เดือน: มกราคม 2014

  • จับตา กสท.รับรองผลผู้ชนะประมูลทีวีดิจิทัล

    จับตา กสท.รับรองผลผู้ชนะประมูลทีวีดิจิทัล

     กสท. เตรียมประชุมบอร์ดวันนี้เพื่อรับรองผลผู้ชนะการประมูลทีวีดิจิทัลจำนวน 24 ราย เตรียมออกอากาศเดือก.พ. นี้ พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ กสท.จัดประมูลทีวีดิจิทัลเพื่อให้บริการธุรกิจ 24 ช่องไปเมื่อวันที่ 26-27 ธ.ค. 56 คาดว่าจะมีการรับรองผลผู้ชนะได้ในวันจันทร์ที่ 6 ม.ค. 57 ซึ่งถือว่าเร็วกว่ากำหนดที่ระบุว่า จะต้องประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลภายใน 15 วัน นับแต่สิ้นสุดเวลาการประมูล  สำหรับผู้ที่ชนะการประมูลจะได้รับหนังสือแจ้งการเป็นผู้ชนะ พร้อมทั้งดำเนินการตามเงื่อนไขก่อนรับใบอนุญาตภายใน 45 วัน โดยต้องชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตงวดที่ 1 จำนวนร้อยละ 50 ของราคาขั้นต่ำ พร้อมวางหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงินสำหรับค่าธรรมเนียมงวดที่  2 (ภายใน 30 วันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งเป็นผู้ชนะการประมูล) และดำเนินการขอใช้โครงข่ายโทรทัศน์กับผู้ให้บริการโครงข่ายฯภายใน 30 วัน หากผู้ชนะการประมูลปฏิบัติตามเงื่อนไขการประมูลครบถ้วนแล้ว กสท. จะออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติให้โดยมีอายุ 15 ปี  อย่างไรก็ตามคาดว่าผู้ประกอบการจะเปิดให้บริการทีวีดิจิทัลได้ประมาณเดือน ก.พ.57 โดยแบ่งเป็น 4 หมวดหมู่ ได้แก่ ช่องเอชดี ประกอบด้วย1.บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด (ช่อง 3) 2.บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์       บรอดคาสติ้ง จำกัด 3.บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (ช่อง 7 ) 4.บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด (ไทยรัฐ) 5.บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) 6.บริษัท อมรินทร์ เทเลวิชั่น จำกัด 7.บริษัท จีเอ็มเอ็ม เอชดี ดิจิทัล ทีวี จำกัด ช่องเอสดี ประกอบด้วย 1.บริษัท ไทย บรอดคาสติ้ง จำกัด (เวิร์คพ้อยท์) 2.บริษัท ทรู ดีทีที จำกัด 3.บริษัท จีเอ็มเอ็ม เอสดี ดิจิทัล ทีวี จำกัด 4.บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด (ช่อง 3) 5.บริษัท อาร์.เอส.เทเลวิชั่น จำกัด 6.บริษัท โมโน บรอดคาซท์ จำกัด 7.บริษัท แบงคอก บิสสิเนส บรอดแคสติ้ง จำกัด (เครือเนชั่น ) ด้าน ช่องข่าว ประกอบด้วย 1.บริษัท เอ็นบีซี เน็กซ์ วิชั่น จำกัด (เครือเนชั่น)2.บริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด 3.บริษัท ไทยทีวี จำกัด 4.บริษัท สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น จำกัด 5. บริษัท ไทย นิวส์ เน็ตเวิร์ค (ทีเอ็นเอ็น) จำกัด (เครือทรู) 6.บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด (เดลินิวส์ ทีวี) 7. บริษัท 3 เอ. มาร์เก็ตติ้ง จำกัด และช่องเด็ก ประกอบด้วย 1. บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด (ช่อง3) 2.บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ไทยทีวี จำกัด.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จับตา กสท.รับรองผลผู้ชนะประมูลทีวีดิจิทัล

