุสลิมในไทยอย่างมากเช่นกันเพราะต้องการช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชากรใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้และยกระดับความสามารถการแข่งขันผู้ประกอบการทั้งการออกแบบ การสร้างตลาดและการจับมือทางธุรกิจกับผู้ประกอบการในเพื่อนบ้านมากขึ้น สำหรับการเดินทางมาศึกษางานในประเทศอินโดนีเซียนั้นสถาบันได้นำนักออกแบบผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญมาศึกษาวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดบนเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่มีกว่า10,000 วัฒนธรรม ทั้งที่เป็นวัฒนธรรมใหญ่และวัฒนธรรมในชุมชนเล็กๆ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญคัดรูปแบบของอินโดนีเซียมาผสมกับวัฒนธรรมไทยของไทยในการออกแบบและลวดลายบนเครื่องแต่งกายมุสลิมของผู้ประกอบการไทยในอนาคตเพื่อรองรับความต้องการสินค้าแฟชั่นของชาวมุสลิมทั่วโลก “เท่าที่สอบถามผู้ประกอบการในอินโดฯ ส่วนใหญ่ก็จะมีการพัฒนาสินค้าด้วยตนเองโดยไม่ค่อยจ้างต่างชาติขณะที่บางรายก็ส่งลูกหลานไปเรียนถึงฝรั่งเศสและยุโรปประเทศอื่นเกี่ยวกับด้านดีไซน์จนสามารถพัฒนาแฟชั่นเครื่องแต่งกายมุสลิม ได้เป็นอย่างดีอย่างไรก็ตามประเทศไทยคงไม่เน้นการผลิตเครื่องแต่งกายมุสลิมมาเจาะตลาดที่อินโดนีเซียแต่ละเน้นการพัฒนาสินค้าและแฟชั่นให้สอดคล้องกับความต้องการสินค้าแฟชั่นของมุสลิมโลกโดยเฉพาะในตลาดที่มีกำลังซื้อสูงอย่าง ตะวันออกกลาง”   นางสุทธินีย์กล่าวว่า ในปัจจุบันผู้บริโภคที่เป็นมุสลิมมีประมาณ2,000 ล้านคน ดังนั้นจะเร่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเครื่องแต่งกายมุสลิมใน 5 จังหวัดที่มีความพร้อมให้สามารถออกไปมีบทบาทในการทำธุรกิจในอาเซียนมากขึ้นและสามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากภูมิภาคอาเซียนเพื่อให้ลูกค้าทั่วโลกรู้จักเครื่องแต่งกายมุสลิมจากประเทศไทยมากยิ่งขึ้นจากที่ปัจจุบันจะรู้จักเครื่องแต่งกายจากมาเลเซียและอินโดนีเซียมากกว่าไทย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สถาบันฯสิ่งทอดันไทยเป็นฮับแฟชั่นอาเซียน

  • กทปส.ควักเงิน 80 ลบ.หนุนโครงการวิจัยไทย

    กทปส.ควักเงิน 80 ลบ.หนุนโครงการวิจัยไทย

    วันนี้ (29 ม.ค.) ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.)จัดพิธีลงนามการรับทุนโครงการที่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดสรรเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ประจำปี 2556พล.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)และประธานกทปส.เปิดเผยว่า กทปส.ได้คัดเลือกผลงานการวิจัยจำนวน 10 โครงการ จากทั้งหมด 200 โครงการ เพื่อรับทุนกรอบวงเงินจำนวน 80 ล้านบาท นำไปใช้สำหรับการศึกษาค้นคว้า วิจัยและสามารถนำโครงการที่วิจัยนั้นไปต่อยอดเพื่อนำมาพัฒนาระบบกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม โดยได้ลงนามร่วมกันเพื่อให้ดำเนินการตามกรอบและวัตถุประสงค์นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช.และเลขานุการกทปส. กล่าวว่า สำหรับ 10 โครงการที่ได้รับการคัดเลือกนั้นมีระยะเวลาศึกษา 6- 24 เดือน แต่ละโครงการจะต้องรายงานและประเมินผลโครงการให้กทปส. ทราบ เพื่อให้เงินที่อนุมัตินั้นเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งคาดว่าการสนับสนุนการศึกษาวิจัยดังกล่าวนี้ จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจลดการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศนอกจากนี้ยังเพิ่มประสิทธิภาพอุตสาหกรรม และยกระดับรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนสำหรับโครงการที่ได้รับการสนับสนุนได้แก่ 1.โครงการสายอากาศแถบความถี่ที่มีอัตราการขยายสูงสำหรับการรับสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัลภาคพื้นดินที่ห่างไกลจากสถานีส่งสัญญาณ 2.โครงการแนวทางการออกแบบผลิตภัณฑ์เครื่องรับและแปลงสัญญาณคลื่นโทรทัศน์ภาคพื้นดิน 3.โครงการจัดทำจดหมายเหตุ 60 ปี โทรทัศน์ไทย 4.โครงการฝึกอบรมการผลิต BackpackingJournalism (นักข่าวสะพายเป้) 5.โครงการพัฒนาผู้ผลิตรายการระดับท้องถิ่น ภูมิภาค เพื่อผลิตรายการสำหรับการเรียนรู้เด็กเยาวชนและครอบครัว 6.โครงการสัมนาปลายปี เรื่องวาระดิจิทัลแห่งอาเซียนและการเตรียมพร้อมของภาควิทยุและโทรทัศน์ประเทศไทย7.โครงการสื่อลามกบนอินเทอร์เน็ต 8.โครงการพัฒนาระบบตรวจสอบความถี่วิทยุวีเอชเอฟ โดยการควบคุมระยะไกลผ่านเครือยข่ายอินเทอร์เน็ต 9.โครงการยุทธศาสตร์การพัฒนาคุรภาพชีวิตและการเรียนรู้คนพิการผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส และ 10.โครงการพิฒนาศักยภาพความเข้มแข็งเครือข่ายผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมจ.ร้อยเอ็ด

