เดือน: กุมภาพันธ์ 2014

  • ฮิตาชิอวดระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์

    ฮิตาชิอวดระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์

    บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น (เอชดีเอส) ธุรกิจในเครือของบริษัท ฮิตาชิ จำกัด  เปิดตัวต้นแบบการจัดการเนื้อหาทางการแพทย์เป็นครั้งแรก เพื่อช่วยสนับสนุนโมเดลการใช้งานเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (ElectronicMedical Records Adoption Model: EMRAM) ที่จัดทำโดยสมาคมระบบการจัดการและระบบสารสนเทศบริการสุขภาพ(Healthcare Information and Management Systems Society: HIMSS) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต้นแบบนี้จะช่วยให้องค์กรด้านสุขภาพสามารถนำมาประยุกต์ใช้และวางแผนการลงทุนด้านไอทีได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อนำระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (EMR) มาใช้ในการก้าวสู่องค์กรสถานพยาบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบ ปัจจุบันสถานพยาบาลทั่วโลกกำลังนำแอพพลิเคชั่นEMR มาใช้ในองค์กรกันอย่างแพร่หลาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพด้านการบริการและการรักษาให้ดียิ่งขึ้นทางสมาคม HIMSS จึงได้จัดทำโมเดล EMRAM สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก8 ระดับเพื่อมาตรฐานในการสนับสนุนและให้คำแนะนำแก่องค์กรด้านสุขภาพ จอห์นนี มาผู้จัดการทั่วไปฝ่ายโซลูชั่นสำหรับภาคธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท ฮิตาชิดาต้า ซิสเต็มส์ กล่าวว่า สถานพยาบาลและธุรกิจด้านสุขภาพเป็นกลุ่มองค์กรที่มีข้อมูลขนาดใหญ่(Big Data) และกำลังประสบกับการเพิ่มจำนวนที่มากขึ้นอย่างรวดเร็วทั้งในด้านปริมาณและความหลากหลายของข้อมูลเมื่อนำแอพพลิเคชั่นEMR เข้ามาใช้งาน ในขณะที่ข้อมูลผู้ป่วยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่ององค์กรจึงจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่สามารถปรับขยายได้ในระดับสูงเพื่อสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยรวมทั้งลดต้นทุนการเป็นเจ้าของโดยรวม นายมารุต มณีสถิตย์กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ พีทีอี ลิมิเต็ดกล่าวว่า  ระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (ElectronicMedical Record – EMR) สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในด้านการจัดการเอกสารได้อย่างมากรวมทั้งลดความผิดพลาดและการทำงานที่ซ้ำซ้อนได้   ตลาดเมืองไทยมีศักยภาพพร้อมที่จะนำระบบ EMRมาพัฒนาใช้เป็นระดับสูง อาทิ เช่น ระดับ 7ที่เป็นสภาพแวดล้อมแบบไร้กระดาษ ซึ่งมีความพร้อมใช้งานได้ 100%และมีความมั่นคงต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ   และยังนำไปใช้ร่วมกับระบบต่างๆ  ปรับขยายในการรองรับธุรกิจในอนาคตและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ฮิตาชิอวดระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์

