รายงานข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่าขณะนี้ สศค.ได้ติดตามสถานการณ์กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างใกล้ชิดเนื่องจากปัจจุบันกลุ่มประเทศดังกล่าว เริ่มแสดงถึงความอ่อนไหวหลังจากเกิดการตีกลับของเงินทุนเคลื่อนย้าย ส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนและตลาดเงินแต่การส่งออกกลับไม่ได้ปรับตัวดีขึ้น รวมทั้ง กระทบต่อเสถียรภาพและภาคเศรษฐกิจจริงซึ่งถือเป็นสภาวะที่มีความสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจ ปี 57 “เศรษฐกิจโลก ปี 57ภาพรวมถือเป็นปีของการฟื้นตัว โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะสามารถเติบโตจากปีที่ผ่านมาสาเหตุหลักมาจากการฟื้นตัวของประเทศ ขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่นเนื่องจากความเสี่ยงที่เคยคุกคามเศรษฐกิจในปี 56 กลับลดลงอย่างมากทั้งความเสี่ยงของการแตกสลายของกลุ่มยูโรโซนการหยุดการดำเนินงานของรัฐบาลสหรัฐที่ชะลอลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนายังเติบโตได้ยากเนื่องจากยังมีภาระทางการคลังขนาดใหญ่และการสูญเสียระดับผลิตภาพทางปัจจัยทุนและแรงงานไปในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ” สำหรับแนวโน้มการส่งออกสินค้าของไทย ในปี 57คาดว่าจะมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นจากปีที่ผ่านมาเนื่องจากได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องตามการจ้างงาน และเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ขยายตัวเร่งขึ้นจากนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยสินค้าที่ยังคงขยายตัวได้ดี ได้แก่สินค้าอิเล็คทรอนิกส์ ยานยนต์ และสินค้าเกษตร โดยเฉพาะไก่และกุ้งตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งปัญหาอุปทานขาดแคลนในสินค้าเกษตรที่คาดว่าจะคลี่คลายลง ซึ่ง สศค.ประเมินว่าการส่งออกสินค้าและบริการปี 57 จะขยายตัวที่ 7% อย่างไรก็ตามความเสี่ยงทางการเมืองที่ยืดเยื้อยังคงเป็นปัจจัยกดดันโอกาสการฟื้นตัวต่อเศรษฐกิจไทยที่อาจทำให้ทิศทางราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นและมีผลกดดันการใช้จ่ายของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง รวมทั้ง เป็นแรงผลักดันให้เงินเฟ้อในปี57 จะมีโอกาสขยับสูงขึ้นกว่าระดับในปี 56 โดย สศค. ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในปี 57 จะอยู่ที่ 2.4% ซึ่งคาดการณ์จากปัจจัยต่าง ๆทั้งการอ่อนค่าของเงินบาท, การปรับราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี) ภาคครัวเรือนและภาคขนส่งเพิ่มขึ้นเดือนละ50 สตางค์, การปรับค่าไฟฟ้า เอฟที และผลกระทบต่ออุปสงค์ภายในประเทศจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธปท. มาอยู่ที่ระดับ 2.25 อีกด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศค.จับตากลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
เดือน: มกราคม 2014
-

