เดือน: มกราคม 2014

  • สศค.ลุยตั้งบย.แก้หนี้นอกระบบ

    สศค.ลุยตั้งบย.แก้หนี้นอกระบบ

    นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)เปิดเผยภายหลังการหารือกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รักษาการรองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง เกี่ยวกับความคืบหน้าแผนการแก้ไขหนี้นอกระบบอย่างยั่งยืน ด้วยการให้นิติบุคคลจดทะเบียนเป็นบริษัทสินเชื่อธุรกิจรายย่อย(บย.) เพื่อปล่อยสินเชื่อให้ประชาชนนำไปประกอบอาชีพว่า  เตรียมเสนอเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เป็นผู้พิจารณาว่าสามารถดำเนินโครงการได้หรือไม่ เพราะเห็นว่าโครงการเป็นประโยชน์กับประชาชนที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้นและช่วยแก้ปัญหาการกู้เงินนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบเพิ่มขึ้น “ นายกิตติรัตน์ให้ สศค. เป็นคนตัดสินใจว่าทำหรือไม่  ซึ่งสศค.เห็นว่าจำเป็นต้องทำโครงการนี้  เพราะโครงการไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือนโยบายของรัฐบาล โดยยอมรับว่าปัญหาหนี้นอกระบบไม่ได้รับการดูแลมาเป็นเวลานานแล้ว และหากกกต.เห็นชอบก็จะดำเนินการได้ทันทีไม่จำเป็นต้องรอให้จัดตั้งรัฐบาลใหม่แล้วเสร็จ” นอกจากนี้จะต้องรอประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำหนดให้ บย.เป็นสถาบันการเงิน ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อัตราดอกเบี้ยเพื่อให้สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยได้เกิน 15% แต่ไม่เกิน 36%รวมค่าธรรมเนียมและค่าปรับ และหลังจากนั้นกระทรวงการคลังจะต้องออกประกาศเพื่อให้ใบอนุญาตเจ้าหนี้นอกระบบเข้าสู่ในระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมายซึ่งประกาศดังกล่าวจะอ้างอิงประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (ปว.58) สำหรับหลักเกณฑ์ในการปล่อยกู้เบื้องต้นจะกำหนดให้เป็นการปล่อยกู้เพื่อการประกอบอาชีพรายละไม่เกิน 100,000บาทอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี  พร้อมกำหนดพื้นที่ในการทำธุรกรรมสินเชื่อโดยผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็น บย. จะต้องปล่อยกู้ภายในจังหวัดเท่านั้น ห้ามปล่อยกู้ข้ามจังหวัด  และต้องตรวจสอบข้อมูลของผู้กู้ว่าเป็นการกู้เพื่อนำไปประกอบธุรกิจจริงหรือไม่อย่างไรก็ตาม  ก่อนหน้านี้ตัวเลขอ้างอิงการขึ้นทะเบียนลูกหนี้นอกระบบในปี 52-53 มีจำนวน 1.2 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้ 120,000ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศค.ลุยตั้งบย.แก้หนี้นอกระบบ

  • คลังเตรียมพร้อมรับมือชัทดาวน์

    คลังเตรียมพร้อมรับมือชัทดาวน์

    นายอำนวย ปริมวงศ์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะหน้าหน้าหน่วยงานด้านไอทีกระทรวงการคลังเปิดเผยภายหลังการหารือกับคณะผู้บริหารกระทรวงการคลังว่า กระทรวงการคลังยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาดูแลกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมประกาศปิดกรุงเทพ(ชัทดาวน์)เนื่องจากก่อนหน้านี้ทุกส่วนราชการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังได้มีการตั้งคณะกรรมการดูแลความเสี่ยงและการเตรียมความพร้อมกรณีวิกฤติไว้อยู่แล้วโดยหลังจากนี้คณะกรรมการฯ ต้องเตรียมแผนรองรับกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมเตรียมการชัทดาวน์ทั่วกรุงเทพ   ทั้งนี้หน่วยงานที่สำคัญ เช่น    กรมบัญชีกลาง กรมสรรพากร กรมศุลกากรได้มีการเตรียมแผนรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะระบบรองรับข้อมูล (แบ็คอัพ) ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะมีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วประเทศหากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินสามารถทำงานได้เป็นปกติ จึงไม่น่าเป็นห่วงเรื่องการให้บริการประชาชน โดยในกรณีที่เกิดวิกฤติหรือฉุกเฉินจนต้องย้ายที่ตั้งออกไปอยู่ในบริเวณอื่นกระทรวงการคลังสามารถเซ็ตระบบข้อมูลและเชื่อมโยงระบบกับส่วนราชการอื่น ๆได้ภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมง ก็สามารถทำงานต่อได้ “กรมบัญชีกลางก็ยืนยันมาแล้วว่าแม้จะมีการตัดน้ำตัดไฟก็จะไม่มีปัญหาต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ  ขณะที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)ก็เตรียมแผนรองรับในการดำเนินการจ่ายหนี้ ทั้งในส่วนเงินต้นและดอกเบี้ยไว้เรียบร้อยแล้วเพื่อไม่ให้กระทบกับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ อย่างไรก็ตาม  ในช่วงต้นสัปดาห์หน้า ส่วนราชการทั้งหมดจะเร่งสรุปแผนรองรับกรณีชัทดาวน์กรุงเทพให้กับนายรังสรรค์ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลังพิจารณา เพื่อเตรียมแผนรองรับมืออย่างเป็นรูปธรรมต่อไป”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังเตรียมพร้อมรับมือชัทดาวน์