  • กรุงไทยย้ำไม่เป็นเครื่องมือการเมืองปล่อยกู้จำนำข้าว

    กรุงไทยย้ำไม่เป็นเครื่องมือการเมืองปล่อยกู้จำนำข้าว

    นายวรภัค  ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย  เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวลือการประชุมคณะกรรมการบริหารในวันนี้(4 ก.พ.) มีการพิจารณาปล่อยกู้ให้กับโครงการรับจำนำข้าววงเงิน 160,000 ล้านบาทว่า ไม่เป็นความจริง  และไม่มีการร้องขอจากรัฐให้ปล่อยกู้  ซึ่งปัจจุบันกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถือหุ้นอยู่ในธนาคารสัดส่วน 55% และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีผู้ถือหุ้นรายย่อยสัดส่วน 45% กำกับดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)   และตลาดหลักทรัพย์ฯ  โดยการบริหารงานคณะกรรมการมีจรรยาบรรณ ทำหน้าที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับผู้ถือหุ้นและผู้ฝากเงิน  และตลอดระยะเวลาที่เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ในกรุงไทย 1 ปี 3 เดือน  ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และยุติธรรม “ไม่อยากยุ่งกับโครงการที่ทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะที่ผ่านมามีข่าวหนาหูว่าโครงการไม่ชอบมาพากล แต่ไม่สามารถที่จะออกความคิดเห็นได้ เนื่องจากโครงการรับจำนำข้าวมีกระทรวงพาณิชย์ องค์การคลังสินค้า(อคส.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) เป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลการรับจำนำและการปล่อยกู้ให้กับชาวนา โดยยอมรับว่าชาวนาที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติได้รับความเดือดร้อน แต่เชื่อว่าหากได้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศจะมีทางออกที่ดี เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับสถาบันการเงิน”  ทั้งนี้ต้องรอดูว่ากระทรวงการคลังจะหาทางออกช่วยเหลือชาวนาอย่างไร  โดยธนาคารต้องการให้เม็ดเงินถึงชาวนา 100%  ซึ่งหากข้อกฎหมายมีความชัดเจนและเม็ดเงินไม่ตกหล่น ธนาคารพร้อมเข้าช่วยเหลือชาวนา   แต่การปล่อยกู้ชาวนาโดยตรงเป็นเรื่องยากต้องผ่านกลไกของรัฐคือธกส. หากจะปล่อยกู้ตรงต้องรื้อโครงสร้างใหม่  “ถ้ากฎหมายไม่ชัดเจนจะไม่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าว และยืนยันว่าจะไม่ทำอะไรให้กรุงไทยได้รับความเสียหาย  เพราะตนอยู่วงการการเงินการธนาคารมากว่า 20 ปี และเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับการโปโมทเป็นผู้จัดการสาขาสถาบันการเงินสหรัฐประจำประเทศไทยอายุเพียง 31 ปี  ซึ่งการทำงานเป็นมืออาชีพไม่ได้มาจากการเมือง และไม่ได้ตอบแทนผลประโยชน์ให้กับใคร แต่ทำเพื่อประเทศชาติ “ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้รับหนังสือจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกวงเงิน 20,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้เข้าร่วมประมูล เพราะกฎหมายยังไม่ชัดเจนและไม่รู้ว่ารัฐบาลรักษาการมีอำนาจค้ำประกันได้จริงหรือไม่และเป็นภาระผูกพันกับรัฐบาลหรือไม่ และให้ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านกฏหมายทั้งภายในและภายนอก รวมทั้งหารือกับสมาชิกสมาคมธนาคารไทยหารือข้อกฎหมาย คาดว่าได้ข้อสรุปชัดเจนสัปดาห์นี้  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า   ภายหลังจบการแถลงข่าวพนักงานของกรุงไทยแต่งชุดดำประมาณ 50 คน รวมตัวกันเป่านกหวีดให้กำลังใจกับนายวรภัค  และยืนยันว่าธนาคารไม่ได้ปล่อยกู้โครงการและไม่มีวาระประชุมเรื่องนี้ และไม่นำเงินฝากไปปล่อยโครงการที่โปร่งใสและธนาคารยุคใหม่จะชัดเจนและซื่อสัตย์ไม่เป็นเครื่องมือของนักการเมืองทำให้พนักงานเฮลั่น!  นอกจากนี้พนักงานแจ้งว่าสาขาทำงานลำบากมาก เพราะลูกค้าถามเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งนายวรภัคให้พนักงานแจ้งกับลูกค้า100% ว่าไม่ได้ปล่อยกู้    หลังจากนั้นนายวรภัคจะขอตัวไปประชุมบอร์ดบริหาร   ทั้งนี้กลุ่มผู้ชุมนุมได้กล่าวหาว่าสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจกรุงไทยไม่ได้เข้ามาปกป้องภาพลักษณ์ขององค์กรเหมือนสหภาพฯ ออมสิน หรือสหภาพฯ ธกส. ขณะที่นายพิศลย์ ขวัญกิจเลิศพงษ์ กรรมการสหภาพฯ ได้ชี้แจงกับพนักงานว่าได้ติดตามเรื่องนี้ใกล้ชิด และไม่เห็นด้วยกับโครงการรับจำนำข้าว   

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กรุงไทยย้ำไม่เป็นเครื่องมือการเมืองปล่อยกู้จำนำข้าว

