ครั้งแรกในไทยจ่ายบิลค่าสาธารณูปโภคผ่านแอพและเว็บ ไซต์ด้วยการตัดผ่านบัตรเครดิต ช่วยเพิ่มความสะดวกลดการเดินทางตั้งเป้าหมายมีคนเข้าใช้ 1 แสนรายภายในสิ้นปีนี้ นายปิยชาติ รัตน์ประสาทพร กรรมการบริหาร บริษัท ทูซีทูพี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทร่วมกับ มาสเตอร์การ์ด เปิดบริการ อีซีบิล (easyBills) ในวันที่ 1 มี.ค.นี้ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการจ่ายบิลค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าสาธารณูปโภค ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น ทุกที่ทุกเวลา ผ่านเว็บไซต์ www.easyBills.in.th และผ่านแอพพลิเคชั่น easyBills บนสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการไอโอเอสและระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ โดยไม่ต้อง ลงทะเบียนล่วงหน้า ถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยปัจจุบันในไทยมีการออกบิลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จำนวนประมาณ 500 ล้านบิลต่อปี ในจำนวนนี้ 30% จะเป็นการชำระเงินผ่านการตัดยอดจากบัญชีธนาคาร ส่วนอีก 70% จะเป็นการถือบิลไปชำระตามเคาน์เตอร์ต่าง ๆ ในส่วนนี้คือกลุ่มเป้าหมายที่บริษัทต้องการเสนอบริการอีซีบิลให้ได้ใช้ “ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่มีความกังวลในเรื่องการจ่ายบิลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ต้องหาเวลาเดินทางไปชำระเงินตามเคาน์เตอร์ บริการอีซีบิล จะช่วยอำนวยความสะดวกให้สามารถชำระเงินได้ง่าย ไม่ต้องสมัคร เพียงแค่มีบัตรเครดิตแล้วกรอกหมายเลขก็สามารถชำระเงินได้ทันที และจะมีการเรียกเก็บเงินตามรอบบัญชีของบัตรเครดิต และยังได้รับแต้มสะสมคะแนนของบัตรเครดิตที่ใช้ด้วย นอกจากนี้ในแอพพลิเคชั่นยังใช้งานง่ายและมีฟีเจอร์แจ้งเตือนเมื่อถึงระยะเวลาในการชำระบิลในรอบบัญชีต่อไปด้วย” นายปิยชาติ กล่าวต่อว่า หลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการจะสามารถชำระบิลต่าง ๆ ได้ 40 ประเภท และจะเพิ่มเป็นมากกว่า 100 บิลภายในสิ้นปีนี้ โดยปัจจุบันบัตรเครดิตในประเทศไทยมีจำนวน 17 ล้านใบ เป็นบัตรของมาสเตอร์ การ์ด จำนวน 40% บริษัทคาดหวังว่าจะมีผู้ถือบัตรมาสเตอร์การ์ดมากกว่า 1 แสนรายมาใช้บริการอีซีบิล ภายในสิ้นปีนี้ หรือมีคนเข้าใช้งานมากกว่า 10,000 รายการต่อเดือน โดยได้เตรียมงบประมาณมากกว่า 1 ล้านบาท เพื่อทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ ให้กลุ่มเป้าหมายได้รับรู้ และในช่วงแรกถึง 30 มิ.ย.นี้ จะให้ลูกค้าได้ทดลองใช้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมสำหรับ 3,000 คนแรกที่จ่ายในแต่ละบิลในแต่ละเดือน หลังจากนั้นจะคิดค่าธรรมเนียมเท่าการจ่ายตามเคาน์เตอร์ประมาณ 10-15 บาทต่อรายการ.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ทูซีทูพี’ เปิดบริการ ‘อีซีบิล’ จ่ายค่าน้ำ-ไฟผ่าน‘แอพ-เว็บไซต์’
เดือน: กุมภาพันธ์ 2014
-

‘ทูซีทูพี’ เปิดบริการ ‘อีซีบิล’ จ่ายค่าน้ำ-ไฟผ่าน‘แอพ-เว็บไซต์’
-

พิษเศรษฐกิจฉุดยอดรูดปื๊ดแบงก์อัดโปรโมชั่นกระตุ้น
ปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อมากว่า 3 เดือน ได้ฉุดอารมณ์บริโภคของคนไทยในเวลานี้อย่างหนัก รวมทั้งยังเข้าสู่ฤดูการชะลอการใช้จ่าย แถมยังมีเรื่องของหนี้ครัวเรือนที่พุ่งขึ้น ทำให้ยอดการรูดบัตรเครดิตในเวลานี้ ดูจะไม่คึกคักเหมือนแต่ก่อน ด้วยเหตุนี้ทำให้บรรดาผู้ประกอบการบัตรเครดิต ไม่ว่าจะเป็นบรรดาธนาคารพาณิชย์ หรือที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ หรือนอนแบงก์ ต้องพาเหรดงัดลูกเล่นทางการตลาด ออกมา กระตุกอารมณ์ของนักช้อปทั้งรายใหม่และรายเดิมกันเป็นแถว ด้วยเหตุนี้จึงได้เห็นสารพัดโปรโมชั่น ที่แบงก์และนอนแบงก์งัดออกมาใช้ในต้นปีม้าทองกันอย่างละลานตากันไปตามสไตล์ของแต่ละบริษัท เริ่มจากค่าย “เคทีซี” ที่เน้นเจาะหมวดใช้จ่ายหลัก ทั้ง กิน-ช้อป-เที่ยว-ประกัน เพื่อสมาชิกบัตรเครดิตทั่วไทย เริ่มจากโปรโมชั่น “999 คะแนน แลกรับเมนูอร่อย” กับ 29 จานเด็ด จาก 12 ร้านดังทั่วประเทศ พร้อมอัดโปรโมชั่นสุดเซอร์ไพร้ส์ ตลอดปี จัด “เคทีซี ฟรายเดย์ ดีไลท์” คะแนนเพิ่มค่า ทุกศุกร์สิ้นเดือนกับร้านค้าที่ร่วมรายการ โดยสมาชิกสามารถติดตามกิจกรรมเซอร์ไพร้ส์ได้ทางเฟซบุ๊ก www.facebook.com/Ktc Real Privileges ตามติดแบงก์ใบโพธิ์เปิดตัว “บัตรเครดิตไทยพาณิชย์ เอ็กซ์ ตร้า แพลทินัม” ดึงพระเอกหนุ่มสุดฮอตอย่าง “เจมส์ มาร์” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุด ซึ่งเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในวัยทำงานที่มีไลฟ์สไตล์ทางการเงิน เพื่อสร้างการรับรู้ไปยังผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยทำงาน ภายใต้สโลแกนว้าว! ทั้ง! วีค! ในบัตรเดียว โดยทุกการใช้จ่ายผ่านบัตร 25 บาท รับคะแนนสะสม 1 คะแนนและจะได้รับเพิ่มอีก 1 คะแนน รวมเป็น 2 คะแนน เมื่อใช้จ่ายตรงวัน ตรงหมวด โดยแคมเปญนี้ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้ากลุ่มสมาร์ท สเปนเดอร์ เพิ่มขึ้น 100,000 รายจากฐานลูกค้าปัจจุบันที่มีอยู่ 700,000 ราย ภายในปีนี้ ฝั่งแบงก์รวงข้าวอัดแคมเปญ “บัตรเครดิตกสิกรไทย บัตรเดียว เที่ยวเหมาลำ” โดยลูกค้าที่ถือบัตรสามารถแลกรับตั๋วเครื่องบินไป-กลับเส้นทางบินในประเทศ ด้วยการสะสมคะแนนเคแบงก์รีวอร์ด พ้อยท์ เพียง 1,000 คะแนนบวกเงิน 1,000 บาท ต่อ 1 ที่นั่ง สามารถแลกตั๋วโดยสารเที่ยวบินในประเทศและต่างประเทศได้ทั้งปี ซึ่งลูกค้าแลกตั๋วสูงสุดได้ 2 ที่นั่ง และเที่ยวบินจะมีวันศุกร์ทุกสัปดาห์ตลอดทั้งปีนี้ เริ่มเที่ยวบินแรกวันที่ 7 มี.ค.นี้ รวมที่นั่งตลอดรายการมากกว่า 16,000 ที่นั่ง โดยตั้งเป้าหมายขยายฐานใหม่อีก 715,000 ใบ หรือเติบโต 20% และยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรอยู่ไว้ที่ 356,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 35% ส่วนแบงก์ใหญ่อย่าง “บัวหลวง” หรือแบงก์กรุงเทพ ดูจะ แผ่ว ๆ ลงไปบ้าง แต่ก็ดอดอัดโปรโมชั่นดึงลูกค้ารายใหม่เป็นคลื่นใต้น้ำ ด้วยแคมเปญสมัครบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ วันนี้-30 มี.ค. โดยสมาชิกยอดใช้จ่ายผ่านบัตรในรอบบัญชีแรกตามเงื่อนไข รับคะแนนสะสมพิเศษสูงสุดถึง 40,000 คะแนน สามารถใช้แลกของกำนัลกว่า 120 รายการ ด้วยส่วนลดสูงสุดถึง 60% เช่น ไอโฟน 5 เอส ไอโฟน 5 ซี ไอแพดแอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องประดับ หรือใช้เป็นส่วนลดสำหรับร้านอาหาร และห้างสรรพสินค้าชั้นนำที่ร่วมรายการ ขณะที่แบงก์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง “กรุงศรีอยุธยา” ได้จับมือกับพันธมิตรทำตลาดมากกว่ากลุ่มบุคคลทั่วไป โดยล่าสุดอัดแคมเปญ “บัตรเครดิตเทสโก้ โลตัส วีซ่า ยิ่งช้อป…ยิ่งได้แต้ม 4 เท่า” สำหรับสมาชิกบัตรที่ใช้จ่ายในหมวดชอปปิงที่ร้านค้าที่กำหนดตั้งแต่วันนี้ถึง 28 ก.