  • พลังงานปีม้าจ่อปรับขึ้นยกแผง

    พลังงานปีม้าจ่อปรับขึ้นยกแผง

     ประเดิมเปิดปีมะเส็ง จับทิศทางราคาพลังงาน ต้องบอกว่าเป็นปีม้าร้อนแรงราคาพุ่งทะยานแทบทุกประเภท ทำเอาชาวบ้านออกอาการมึนตึ้บ สวนกระแสรายได้ที่นิ่งสนิท เหตุใหญ่ราคาอัดอั้นมานาน ประกอบกับพลังงานส่วนใหญ่ประเทศไทยนำเข้ามาแทบทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเมื่อค่าเงินบาทอ่อนแรง ราคานำเข้าจะพุ่งทันที แต่รัฐบาลก็ได้ควักเงินชดเชยส่วนต่างเพื่ออุ้มราคาไม่ให้กระทบกับชาวบ้านมากนัก และยังเป็นการรักษาระดับฐานเสียง ส่งผลให้คนไทยเคยชินกับการใช้พลังงานราคาถูกสวนทางกับความเป็นจริงมานาน  ณ เวลานี้คนไทยได้รับของขวัญที่ต้องร้อง “ยี้” มาแล้ว หลังคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) (เรกูเลเตอร์) ประกาศปรับขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ  (เอฟที) ประจำเดือน ม.ค.-เม.ย. 57 อีก 5 สตางค์ต่อหน่วย ตั้งแต่ปลายปี 56 ทำให้ค่าเอฟทีที่ประชาชนต้องจ่ายจริงในงวดนี้ เป็นหน่วยละ 59 สตางค์ เมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานอีกหน่วยละ 3.27 บาท ทำให้ค่าไฟฟ้าประจำเดือน ม.ค.-เม.ย. 57 ปรับขึ้นมาอยู่ที่หน่วยละ 3.82 บาท ซึ่งเป็นการปรับขึ้นราคาแบบอะลุ้มอล่วยเพราะหากปรับขึ้นราคาตามความเป็นจริง ต้องขึ้นถึง 6.99  สตางค์ต่อหน่วย สาเหตุที่ค่าไฟพุ่งกระฉูด มาจากค่าเงินบาทอ่อนค่าลง เพราะค่าเงินบาทเป็นส่วนหนึ่งของการคำนวณค่าเอฟที โดยค่าเงินบาทอ่อนค่าลง  1  บาท จะทำให้ค่าเอฟทีสูงขึ้นประมาณ 5.6 สตางค์ต่อหน่วย  แต่ถ้าครั้งนี้ปรับราคาตามความเป็นจริงจะสะเทือนขวัญประชาชนเกินไป เลยปรับลดลงมาเหลือหน่วยละ 5 สตางค์ ที่เหลือหน่วยละ 1.99  สตางค์ ผลักภาระให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับผิดชอบส่วนต่างไปก่อน ดีดลูกคิดมูลค่าที่ต้องแบกรับภาระทั้งสิ้น 1,009  ล้านบาท  ส่วนค่าเอฟทีในงวดต่อไป ๆ ที่จะมีการปรับทุก ๆ 4 เดือน มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแน่นอน เพราะปีนี้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงหลังจากประเทศพี่เบิ้มอย่างสหรัฐอเมริกา ประกาศถอนมาตรการคิวอีแล้วซึ่งจะส่งผลให้การลงทุนในตลาดตราสารต่าง ๆ เริ่มไหลออกจากไทย แต่จะปรับขึ้นเท่าไรนั้นต้องคอยติดตามการตัดสินใจของคณะกรรมการเรกูเลเตอร์ว่าจะปรับขึ้นตามความเป็นจริงได้หรือไม่  อีกหนึ่งราคาพลังงานที่คนไทยต้องหลอนอีกนานคือ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ภาคครัวเรือน ที่ประกาศปรับขึ้นราคามาตั้งแต่ ก.ย. 56 แล้ว เดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม หลังจากตรึงราคาไว้ที่กิโลกรัมละ 18.13 บาทมาเนิ่นนาน โดยเดือน ม.ค. 57 ราคาแอลพีจี ภาคครัวเรือน ราคาปรับขึ้นมาเป็น 20.63 บาทต่อกิโลกรัม จะลากยาวต่อเนื่อง จนสะท้อนต้นทุนหน้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติของไทยกิโลกรัมละ 24.84 บาท ที่สำคัญในเดือน มี.