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กทปส.ควักเงิน 80 ลบ.หนุนโครงการวิจัยไทย

  • แอลพีเอ็นรับการเมืองฉุดยอดขายคอนโดหด

    แอลพีเอ็นรับการเมืองฉุดยอดขายคอนโดหด

     นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทแอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า สถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่ยืดเยื้อนี้ส่งผลกระทบต่อการเปิดขายโครงการใหม่ช่วงไตรมาสแรกปีนี้อย่างมาก จากเดิมที่คาดว่าจะเปิดตัวโครงการใหม่5 โครงการ ซึ่งหากเปิดได้ทั้งหมดก็จะเป็นปัจจัยหนุนทำให้บริษัทมียอดขายและรายได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ในปีนี้คือตั้งเป้าหมายโตเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน หรือมีรายได้ 15,200 ล้านบาท และยอดขาย 2.64 ล้านบาท “ยอมรับว่า กังวลเกี่ยวกับปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อนี้เพราะส่งผลกระทบต่อการเปิดขายโครงการใหม่ช่วงไตรมาสแรก โดยต้นปีได้เปิดขายโครงการใหม่2 โครงการ ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในแผนการ 5โครงการใหม่ดังกล่าวด้วย เพื่อดูกระแสตอบรับของตลาด คือโครงการลุมพินี วิลล์ อ่อนนุช 46 มูลค่า 1,400 ล้านบาท และโครงการลุมพินี วิลล์ อ่อนนุช พัฒนาการ มูลค่า 2,000 ล้านบาท ปรากฏว่ามีผู้เข้าเยี่ยมชม 750 คนต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 900 คน มียอดขาย 50%  ต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย เพราะผู้ซื้อบางส่วนยังต้องใช้เวลาในการตัดสินใจเชื่อมั่นว่าเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ลงกำลังซื้อจะกลับมาชัดเจนมากขึ้นแต่หากไม่สามารถเปิดได้ครบ ก็จะกระทบต่อเป้าหมายแต่อย่างน้อยก็จะพยายามใช้วิธีการดันยอดขายและโอนของแต่ละโครงการให้มากขึ้นแทน” ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมปีนี้ คาดว่าจะลดลง25-30% หรือ60,000-65,000  ยูนิต จากปี 56 ที่ 85,000 ยูนิต จากทั้งหมด 185 โครงการ โดยมีปัจจัยลบจากด้านเศรษฐกิจที่ยังมีแนวโน้มชะลอตัวและยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจน รวมถึงนปี 56 ที่ผ่านมามีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดตัวไปจำนวนมากแล้วปีนี้จึงชะลอตัวลง โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดมากกว่า50% แต่ทั้งนี้ ก็ยังมีในส่วนของทำเลที่เกาะแนวรถไฟฟ้าที่จะยังขยายตัวได้อยู่ แต่อาจจะอยู่ในกรุงเทพฯ ชั้นนอกเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทยังคงเตรียมเปิดโครงการใหม่ 12 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 19,000 ล้านบาท โดยจะเน้นเปิดโครงการใหม่ในทำเลใกล้แนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีชมพูเป็นหลัก ในระดับราคาที่ 1-2 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นส่วนแบ่งการตลาดที่ใหญ่ที่สุดและปัจจุบันมียอดขายรอโอน(แบล็คล็อค) 21,000 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ปีนี้7,600 ล้านบาท ที่เหลืออีกกว่า 13,000 ล้านบาทรับรู้ปี58

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แอลพีเอ็นรับการเมืองฉุดยอดขายคอนโดหด