นายทวี ปิยะพัฒนา รองประธานอาวุโสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท. ได้ยื่นหนังสือให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาเห็นชอบให้กระทรวงการคลังสามารถดำเนินโครงการให้วงเงินสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการใน3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรน 1.5% วงเงิน 25,000 ล้านบาท โดยธนาคารออมสินเป็นผู้ดำเนินโครงการ เนื่องจากที่ผ่านมาที่ประชุมครม. ได้มติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอขยายระยะเวลาโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบกิจการใน 3จังหวัดชายแดนภาคใต้(ซอฟท์โลน) ออกไปอีก 1 ปีโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค.57 แต่รัฐบาลประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรทำให้กระทรวงการคลัง ไม่มั่นใจในการเดินหน้าโครงการ จึงต้องให้ กกต. อนุมัติก่อน อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าว ถือว่า มีความสำคัญต่อผู้ประกอบการที่ลงทุนขยายกิจการใน3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างมาก ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดชายแดนที่ปัจจุบันมีการลงทุนใหม่น้อยอยู่แล้ว แต่จำเป็นต้องรักษาผู้ประกอบการเก่าให้อยู่ได้ซึ่งกลุ่มนี้ ยังต้องการสินเชื่อสำหรับหมุนเวียนในธุรกิจ หรือลงทุนขยายกิจการปรับประสิทธิภาพการผลิต “เราต้องเสนอเรื่องนี้ให้ทาง กกต. อนุมัติ เพราะกระทรวงการคลังเขาไม่มีอำนาจเนื่องจากรัฐบาลได้ยุบสภาฯ ไปแล้ว ที่ต้องเร่งผลักดัน เพราะหากโครงการต่ออายุไม่ได้ผู้ประกอบการต้องกลับไปใช้ดอกเบี้ยปกติ 7-8% จะยิ่งทำให้แรงจูงใจในการลงทุนในพื้นที่3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ลดลง” ทั้งนี้ในปัจจุบันผู้ประกอบการจะใช้สินเชื่อตามวงเงินซอฟท์โลนอยู่ปีละประมาณ23,000 -24,000 ล้านบาท โดยโครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่องจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เป็นผู้ให้ซอฟท์โลนด์ตั้งแต่ปี 45- 53 แต่เวลาต่อมากฎหมายใหม่ของ ธปท.ไม่อนุญาตให้ธปท. ปล่อยสินเชื่อได้ ที่ประชุม ครม. จึงให้กระทรวงการคลังดูแลเรื่องนี้แทน ซึ่งจะต่ออายุโครงการปีต่อปี โดยล่าสุด ครม. อนุมัติไปแล้วแต่ยุบสภาฯก่อนจึงต้องขอการอนุมัติจาก กกต.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุ้น กกต.อนุมัติซอฟ์โลน 3 จังหวัดภาคใต้
เดือน: มกราคม 2014
-

ลุ้น กกต.อนุมัติซอฟ์โลน 3 จังหวัดภาคใต้
-

หุ้นไทยวันที่ 20 มกราคม 2557 ปิดร่วง 5.42 จุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 20ม.ค. ดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวผันผวนและส่วนใหญ่อ่อนตัวในแดนลบตามแรงเทขายเพื่อลดความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองในประเทศ หลังยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆเข้ามาสนับสนุนการลงทุน อีกทั้งเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นภูมิภาคที่ปิดลบโดยระหว่างวันหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,297.93 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 1,287.84 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,289.99 จุด ลดลง 5.42จุด หรือ 0.42% ด้วยมูลค่าการซื้อขายเบาบาง 19,062.46 ล้านบาทสำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด5 อันดับแรก1. เอไอเอส ปิดที่ 210.00 บาท ลดลง 4.00 บาท2. ธ.กสิกรไทย ปิดที่ 165.50 บาท ลดลง 2.50 บาท3. ธ.กรุงเทพ ปิดที่ 175.50 บาท ลดลง 3.50 บาท4. จัสมิน ปิดที่ 7.20 บาท ลดลง 0.10 บาท5. พีทีทีจีซี ปิดที่ 73.25 บาท ลดลง 1.00 บาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยวันที่ 20 มกราคม 2557 ปิดร่วง 5.42 จุด -

พาณิชย์สอบโก่งราคาเนื้อหมูเกิน 160 บาท/กก.
นายสมชาติสร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ เตรียมเชิญผู้ประการโรงชำแหละ และผู้ประกอบการเขียงหมูในพื้นที่มีปัญหาถูกร้องเรียนว่าขายหมูเกินราคาแนะนำที่กรมกำหนดไว้มาก โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวะฉะเชิงเทรา และราชบุรี ซึ่งกำหนดให้ราคาขายปลีกเนื้อหมูไม่เกินกก.ละ 140-150 บาทแต่มีการโก่งราคาขายเกินกก.ละ 155-160 บาทแล้วเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาให้ราคาเนื้อหมูอยู่ในระดับไม่แพงมากนักจนสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้าน“ที่ผ่านมากรมได้คุยกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติแล้วว่าจะตรึงราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มไม่เกินกก.ละ72 บาท ซึ่งราคาขายปลีกเนื้อหมูจะต้องไม่เกิน 140-150 บาทในส่วนของพื้นที่ภาคกลางและกรุงเทพฯ แต่หากพื้นที่ไหนขายเกินราคา ก็ต้องเรียกมาสอบสวนหากตักเตือนไม่เชื่อจะใช้กฎหมายจัดการ เพราะถือว่าจงใจทำให้ราคาปั่นป่วนมีโทษตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 จำคุก 7 ปี ปรับ 140,000บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”นอกจากนี้ มีแผนจะเรียกผู้ประกอบการตลาดสดมาขอความร่วมมือ ให้มีการขายราคาหมูตามราคาแนะนำที่กรมกำหนด พร้อมติดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคตรวจสอบราคา ซึ่งหากได้รับการร้องเรียนไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า และตรวจพบว่าเป็นความจริง จะมีโทษปรับ 10,000 บาทอย่างไรก็ตามจะรณรงค์ให้ประชาชนบริโภคโปรตีนชนิดอื่นที่มีราคาถูกก่อน เช่น เนื้อไก่ เนื้อปลาในช่วงที่ราคาหมูสูงขึ้น เนื่องจากปริมาณหมูในตลาดลดลงสวนทางกับการบริโภคที่เพิ่มขึ้นในช่วงใกล้เทศกาลตรุษจีนซึ่งเชื่อว่าหลังจากผ่านเทศกาลตรุษจีนแล้วนั้น ราคาเนื้อหมูจะปรับลดลงตามกลไกตลาด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์สอบโก่งราคาเนื้อหมูเกิน 160 บาท/กก.