ค. 57  ราคาแอลพีจี ทั้งภาคครัวเรือนและภาคขนส่งราคาจะอยู่ในระดับเดียวกันคือกิโลกรัมละ 21.63 บาท ส่งผลให้กระทรวงพลังงานจะเริ่มปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคขนส่งควบคู่ไปด้วยเดือนละ 50 สตางค์ต่อกิโลกรัม จนไปสู่เป้าหมายหน้าโรงแยกก๊าซธรรมชาติกิโลกรัมละ 24.84 บาท แต่จะสามารถเดินหน้าจนบรรลุเป้าหมายที่กระทรวงพลังงานกำหนดหรือไม่ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลใหม่ว่า จะเปลี่ยนแปลงนโยบายแอลพีจีอีกหรือไม่ เพราะการปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคขนส่งจะกระทบกับกลุ่มแท็กซี่โดยตรง  เหตุผลหลักที่ต้องปรับขึ้นราคาเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน  (เออีซี) ปลายปี 58 ซึ่งจะทำให้ประชากรกว่า 600 ล้านคน ในประเทศสมาชิก 10 ประเทศ เดินทางได้อย่างเสรีและสะดวกขึ้น ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยมีโอกาสถูกรุมซื้อก๊าซแอลพีจีราคาถูกหากไทยยังตรึงราคาจำหน่ายไว้ที่กิโลกรัมละ 18.13 บาท เพราะปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านไทยราคาแอลพีจีโดดไปถึงกิโลกรัมละ 30-45 บาทแล้ว ประเด็นนี้กระทรวงพลังงานรู้ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จึงได้ศึกษาแนวทางเบื้องต้นในแผนการเยียวยาผู้ประกอบการกลุ่มแท็กซี่ที่ยังใช้ก๊าซแอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงอยู่ว่าจะใช้แนวทางใด เช่น การเปิดโครงการเปลี่ยนใช้ก๊าซแอลพีจีเป็นเอ็นจีวีแทน นอกจากนี้จะส่งผลต่อเนื่องมาถึงเงินชดเชยราคาแอลพีจี เพราะนอกจากไทยผลิตก๊าซแอลพีจีได้เองแล้ว อีกส่วนหนึ่งต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจีมาจากต่างประเทศเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลต้องควักเงินจ่ายชดเชยส่วนต่างราคาเพื่อให้ประชาชนใช้ในราคาถูก เช่น ปัจจุบันซื้อแอลพีจีจากต่างประเทศราคาตันละ 1,000  ดอลลาร์สหรัฐ แต่ต้องขายให้คนไทยใช้ในราคาตันละ 333  ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนต่างราคาที่เกิดขึ้น รัฐบาลต้องจ่ายชดเชย โดยนำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาจ่ายส่วนต่าง ดังกล่าวให้กับ บมจ.ปตท. ซึ่งเป็นผู้นำเข้าแอลพีจีรายใหญ่มาขายในประเทศเดือนละกว่า 3,000 ล้านบาท หรือประมาณปีละ 36,000 ล้านบาท  อีกหนึ่งพลังงานที่ต้องจับตา ที่จะจ่อคิวปรับขึ้นราคาคือ ก๊าซธรรมชาติ สำหรับรถยนต์ (เอ็นจีวี) แต่ยังไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้ เพราะติดเงื่อนไขที่กระทรวงพลังงานกำหนดให้บริษัท ปตท. ต้องเร่งแก้ปัญหารอเติมเอ็นจีวีที่ยาวเหยียดให้ลดลงให้ได้ รวมถึงต้องจัดการปัญหาเอ็นจีวีขาดแคลนบางพื้นที่ ให้มีจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง และต้องเพิ่มปั๊มเอ็นจีวีให้มากขึ้น ซึ่ง บมจ.