สศค.จับตากลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
-

ชงอัยการฯ ชี้ขาดสัญญาปตท.เช่าที่รถไฟฯ
นายประภัสร์ จงสงวนผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาต่อสัญญาเช่าพื้นที่ตั้งสำนักงานใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)จำนวน 24 ไร่ว่าล่าสุดยังเจรจาหาทางออกร่วมกันไม่ได้ หลังจากขีดเส้นตายไว้เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.56 ที่ผ่านมา ดังนั้นทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบให้ทำหนังสือส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดช่วยพิจารณาหาข้อยุติเนื่องจากสำนักงานอัยการสูงสุดสามารถพิจารณาข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานรัฐได้โดยขณะนี้ฝ่ายฝ่ายกฎหมาย ร.ฟ.ท. กำลังเร่งจัดทำรายละเอียดและคาดว่าจะส่งอัยการได้ภายในเดือนม.ค.นี้ ทั้งนี้ประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งในปัจจุบันคือ ร.ฟ.ท.ต้องการต่อสัญญาเช่าพื้นที่เดิมที่สิ้นสุดสัญญาวันที่ 31 มี.ค.56 ออกไปอีก 30 ปี โดยคิดเงินค่าเช่าเป็นเงิน 1,792 ล้านบาท แต่ทางปตท. ไม่เห็นด้วยและยืนยันที่จะยึดตามสัญญาเดิมที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยทำไว้กับ ร.ฟ.ท.ซึ่งในสัญญาระบุว่าหากการปิโตรเลียมฯ เช่าที่ดินครบ 30 ปีแล้วให้สามารถเช่าต่อได้อีก 30 ปีโดยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าดังนั้น ปตท.จะยอมจ่ายค่าเช่าใหม่ที่ 800 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญา 30 ปีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ร.ฟ.ท.ไม่สามารถยอมรับได้เช่นกัน เพราะสัญญาเดิมที่ระบุไว้นั้น ปตท. ยังเป็นการปิโตรเลียมแห่งประเทศซึ่งมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ปัจจุบัน ปตท.ได้เปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทมหาชนแล้วและมีกำไรเกินกว่าปีละแสนล้านบาทจึงเห็นว่าอัตราค่าเช่าที่เหมาะสมตามผลศึกษาควรอยู่ที่ 1,792 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญา 30 ปี โดยจ่ายในครั้งเดียว ส่วนการเรียกเก็บค่าเช่าย้อนหลังเดือนละ 6 ล้านบาท จากเดือนมี.ค.56 นั้น ร.ฟ.ท.จะเรียกเก็บย้อนหลังแน่นอนแต่ต้องรอหลังอัยการพิจารณาเรื่องเรียบร้อยแล้ว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงอัยการฯ ชี้ขาดสัญญาปตท.เช่าที่รถไฟฯ -

ตลาดอสังหาฯปี57 เริ่มซึม
นายอิสระ บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดาพร็อพเพอร์ตี้จำกัด อดีตนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 56 ที่ผ่านมานั้นขยายตัวอย่างร้อนแรงมีโครงการที่อยู่อาศัยเปิดใหม่มากถึง 120,000 หน่วย ถือว่ามีสินค้าเข้าสู่ตลาดสูงสุดในรอบ 16 ปีแยกประเภทที่อยู่อาศัยแนวราบ 40,000-45,000 หน่วยและที่อยู่อาศัยแนวสูงกว่า 80,000-90,000 หน่วย แต่สำหรับสถานการณ์ตลาดรวมอสังหาฯปี 57 นี้ คาดว่าการเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงแม้จะไม่มีสถานการณ์ด้านการเมืองและปัญหาเศรษฐกิจเข้ามากระทบก็ตามและถือว่าปัจจัยลบดังกล่าวเข้ามาช่วยลดความร้อนแรงของตลาดอสังหาฯได้พอสมควร “ปีที่ผ่านมา ปริมาณที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นในตลาดส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อขยายการลงทุนที่อยู่อาศัยแนวสูงในพื้นที่ชานเมือง ต่างจากช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาที่จะลงทุนเปิดโครงการในเมือง โดยเฉพาะที่ติดกับแนวรถไฟฟ้าส่งผลให้มีสินค้าในเมืองเกิดขึ้นจำนวนมาก ขณะเดียวกันที่ดินที่เหมาะพัฒนาอาคารสูงมีจำกัดขึ้น ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นจึงทำให้เกิดการไปพัฒนาโครงการคอนโดฯระดับราคาล้านต้น ๆในพื้นที่ชานเมืองมาก”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตลาดอสังหาฯปี57 เริ่มซึม