ปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยที่มักใช้สมุนไพรในการพอกหน้า ขัดผิว ทดแทนการใช้เครื่องสำอางสูตรปัจจุบัน ที่มีส่วนประกอบเป็นสารเคมีเป็นส่วนใหญ่ แต่การใช้สมุนไพรเหล่านี้ หากไม่มีมาตรฐานก็อาจก่อให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน ดร.สมพร จองคำ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือสทน .กล่าวว่า การใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ขัดหน้า ขัดตัวจัดเป็นเครื่องสำอางที่ต้องได้มาตรฐานเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ ซึ่งผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 152-2555 เครื่องสำอาง ได้กำหนดให้มีการตรวจเชื้อจุลินทรีย์ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางดังนี้ คือ จำนวนเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมดต้องน้อยกว่า 1,000 โคโลนีต่อกรัม และจะต้องไม่พบเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคประเภท Staphy lococcus aureus, Pseudomonas aeruginosa ซึ่งเป็นเชื้อโรคที่ส่งเสริมให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงขึ้น เช่น หากติดเชื้อที่ปอดอาจจะทำให้ปอดและหลอดลมอักเสบ รวมถึงหากได้รับเชื้อทางผิวหนังอาจจะทำให้เกิดโรคทางผิวหนังชนิด ecthyma gangrenosum คือ มีอาการลักษณะบวม แดง ค่อนข้างแข็ง ต่อมาจะกลายเป็นเนื้อตายได้ และในเครื่องสำอางสมุนไพรจะต้องตรวจไม่พบ Clostridium spp. ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคบาดทะยัก สทน.โดยนักวิจัยของศูนย์ฉายรังสี ได้ทำการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นทางจุลชีววิทยาในวัตถุดิบสมุนไพรและส่วนผสมชนิดอื่น ๆ ที่มักใช้ผลิตเป็นเครื่องสำอางสมุนไพรไทยจำนวน 10 ชนิด ได้แก่ ไพล ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน ว่านนางคำ ทานาคา กวาว เครือ จันทน์หอม เปลือกมังคุดดินสอพอง และจันทน์เทศแดง โดยพบว่าในวัตถุดิบทั้ง 10 ชนิด มีจำนวนแบคทีเรียทั้งหมดในระดับที่สูงมาก คือ 1,000-1,000,000 โคโลนีต่อกรัม ทั้ง ๆ ที่ค่ามาตรฐานของไทยที่กำหนดคือ ต้องมีไม่เกิน 1,000 โคโลนีต่อกรัม และพบการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ Clostridium spp. ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคบาดทะยัก ในวัตถุดิบ 4 ชนิด คือ ไพล ทานาคา กวาวเครือ และ ดินสอพอง ซึ่งใช้เป็นส่วนประกอบหลักในเครื่องสำอางสมุนไพรไทย เห็นได้ว่าวัตถุดิบเครื่องสำอางสมุนไพรไทยมีคุณภาพทางด้านเชื้อจุลินทรีย์ต่ำมาก หากนำมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางก็จะทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์สูงเช่นเดียวกัน จากนั้นได้สุ่มตรวจเครื่องสำอางสมุนไพรไทยที่สามารถหาซื้อตามตลาดทั่วไป เช่น ครีมโคลนสมุนไพรพอกตัวจำนวน 12 ตัวอย่างพบว่ามีจำนวนเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมดเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ 5 ตัวอย่าง (ร้อยละ 41.67) แป้งสมุนไพรพอกหน้าและขัดตัวจำนวน 40 ตัวอย่าง พบว่ามีจำนวนเชื้อจุลินทรีย์ทั้งหมดเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ 27 ตัวอย่าง (ร้อยละ 67.5) และพบการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ Clostridium spp. ถึง 22 ตัวอย่าง (ร้อยละ 55) ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าการที่เครื่องสำอางสมุนไพรไทยไม่ได้มาตรฐานนั้น สาเหตุหลักเนื่องจากวัตถุดิบเป็นสมุนไพรที่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์มาก หากจะนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจะต้องมีคุณภาพสูงและต้องเป็นชนิดที่ใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางโดยเฉพาะ (cosmetic grade) ซึ่งควรที่จะปราศจากเชื้อจุลินทรีย์คือเป็น Sterilized grade ซึ่งในตลาดเมืองไทยปัจจุบันผู้ประกอบการยังละเลยในจุดนี้ อย่างไรก็ตามทาง สทน.ได้นำเทคโนโลยีการฉายรังสีแกมมาประยุกต์เพื่อใช้ในการฆ่าเชื้อโรคในผลิตภัณฑ์อาหาร สมุนไพร เครื่องเทศ เพื่อลดปริมาณเชื้อจุลินทรีย์รวมถึงการกำจัดเชื้อก่อโรค ผลปรากฏว่า การใช้รังสีแกมมาเพื่อลดปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ในวัตถุดิบของเครื่องสำอางสมุนไพร และเครื่องสำอางสมุนไพรประเภทแป้งพอกหน้าขัดตัว ครีมโคลนหมักตัวสามารถดำเนินการได้ และมีประสิทธิภาพมาก ปริมาณรังสีที่ใช้จะขึ้นกับปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ โดยพบว่า ปริมาณรังสีแกมมาที่ 6.5-10 กิโลเกรย์สามารถลดปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ลงได้อย่างน้อยหมื่นถึงแสนเท่า (4-5 log cycle) ซึ่งอยู่ในขั้นปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัย ผู้บริโภคควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานผ่านการฆ่าเชื้อโรคอย่างถูกวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงเชื้อโรคที่อาจจะทำอันตรายต่อผิวและร่างกายได้ หากผู้ประกอบการเกี่ยวกับเครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร สนใจนำวัตถุดิบหรือสินค้า นำมาฉายรังสีแกมมาเพื่อฆ่าเชื้อโรค ลดปริมาณจุลินทรีย์ สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ฉายรังสี สทน.หรือ www.tint.or.th.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สทน. เตือน ใช้เครื่องสำอางสมุนไพรเสี่ยงเชื้อโรค
เดือน: มกราคม 2014
-