ปตท. ยังไม่สามารถขยายปั๊มได้เพิ่มเติมตามที่กำหนด กระทรวงพลังงานจึงยังไม่สามารถอนุมัติให้ปรับขึ้นราคาได้ และที่ผ่านมา “สุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ” ปลัดกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ปี  57 จะต้องปรับขึ้นราคาเอ็นจีวีแน่นอน เพราะขายต่ำกว่าต้นทุนมานาน และเป็นการรองรับการเปิดเออีซีเช่นกัน  เพราะไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาเดียวกับก๊าซแอลพีจี สำหรับราคาเอ็นจีวีที่จะปรับขึ้นนั้น ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานมีแนวทางจะปรับขึ้นเดือนละ 50  สตางค์ต่อกิโลกรัม จากปัจจุบันราคาอยู่ที่ 10.50 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนจะปรับขึ้นเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับ รมว.พลังงานคนใหม่จะตัดสินใจเรื่องราคาเท่าไร ระหว่างข้อมูลของ บมจ.ปตท. แจ้งว่า ต้นทุนเอ็นจีวีที่แท้จริงอยู่ที่ 15 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่กระทรวงพลังงานได้ว่าจ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษาต้นทุนเอ็นจีวีอยู่ที่ 13 บาทต่อกิโลกรัม    ที่ผ่านมาการตรึงราคาเอ็นจีวีมาอย่างยาวนานส่งผลให้ บมจ.ปตท. ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของประเทศต้องแบกรับภาระขาดทุนสะสมแต่เพียงผู้เดียว โดยที่ผ่านมาแบกรับภาระไปแล้ว  7-8 หมื่นล้านบาท และขณะนี้มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่ บมจ.ปตท. อาจมียอดขาดทุนสะสมถึง 100,000  ล้านบาทแล้ว  นอกจากนี้ในปี 57 ราคาน้ำมันดีเซล เป็นอีกประเภทหนึ่ง ที่กระทรวงพลังงานมีแนวโน้มจะปล่อยลอยตัว เพราะราคาน้ำมันดีเซลถูกตรึงไว้ไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท มาตั้งแต่เดือน เม.ย. 54 เป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้ว ที่รัฐบาลได้ตรึงราคาไว้ สูญรายได้กว่า 300,000 ล้านบาท โดยเงินส่วนหนึ่งมาจากการปรับลดเงินสรรพสามิตน้ำมันจากเดิมที่เก็บอยู่ที่ลิตรละ 5.31 บาท แต่เก็บจริงแค่ลิตรละ 0.005 บาทเท่านั้น หรือเรียกได้ว่า แทบจะหยุดเก็บภาษีน้ำมันดีเซลเลยทีเดียว ซึ่งทำให้ภาครัฐต้องสูญรายได้ทางภาษีถึงเดือนละ 9,000 ล้านบาท แต่ปัญหาใหญ่ของการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงเศรษฐกิจภาคใหญ่ โดยเฉพาะราคาสินค้า รวมทั้งค่าบริการภาคขนส่ง เช่น รถบรรทุก รถโดยสารประจำทาง รถสองแถว ซึ่งบางส่วนยังใช้น้ำมันดีเซลจึงจะเป็นข้ออ้างในการขอปรับขึ้นราคา ซ้ำเติมประชาชน เพราะฉะนั้นแนวทางการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลจึงเป็นเรื่องอ่อนไหว ที่รัฐบาลต้องทำแผนการรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในวงกว้างอย่างรัดกุม เพราะที่ผ่านมาแต่ละรัฐบาลได้ดำเนินนโยบายอุ้มราคา จนทำให้ประชาชนเคยชินกับการใช้พลังงานราคาถูก    ณ เวลานี้จึงต้องจับตารัฐบาลชุดใหม่ว่าจะกล้าเดินหน้าตัดสินใจนโยบายพลังงานต่อไปอย่างไรเพราะเป็นการเดิมพันระหว่างฐานคะแนนเสียงกับต้นทุนที่แท้จริง  และยังมีโจทย์สำคัญอย่างการรองรับการเปิดเออีซี เพราะถ้าไทยยังใช้พลังงานที่ถูกอุ้มด้วยเงินของรัฐบาล หากมีการเปิดเออีซีไทยจะกลายเป็นประเทศที่ถูกมะรุมมะตุ้มเรื่องใช้พลังงานราคาถูกและเสียงบประมาณอย่างมหาศาล.  ทีมเศรษฐกิจ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พลังงานปีม้าจ่อปรับขึ้นยกแผง