  • เปิดโผรถเมล์สายห่วยสุดปี56

    เปิดโผรถเมล์สายห่วยสุดปี56

    รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า สถิติร้องเรียนปัญหาการให้บริการรวมเมล์ ขสมก. และรถร่วมเอกชน ในปีงบประมาณ 56 (วันที่ 1 ต.ค.55- 30 ก.ย.56) ผ่านสายด่วน 1384 มีสถิติร้องเรียนเข้ามาทั้งสิ้น 3,863 ครั้ง ลดลง 747 ครั้งเมื่อเทียบกับปี 55 ที่มี 4,610 ครั้ง โดยแบ่งการร้องเรียนปัญหา รถเมล์ ขสมก. 1,098 ครั้ง ที่เหลือ 2,765 ครั้ง มาจากรถร่วมเอกชน ที่มียอดร้องเรียนมากกว่ารถเมล์ ขสมก.เกินกว่า 1 เท่าตัว ทั้ง นี้สาเหตุที่ปี 56 มีการร้องเรียนลดลง ส่วนหนึ่งมาจากกระทรวงคมนาคม โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รักษาการ รมว.คมนาคม ได้เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลบริการของรถเมล์เพิ่ม โดยมีการเปิดเฟซบุ๊กให้ประชาชนโหวตปัญหารถเมล์ มีมาตรการจัดจัดเรทติ้งรถเมล์ โดยติดตั้งกล่องให้ผู้โดยสารให้คะแนนเพื่อวัดประสิทธิภาพของรถเมล์แต่ละ ครั้ง อีกทั้งประชาชนยังมีช่องทางร้องเรียนปัญหาเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะผ่านเฟซบุ๊ก หรือการถ่ายภาพ อัดคลิปวิดีโอ นำไปเผยแพร่โซเชียล มีเดีย ในเฟซบุ๊ก หรือเว็บไซต์ยูทูบ นอกจากนี้ ในปี 56 ยังมีการจัดอันดับสถิติสายรถเมล์ที่ถูกร้องเรียนเข้ามาสูงสุดด้วย อันดับหนึ่งของสายรถเอกชนร่วมบริการ ประเภทรถธรรมดา คือ สาย 8 สะพานพุทธ-แฮปปีแลนด์ โดยติด 1 ใน 3 ที่ถูกร้องเรียนเข้ามามากสุดถึง 11 เดือน และยังติดอันดับหนึ่งมากถึง 10 เดือน เฉลี่ยปัญหาร้องเรียนเดือนละ 20 ครั้ง ซึ่งถือเป็นสายรถเมล์ในตำนาน ที่ถูกผู้โดยสารร้องเรียนบ่อยสุดในรอบหลายปี และปี 56 ที่ผ่านมายังได้เป็นข่าวใหญ่เกิดปัญหาทะเลาะกับผู้โดยสาร จนกระทรวงคมนาคมต้องดูแลเป็นพิเศษ เช่น ให้ติดหมายเลขรถชัดเจน และจัดทำกล่องให้ผู้โดยสารหย่อนตั๋วแสดงความคิดเห็น ส่วนสายที่ติดอันดับรองลงมา ได้แก่ สาย 56 กรุงธนฯ-บางลำพู สาย 44 แฮปปีแลนด์-ท่าเตียน สาย 113 มีนบุรี-หัวลำโพง สาย 57 บางขุนนนท์-สายใต้ใหม่ ส่วนประเภทรถร่วมฯ ประเภทรถปรับอากาศ สายที่นำโด่ง คือ ปอ.29 ม.ธ.ศูนย์รังสิต-หัวลำโพง  ติด 1 ใน 3 ถูกร้องเรียนมากที่สุด 11 เดือนติดต่อกัน และติดอันดับ 1 ถึง 7 เดือน  ตามมาติดๆ ด้วย ปอ.44 แฮปปีแลนด์-ท่าเตียน ติดอันดับสูงสุดถึง 7 เดือน ปอ.504 รังสิต-สะพานกรุงเทพ ติดอันสูงสุด 6 เดือน ที่เหลือที่ถูกร้องเรียนบ่อย อาทิ ปอ.7 พระราม2 – หัวลำโพง ปอ.68 สมุทรสาคร – บางลำภู สำหรับสายรถเมล์มินิบัสที่ถูกร้องเรียนมากสุด นำโด่งแบบไร้คู่แข่ง คือ สาย 1 ถนนตก-ท่าเตียน ติด 