นายวัลลภ วิตนากร ประธานบริหารกลุ่มไฮ-เทค และรองประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย(สรท.)กล่าวว่า ปัญหาการเมืองในขณะนี้ได้ส่งผลกระทบถึงการส่งออกในไตรมาส 2 ปี 57 แล้วเนื่องจากคำสั่งซื้อสินค้าในช่วง ม.ค. นี้ ได้ลดลงซึ่งจะมีการส่งสินค้าจริงในอีก 3-4 เดือนข้างหน้าหรือ ประมาณไตรมาส 2 ทำให้การส่งออกปี 57 อยู่ในความเสี่ยงที่จะได้ไม่ถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้คือ5% ทั้งที่เศรษฐกิจตลาดสำคัญๆ ได้แก่ สหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจน เช่นเดียวกับสภาพยุโรป ขณะที่จีนเริ่มมีทิศทางเศรษฐกิจในทางดีขึ้นส่วนญี่ปุ่น ได้เพิ่มเม็ดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลต่อการบริโภคภายใน ดังนั้นจึงเห็นว่าทั้งหมดเป็นโอกาสการส่งออกของไทยในปีนี้แต่เมื่อลูกค้าไม่เชื่อมั่นที่จะสั่งสินค้าจากไทยก็มีโอกาสที่การส่งออกไทยยังอยู่ในความเสี่ยง “ลูกค้าต้องมั่นใจว่ามีสินค้าวางในชั้นวางที่ตลาดปลายทางตามกำหนดเวลาจึงไม่อยากเสี่ยงที่จะซื้อกับไทยหากเกิดเหตุการณ์ทางใดทางหนึ่งจนผู้ผลิตในไทยส่งสินค้าไม่ได้ก็จะเป็นความเสียหายแม้เราจะอธิบายว่าสถานการณ์จริงไม่รุนแรงและยืนยันความสามารถในการผลิตและส่งออก” ทั้งนี้การสั่งซื้อสินค้าจะต้องมีการคุยรายละเอียดทั้งรูปแบบ เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะนำมาใช้เพราะลูกค้าไม่ได้ซื้อสินค้าเหมือนกันทุกครั้งการพบปะเพื่อเจรจาธุรกิจกันจึงเป็นสิ่งสำคัญแต่เมื่อลูกค้าไม่ต้องการเดินทางมาไทยสิ่งที่ทางเอกชนต้องปรับตัวคือ การออกไปพบลูกค้าในต่างประเทศแทนการรอให้ลูกค้าเข้ามาหาหรือรอการพบปะกันในงานแสดงสินค้าที่จะจัดขึ้นซึ่งขณะนี้หลายงานลูกค้าจากตลาดสำคัญๆ ได้ขอยกเลิกกำหนดการเดินทางมาไทยแล้ว เช่นงานแสดงสินค้าแฟชั่นที่จะจัดขึ้นเร็วๆนี้ ลูกค้าจากญี่ปุ่น 170 รายขอยกเลิกแล้วแม้งานจะยังคงเดินหน้าจัดอยู่ก็ตาม “ตอนนี้เราต้องบุกไปหาไปนำเสนอสินค้าบอกเขาว่าของเรามีดีไซด์ที่ดีกว่ามีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาผลิตสินค้าที่ตรงตามความต้องการได้ดีขึ้น จากนั้นก็ย้ำว่าปัญหาการเมืองในขณะนี้จะไม่กระทบต่อการขนส่งและทางบริษัทมีแผนสำรองสำหรับรับมือกับสถานการณ์ต่างๆเพื่อให้การส่งมอบเป็นไปตามกำหนดเวลาเพื่อดึงคำสั่งซื้อไว้กับไทยให้ได้ไม่เช่นนั้นหากปล่อยให้ออร์เดอร์ไปตกกับประเทศอื่นอาจไปแล้วไม่กลับมาเลยก็เป็นได้”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนรับพิษการเมืองสะเทือนส่งออกไตรมาส2
เดือน: มกราคม 2014
-

เอกชนรับพิษการเมืองสะเทือนส่งออกไตรมาส2
-

“กันตนา”สบช่องทีวีดิจิทัลเกิดรับผลิตคอนเทนต์ป้อน 24 ช่อง