สทน. เตือน ใช้เครื่องสำอางสมุนไพรเสี่ยงเชื้อโรค
-

กทค.ลั่น แผนปี 57 เน้นจัดสรรคลื่น
กทค.ย้ำ แผนการดำเนินงานปี 57 เดินหน้าจัดสรรคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคมเพื่อเกิดประโยชน์แก่ประชาชนให้มากที่สุด ลั่น สถานการณ์ทางการเมืองที่รุนแรงไม่เป็นอุปสรรค พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานกิจการโทรคมนาคม (กทค.) กล่าวว่า ในการดำเนินงานของ กทค.ปี 57 นี้ สิ่งที่ กทค.จะดำเนินการคือ การเปิดประมูลคลื่นความถี่ 4 จี ย่านความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ 900 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อตอบสนองการใช้คลื่นความถี่ที่จะต้องจัดสรรให้เกิดประโยชน์กับประชาชนให้มากที่สุด นอกจากนี้ กทค.จะเดินหน้าการประเมินการใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 2300 เมกะเฮิรตซ์และ 2600 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อรองรับบรอดแบนด์ไร้สายในอนาคต อีกทั้ง จะผลักดันความถี่ย่าน E-Band (70-80 กิกะเฮิรตซ์) และความถี่ย่าน V-Band (60 กิกะเฮิรตซ์) เพื่อนำมาใช้งานเป็น Fixed Link สำหรับ Haul ของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือเป็นการใช้งานเป็นเครือข่ายภายในองค์กรต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งนอกจากกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่จะต้องใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการแล้ว ในกิจการอื่น ก็จำเป็นต้องใช้คลื่นความถี่เข้ามาช่วยสนับสนุนในกิจการแทบทั้งสิ้น เช่น การจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อรองรับโครงการสร้างรถไฟความเร็วสูง โดยการใช้คลื่นความถี่สำหรับควบคุมการจราจรและรักษาความปลอดภัยของระบบราง เป็นต้น “นโยบายที่ กทค.กำลังดำเนินงาน ได้แก่ การทำแผนของกิจการโทรคมนาคมสำหรับป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แนวทางกำกับดูแลกิจการดาวเทียม แนวทางการกำกับดูแลกิจการเคเบิลระหว่างประเทศทั้งภาคพื้นดินและภาคใต้ทะเล แนวทางการปรับเปลี่ยน การกำกับดูแลราคาค่าบริการเป็นต้น” พ.อ. เศรษฐพงค์ กล่าว.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กทค.ลั่น แผนปี 57 เน้นจัดสรรคลื่น -

เอเอ็มดี เปิดตัวเอพียูใหม่เจาะตลาดเกมเมอร์
วันนี้(20 มค.57) ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพ เอเอ็มดี เปิดตัว คาเวอรี่ เอพียู ใหม่ล่าสุด ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกม โดยนายจักรกฤช วัชระศักดิ์ศิลป์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัทเอเอ็มอี ฟาร์อีส เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดไอทีไทยในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในส่วนของตลาดโน้ตบุ๊คมีการเติบโตลดลงเกือบ 20 % ขณะที่ตลาดพีซีแบบตั้งโต๊ะ ค่อนข้างนิ่ง แต่ยังมีการเติบโตอยู่บ้างในส่วนของตลาดภาครัฐ และกลุ่มพีซีสมรรถนะสูงรวมถึงกลุ่มพีซีแบบออลอินวันจากภาวะตลาดที่ชะลอตัวทั้งด้านโน้ตบุ๊คและพีซี ทำให้ในปีนี้เอเอ็มดีจะโฟกัสตลาดเฉพาะกลุ่มมากขึ้น โดยมุ่งเน้นการทำตลาดใน 2 กลุ่มหลักคือ กลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และกลุ่มเกมเมอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการใช้คอมพิวเตอร์ระดับไฮเอนด์หรือมีสมรรถนะสูง นอกจากนี้จะมีความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในการทำตลาดมากขึ้นโดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัดที่ตลาดดังกล่าวยังมีการเติบโตสูงกว่ากรุงเทพทั้งนี้ล่าสุดเอเอ็มดีได้เปิดตัวเอพียู ใหม่ล่าสุดซีรี่ย์ เอ ซึ่งมาพร้อมกับกราฟฟิกการ์ดรุ่น RadoenR7 หรือที่มีโค้ดเนมชื่อ คาเวอรี่ ( Kaveri) ซึ่งถูกออกแบบให้มีฟีเจอร์ใหม่ ซึ่งมอบพลังประมวลผลที่เหนือชั้น และประสิทธิภาพการเล่นเกมที่น่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้น“ ตลาดเกมเมอร์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเอเอ็มดีจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อสนับสนุนธุรกิจด้านนี้ ด้วย เอพียู รุ่นล่าสุดที่ทรงพลังและเป็นมิตรกับเหล่านักพัฒนาเอเอ็มดีจะยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดเกมเมอร์ไว้อย่างเหนียวแน่น ” นายจักรกฤช กล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอเอ็มดี เปิดตัวเอพียูใหม่เจาะตลาดเกมเมอร์