1 ใน 3 สูงสุดถึง 11 เดือน และในจำนวนนี้ติดยอดสูงสุดถึง 6 เดือน รองลงมาเป็น สาย 71 ติดอันดับสูงสุดถึง 9 เดือน สาย 12 ห้วยขวาง-ปากคลองตลาด ติดอับดับสูงสุด 8 เดือน ที่เหลือเป็นสาย 203 อู่ท่าอิฐ – สนามหลวง และสาย 40 ขนส่งเอกมัย-สายใต้ใหม่ รายงานข่าวแจ้งเพิ่มว่า ส่วนรถเมล์และรถปรับอากาศของ ขสมก. ที่ถูกร้องเรียนมากสุดในรอบ 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.56)  คือ สาย 84 อ้อมใหญ่-วงเวียนใหญ่ ติดใน 1 ใน 3 เรื่องร้องเรียนมากสุดถึง 7 เดือน และติดอันดับ 1ถึง 4 เดือน ส่วนสายที่ถูกร้องเรียนเข้ามาบ่อย อาทิ สาย 26 มีนบุรี –อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สาย 60 สวนสยาม – ปากคลองตลาด สาย 2 สำโรง – ปากคลองตลาด สาย 95 อู่บางเขน – ม.รามคำแหง สำหรับปัญหาที่มีการร้องเรียนเข้ามามาก ในส่วนของพนักงานขับรถ ได้แก่ ขับรถช่องขวาไม่หยุดรับ-ส่ง ขับเร็วปาดซ้ายแซงขวา เบรกแรง ขับประมาทหวาดเสียว ขับรถขวางจราจร ปิดประตูหนีบผู้โดยสาร สูบบุหรี่ขณะขับรถ และแสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ ส่วนปัญหาของพนักงานเก็บสตางค์ ได้แก่ แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพกับผู้โดยสาร เก็บค่าโดยสารเกินราคา ฉีกตั๋วไม่ตามอัตราที่กำหนด ไม่สนใจเก็บค่าโดยสาร ไม่ทอนเงินหรือทอนเงิน ไล่ผู้โดยสารลงก่อนถึงจุดหมาย พลเอกพฤณท์ สุวรรณทัต รักษาการ รมช.คมนาคม กล่าวว่า สถิติร้องเรียนปัญหาบริการของรถเมล์ที่เข้ามามากนั้น ทำให้กระทรวงฯ มีนโยบายให้ ขสมก.เข้าไปปรับปรุงบริการเพิ่มเติมอีกในปี 57 โดยจะขยายโครงการจัดเรทติ้งรถเมล์เพิ่มจาก 33 สาย  ให้ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ยิ่งขึ้น เพื่อเปิดให้ผู้โดยสารนำตั๋วหยอด ว่าบริการดี ปานกลาง หรือต้องปรับปรุง หากปรับปรุงเยอะก็จะมีการเรียกอบรม ตักเตือน แต่หากผิดซ้ำซาก ก็ต้องลงโทษยึดใบอนุญาตได้ นอกจากนี้ ได้ร่วมมือกับกองทัพบก ส่งพนักงานขับรถ พนักงานเก็บสตางค์ ของขสมก. 620 คน ไปฝึกอบรมโดยทหาร ในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เพื่อฝึกอบรมให้รู้จักการให้บริการให้ดีทั้งการขับรถ เก็บสตางค์ ตลอดจนมีจิตสำนึกการให้บริการประชาชน โดยจะมีการส่งไปเป็นรุ่น ละ 100 คน เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้ดีขึ้น ซึ่งเชื่อว่าจะนโยบายเหล่านี้จะช่วยแก้ปัญหาการขับรถประมาท หวาดเสียว ไม่จอดรับผู้โดยสาร แซงซ้ายปาดขวา รวมถึงกิริยามารยาทที่ไม่เหมาะสมกับผู้โดยสารได้    

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดโผรถเมล์สายห่วยสุดปี56