“การกำหนดหมายเลขช่องเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการจดจำ ส่วนความนิยมและเรตติ้งของรายการ ขึ้นอยู่กับ เนื้อหา คอนเทนต์รูปแบบรายการนำเสนอ” นี่คือคำพูดของ พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.) ซึ่งสอดคล้องกับแนวความคิดของ “ กันตนา ” ที่ไม่ลงสนามประมูลทีวีดิจิทัล แต่สร้างความแข่งแกร่งด้วยการเป็น “ คอนเทนต์ โพรไวเดอร์ ” เป็นผู้สร้าง และผู้ผลิตเนื้อหา รายการ ป้อนทีวีดิจิทัล 24 ช่อง นายจาฤก กัลย์จาฤก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้มองเห็นพฤติกรรมผู้รับชมที่จะเปลี่ยนไป เฉกเช่นเดียวกันคนรับชมในประเทศญี่ปุ่น ที่จะไม่มีใครถามว่า ช่องไหนฮิต แต่จะถามว่า รายการไหนฮิต นี่คือหนึ่งเหตุผลที่ กันตนา กล้าที่จะประกาศตัวเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ เนื่องจากเห็นว่าตลาดจากนี้จะแข่งขันด้านเนื้อหาที่ดุเดือด เลือดพล่านแน่นอน เมื่อช่องฟรีทีวีเพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ คอนเทนต์ต้องเพิ่มขึ้นตาม กันตนาได้เตรียมรูปแบบรายการและซี่รีย์ลิขสิทธิ์ต่างประเทศ อาทิ Gossip Girl (กอสสิป เกิร์ล ) , UGLY Betty (อั๊กลี่ เบตตี้) , The Face (เดอะ เฟซ ) , Don’t Lose the Money (ด้อนท์ลูสเดอะมันนี่), The Taste (เดอะเทสท์) , Slide show (สไลด์โชว์) และ Thailand Idol (ไทยแลนด์ ไอดอล) เป็นฟอร์แมตที่ได้รับความนิยมสูงในต่างประเทศ และหากนำมาทำเป็นเวอร์ชั่นไทย รายการจะได้รับความนิยมสูง ซึ่งสิ่งที่คำนึงถึงในการนำเอารูปแบบรายการต่างประเทศเข้ามานอกจากเรตติ้งรายการดังกล่าวสูงแล้ว ยังต้องดูให้เหมาะสมกับวัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตของคนไทย อีกด้วย จากนี้ทีวีดิจิทัล ที่จะถือกำเนิดเปิดให้บริการ อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เมษายน นี้ ประชาชนผู้รับชมจะได้รับความหลากหลายทั้งข่าวสาร สาระ ความบันเทิง ที่ผู้ประกอบการแต่ละรายตื่นตัวเป็นอย่างมาก ซึ่งล้วนแต่จะช่วยทำให้พฤติกรรมการรับชมเปลี่ยนไปจากเดิม มีหลากหลายทางเลือกให้รับชมที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย อย่างไรก็ตาม กันตนา แม้จะอยู่ในวงการทีวีมายาวนานกว่า 30 ปี เลือกเส้นทางการเป็นผู้ให้บริการ คอนเทนต์ มากกว่าเป็นเจ้าของช่องทีวีดิจิทัล และคำนึงถึงว่าสื่ออย่าง เคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม หรือโซเซียล เน็ตเวิร์ก ก็ต้องการคอนเทนต์ที่หลากหลายเช่นกัน ดังนั้น “คอนเทนต์” คือสิ่งที่ช่วยบ่งบอกว่า ทีวีดิจิทัลจะมีคุณภาพมาก น้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับเนื้อหา รายการ ไม่ได้อยู่ที่ค่านิยมของช่องรายการอีกต่อไป.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “กันตนา”สบช่องทีวีดิจิทัลเกิดรับผลิตคอนเทนต์ป้อน 24 ช่อง -