  • ร.ฟ.ท.สับขาใช้งบ 1.76 แสนล้าน

    ร.ฟ.ท.สับขาใช้งบ 1.76 แสนล้าน

    นายทนงศักดิ์ พงษ์ประเสริฐ ผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ร.ฟ.ท.จะกลับไปใช้เงินกู้ 1.76 แสนล้านบาท ที่ ครม.เคยอนุมัติปี 53 ให้นำไปลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ ร.ฟ.ท. แทนการใช้เงินกู้จาก พรบ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เนื่องจาก พ.ร.บ.ดังกล่าวยังรอการพิจาณาจากศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งหากดำเนินการได้ ก็อาจต้องล่าช้า และต้องรอรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาพิจารณาว่าจะเดินหน้าต่อไปหรือไม่  “ร.ฟ.ท.เห็นว่าการกลับไปใช้เงินกู้ 1.76แสนล้านบาท น่าจะดำเนินการได้ เพราะเป็นกรอบวงเงินที่มติของ ครม.เคยอนุมัติไว้อยู่แล้ว แต่ภายหลัง เมื่อรัฐบาลชุดที่ผ่านมามีการผลักดันโครงการใน พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท จึงได้ยกก้อน 1.76 แสนรวมเข้าไปด้วย ดังนั้นขณะนี้เมื่อ พ.ร.บ. 2 ล้านล้าน สะดุด จึงสามารถโยกกลับไปใช้งบเงินกู้เดิมได้” สำหรับโครงการสำคัญ ที่ต้องดำเนินการภายใต้เงินกู้ดังกล่าว จะเป็นการก่อสร้างรถไฟทางคู่ทั่วประเทศตามแผนงานที่กำหนด เนื่องจากเป็นเรื่องจำเป็น ที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญ และมองว่าจะต้องเดินหน้าโครงการต่อไป แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ก็ตาม ซึ่งการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการจัดซื้อขบวนรถใหม่มาให้บริการ เพื่อให้ขบวนรถเพียงพอกับความต้องการของประชาชนในทุกเส้นทาง เพราะหากก่อสร้างรถไฟทางคู่ได้แล้วเสร็จ การเดินรถจะสะดวกรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ประชาชนเข้าใช้บริการเพิ่มขึ้นด้วย นายทนงศักดิ์ กล่าวว่า จำนวนขบวนรถที่มีอยู่ในปัจจุบัน ถือว่าสามารถให้บริการกับประชาชนได้อย่างเพียงพอในช่วงเวลาปกติ แต่หากเป็นช่วงเทศกาลจะมีผู้ใช้บริการเป็นจำนวนมาก อาจจะไม่เพียงพอ ร.ฟ.ท.จึงอยู่ระหว่างทยอยจัดซื้อมาให้บริการเพิ่มเติมตามแผนงานที่กำหนด แต่หากมีรถไฟทางคู่ครอบคลุมไปในทุกพื้นที่แล้ว ก็ต้องพิจารณาว่าจะทยอยเพิ่มรถเท่าไรถึงเพียงพอ ส่วนการให้บริการขบวนรถไฟฟรี ขณะนี้ยังเพียงพอ โดยขบวนรถที่ให้บริการในภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศมี 164 ขบวนต่อวัน จะวิ่งให้บริการในระยะทางไม่ไกล 100-150 กม.ส่วนขบวนรถเร็ว ซึ่งเป็นรถไฟชั้น 3 ที่ให้บริการในเส้นทางระยะไกล จากกรุงเทพฯ ออกไปยังทุกเส้นทางในต่างจังหวัดมี 8 ขบวนต่อวัน แต่ละขบวนสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 600 คน ทั้งนี้การบริการรถไฟฟรี ไม่ส่งผลกระทบกับรายได้ของ ร.ฟ.ท. เพราะได้รับการชดเชยจากรัฐบาลอยู่แล้ว แต่อาจได้เงินช้าบ้าง จึงไม่สามารถนำเงินมาหมุนเวียนได้ทันทีเหมือนกับการเก็บรายได้จากผู้โดยสารโดยตรง ส่วนการให้บริการต่อไปหรือยกเลิกบริการ เป็นอำนาจของรัฐบาลใหม่เป็นผู้พิจารณา โดยต้องการให้หาวิธีคัดกรองให้ผู้ใช้บริการเป็นผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง เพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการจัดทำโครงการนี้ขึ้นมาด้วย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ร.ฟ.ท.สับขาใช้งบ 1.76 แสนล้าน