พ. และมียอดสะสมครบทุก 5,000 บาทต่อเดือน จะได้รับคะแนนสะสม 4 เท่า พิเศษสำหรับผู้ที่มียอดใช้จ่ายสูงสุด 10 คนแรกของเดือน รับกระเป๋าเดินทางสไตล์วินเทจมูลค่า 2,950 บาทฟรี ส่วนลูกค้าที่นิยมรับประทานอาหารนอกบ้านก็มีโปรโมชั่นพิเศษ โดยจับมือกับ โออิชิ กรุ๊ป ร่วมกันจัดแคมเปญ “ฟาย มี ทู เจแปน # 2 โชค 2 ชั้น มันส์ถึงญี่ปุ่น” เริ่มตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มี.ค.นี้ นอกจากการจัดโปรโมชั่นต่าง ๆ แล้ว การรุกช่องทางการใช้จ่ายออนไลน์ ยังเป็นช่องทางหนึ่งที่หลายค่ายให้ความสนใจ เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าที่นิยมซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากขึ้น เช่น เกมบางเกมที่ผู้บริโภคต้องอัพเกรดเกมผ่านสมาร์ทโฟน รวมถึงการจัดรายการส่งเสริมการขายในผลิตภัณฑ์เงินออมและการลงทุน ส่วนการทำธุรกรรมผ่านบัตรเครดิตอาจเพิ่มความหลากหลาย เช่น การชำระค่าธรรมเนียม และชำระภาษีประเภทต่าง ๆ ผ่านบัตรเครดิตเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการบางค่ายจะขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และลูกค้าในต่างจังหวัดมากขึ้น แม้แต่ละค่ายแต่ละแบงก์ ได้ทุ่มสรรพกำลังกระชากตลาด กันอย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่เห็นได้อย่างหนึ่ง คือ อาการเสียวสันหลังกับความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้เสียที่มีเป็นเงาตามตัวเช่นกัน! เห็นได้จากการที่ผู้ประกอบการบัตรเครดิต มีแนวโน้มออกแคมเปญที่ส่งเสริมวินัยการชำระหนี้คืนมากขึ้น เช่น การให้คะแนนสะสมพิเศษกรณีชำระเงินเต็มวงเงิน หรือชำระหนี้ก่อนกำหนด รวมถึงการวางมาตรการเพื่อดูแลหนี้เสียไม่ให้เพิ่มขึ้น เพราะ….การที่แนวโน้มของหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตลอดจนความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องระมัดระวัง แม้ว่าตัวเลขหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทย จะยังอยู่ต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วที่อยู่สูงถึง 85% และหนี้เสียของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย เฉลี่ยยังอยู่แค่ 2-3% แต่สถาบันการเงินไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะถ้ามัวแต่เร่งโหมสินเชื่อให้เข้าเป้า กระตุ้นการใช้จ่ายโดยไม่ดูศักยภาพลูกหนี้ หากเศรษฐกิจเกิดสะดุดก้าวใหญ่ ๆ ขึ้นมา วิกฤติหนี้บัตรพลาสติกอาจจะปลิวกลับมาเชือดเฉือนฐานะสถาบันการเงิน และระบบเศรษฐกิจโดยรวมก็เป็นได้… สุกัญญา สังฆธรรม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พิษเศรษฐกิจฉุดยอดรูดปื๊ดแบงก์อัดโปรโมชั่นกระตุ้น -

โพลล์เอสเอ็มอีผวาการเมืองฉุดความเชื่อมั่นต่ำสุด