“ไออาร์ซีพี”หันจับธุรกิจทีวีดิจิทัลขยายโครงข่าย-ขายเซต ทอป บ็อกซ์
“ไออาร์ซีพี”หันลุยธุรกิจทีวีดิจิทัล เดินหน้ารับงานขยายโครงข่ายให้ผู้ที่ได้รับอนุญาตจาก กสทช. พร้อมนำเซต ทอป บ็อกซ์ เข้ามาขาย หวังช่วยดันบริษัทโต 50% นายกังวาล กุศลธรรมรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)หรือไออาร์ซีพี ผู้ดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพในขณะนี้ บริษัทจึงได้ปรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ใหม่ โดยจะให้ความสำคัญกับกลุ่มธุรกิจ นอนโปรเจ็กท์ หรือ กลุ่มงานขายและบริการของภาคเอกชน เนื่องจากปัญหาความไม่สงบทางการเมืองจะส่งผลให้งานโครงการในส่วนราชการต่างๆได้รับผลกระทบ เกิดการล่าช้าทั้งในส่วนของการอนุมัติงบและการเปิดประมูลโครงการใหม่ๆ ทั้งนี้ได้ขยายธุรกิจในส่วนของทีวีดิจิทัล หลังจากที่การประมูลได้เสร็จสิ้นลงไปเรียบร้อยทำให้ผู้ให้บริการเช่าโครงข่าย และผู้ที่ประมูลใบอนุญาตทีวีดิจิทัลได้ต้องรีบลงทุนด้านต่าง ๆเพื่อให้สามารถออกอากาศได้ทันตามกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช.) ที่ให้การออกอากาศครอบคลุม 50% ของพื้นที่ประเทศไทยในสิ้นปีนี้ “ขณะนี้ผู้ให้บริการเช่าโครงข่ายทีวีดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตจากกสทช. กำลังเร่งวางระบบโครงข่ายบริษัทจึงเตรียมเข้าไปเสนองาน ให้ทั้งในส่วนของไทยพีบีเอส อสมท . กองทัพบก และ กรมประชาสัมพันธ์ โดยหลายรายกำลังกำหนดสเปคและแผนงานคาดว่าในส่วนการขยายโครงข่ายนี้จะมีการลงทุนสูงถึง 10,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทหวังส่วนแบ่งการตลาดในส่วนนี้ไม่น้อยกว่า 30 %” นายกังวาล กล่าวต่อว่า บริษัทกำลังรอความชัดเจนในเรื่องของคูปองสนับสนุนกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลหรือเซตทอป บ็อกซ์ จากทาง กสทช. เพื่อเตรียมนำเซต ทอป บ็อกซ์ เข้ามาจำหน่ายด้วย โดยเบื้องต้นจะใช้ชื่อว่า “กล่องชัด-ดี” โดยร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่มีความแข็งแกร่งในเรื่องช่องทางการชายและบริการ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการคุยรายละเอียดกันอยู่คาดว่าจะมีความชัดเจนในสิ้นเดือน ก.พ.นี้ ตั้งเป้าหมายยอดขายไม่น้อยกว่า 2 ล้านกล่องในสิ้นปี นี้ ซึ่งหากเป็นไปตามแผนจะทำให้บริษัทมีอัตราการเติบโตรวมได้ถึง 50% ในปี 2557 จากเดิมที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีการเติบโตประมาณ 20% เท่านั้น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ไออาร์ซีพี”หันจับธุรกิจทีวีดิจิทัลขยายโครงข่าย-ขายเซต ทอป บ็อกซ์