  • จับตากสท.รับรองผลผู้ชนะทีวีดิจิทัล

    จับตากสท.รับรองผลผู้ชนะทีวีดิจิทัล

     กสท. เตรียมประชุมบอร์ดวันนี้เพื่อรับรองผลผู้ชนะการประมูลทีวีดิจิทัลจำนวน 24 ราย เตรียมออกอากาศเดือก.พ. นี้ พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ กสท.จัดประมูลทีวีดิจิทัลเพื่อให้บริการธุรกิจ 24 ช่องไปเมื่อวันที่ 26-27 ธ.ค. 56 คาดว่าจะมีการรับรองผลผู้ชนะได้ในวันจันทร์ที่ 6 ม.ค. 57 ซึ่งถือว่าเร็วกว่ากำหนดที่ระบุว่า จะต้องประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลภายใน 15 วัน นับแต่สิ้นสุดเวลาการประมูล  สำหรับผู้ที่ชนะการประมูลจะได้รับหนังสือแจ้งการเป็นผู้ชนะ พร้อมทั้งดำเนินการตามเงื่อนไขก่อนรับใบอนุญาตภายใน 45 วัน โดยต้องชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตงวดที่ 1 จำนวนร้อยละ 50 ของราคาขั้นต่ำ พร้อมวางหนังสือค้ำประกันจากสถาบันการเงินสำหรับค่าธรรมเนียมงวดที่  2 (ภายใน 30 วันนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งเป็นผู้ชนะการประมูล) และดำเนินการขอใช้โครงข่ายโทรทัศน์กับผู้ให้บริการโครงข่ายฯภายใน 30 วัน หากผู้ชนะการประมูลปฏิบัติตามเงื่อนไขการประมูลครบถ้วนแล้ว กสท. จะออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัลประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติให้โดยมีอายุ 15 ปี  อย่างไรก็ตามคาดว่าผู้ประกอบการจะเปิดให้บริการทีวีดิจิทัลได้ประมาณเดือน ก.พ.57 โดยแบ่งเป็น 4 หมวดหมู่ ได้แก่ ช่องเอชดี ประกอบด้วย1.บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด (ช่อง 3) 2.บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์       บรอดคาสติ้ง จำกัด 3.บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด (ช่อง 7 ) 4.บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด (ไทยรัฐ) 5.บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) 6.บริษัท อมรินทร์ เทเลวิชั่น จำกัด 7.บริษัท จีเอ็มเอ็ม เอชดี ดิจิทัล ทีวี จำกัด ช่องเอสดี ประกอบด้วย 1.บริษัท ไทย บรอดคาสติ้ง จำกัด (เวิร์คพ้อยท์) 2.บริษัท ทรู ดีทีที จำกัด 3.บริษัท จีเอ็มเอ็ม เอสดี ดิจิทัล ทีวี จำกัด 4.บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด (ช่อง 3) 5.บริษัท อาร์.เอส.เทเลวิชั่น จำกัด 6.บริษัท โมโน บรอดคาซท์ จำกัด 7.บริษัท แบงคอก บิสสิเนส บรอดแคสติ้ง จำกัด (เครือเนชั่น ) ด้าน ช่องข่าว ประกอบด้วย 1.บริษัท เอ็นบีซี เน็กซ์ วิชั่น จำกัด (เครือเนชั่น)2.บริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด 3.บริษัท ไทยทีวี จำกัด 4.บริษัท สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น จำกัด 5. บริษัท ไทย นิวส์ เน็ตเวิร์ค (ทีเอ็นเอ็น) จำกัด (เครือทรู) 6.บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด (เดลินิวส์ ทีวี) 7. บริษัท 3 เอ. มาร์เก็ตติ้ง จำกัด และช่องเด็ก ประกอบด้วย 1. บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด (ช่อง3) 2.บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ไทยทีวี จำกัด.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จับตากสท.รับรองผลผู้ชนะทีวีดิจิทัล