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทยหรือทีเอ็มบี เปิดเผยถึงผลสำรวจธุรกิจเอสเอ็มอี 500 กิจการ เพื่อจัดทำดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดย่อมในช่วงไตรมาส 1/57 โดยวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 50 ล้านบาทพบว่า ความเชื่อมั่นธุรกิจเอสเอ็มอีในช่วง 3 เดือนข้างหน้าปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 54.2 จากเดิมในไตรมาส 4/56 อยู่ที่ระดับ 58.4 เนื่องจากมีความกังวลปัญหาด้านการเมืองมากสุด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทำการสำรวจมาติดต่อกันในช่วง 7 ไตรมาส จากเดิมที่มีความกังวลเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก เพราะผู้ประกอบการมองว่ารายได้กิจการอาจจะไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันมากนักทำให้ตัดสินใจชะลอการลงทุนและการจ้างงาน ส่วนดัชนีฯ ภาวะเศรษฐกิจในปัจุจบันพบว่าอยู่ที่ระดับ 41.1 ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระดับ 50 ติดต่อกันเป็นไตรมาส 3 เพราะเศรษฐกิจชะลอตัว หลังจากที่ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท “ การเมืองเป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการในกรุงเทพฯ ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 38 ซึ่งต่ำกว่าภูมิภาคอื่นของประเทส ส่วนภาคที่มีดัชนีความเชื่อมั่นดีสุดคือภาคตะวันออกที่ระดับ 48.5 เนื่องจากได้รับอานิสงส์จาการท่องเที่ยวและการส่งออกที่ฟื้นตัวทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังขยายตัวดี” ทั้งนี้หากพิจารณารายประเภทธุรกิจพบว่า กลุ่มธุรกิจบริการดัชนีความเชื่อมั่นมากสุดอยู่ที่ระดับ 45.4 รองลงมาคือกลุ่มค้าปลีก 40.7 แต่กลุ่มที่ธุรกิจการผลิตที่มีดัชนีต่ำสุดคือการผลิตอยู่ที่ระดับ 38.4 เนื่องจากผู้ผลิตต้องรับความเสี่ยงจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งเรื่องยอดขาย ต้นทุนการผลิต แรงงาน วัตถุดิบ ภาวะการแข่งขัน และการสต็อกสินค้าทำให้อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงมากกว่ากลุ่มธุรกิจอื่น นอกจากนี้เห็นว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรบริหารสภาพคล่องด้วยความระมัดระวัง และติดต่อคู่ค้าและธนาคารอย่างใกล้ขิด เพื่อจะได้รู้ข้อมูลต่าง ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพราะหากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นจะได้แก้ปัญหาได้ทันเหตุการณ์ ขณะเดียวกันต้องการให้เอสเอ็มอีหาช่องทางขยายตลาดใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ซึ่งประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม เพราะตัวเลขการค้าในกลุ่มประเทศดังกล่าวช่วงปี 56 ที่ผ่านมาขยายตัวสูงถึง 10% นายเบญจรงค์ กล่าวว่า มีแผนที่จะทบทวนเป้าหมายการเติบโตเศรษฐกิจในปีนี้ใหม่อีกครั้ง จากเดิมที่ทำไว้ในช่วงยุบสภาฯ ปลายปี 56 ที่ผ่านมา โดยประเมินว่าจีดีพีจะโต 3.3% เนื่องจากไม่ได้รวมผลกระทบทางเศรษฐกิจว่าจะมีมากน้อยแค่ไหนหลังจากที่เกิดสูญญากาศทางการเมือง แม้ว่าเศรษฐกิจในต่างประเทศจะฟื้นตัวและทำให้การส่งออกของไทยปรับตัวดีขึ้น แต่นักลงทุนยังมีความกังวลต่อปัญหาการเมืองในประเทศ เพราะเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจดับ ทั้งการบริโภค และการลงทุนของภาครัฐลดลง อย่างไรก็ตาม ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองมาพร้อมกับข้อจำกัดการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ซึ่งหากปลดล็อกได้เร็วจะทำให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โพลล์เอสเอ็มอีผวาการเมืองฉุดความเชื่อมั่นต่ำสุด