นายทัศพล แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชีย เปิดเผยว่า ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มเส้นทางบินจากต่างจังหวัดสู่ต่างจังหวัด และต่างจังหวัดสู่ต่างประเทศ โดยไม่ต้องผ่านสนามบินดอนเมือง เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาการเมืองในกรุงเทพที่ยืดเยื้อมากว่า 7 ปี โดยขณะนี้แอร์เอเชียมีเครื่องบินที่อยู่ฐานต่างจังหวัดเพียง 4 ลำเท่านั้น จากทั้งหมด 38 ลำ มีเส้นทางบินตรงจากต่างจังหวัดไปจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเก๊า แต่ต่อไปจะต้องเพิ่มสัดส่วนเส้นทางบินและเครื่องบินในส่วนนี้จาก 10% เป็น 30% ภายใน 2-3 ปี“ที่ผ่านมาขณะที่เกิดความวุ่นวายทางการเมือง แต่เส้นทางบินที่มีฐานอยู่ต่างจังหวัดกลับไม่ได้รับผลกระทบ และขยายตัวต่อเนื่อง มีอัตราผู้โดยสาร (โหลดแฟกเตอร์) ถึง 80-90% อีกทั้งผู้โดยสารชาวต่างชาติส่วนใหญ่ก็เป็นนักท่องเที่ยวที่เคยเดินทางเข้ามาไทยแล้ว ซึ่งยังอยากมาเที่ยวไทย แต่ไม่ได้เดินทางมาพักกรุงเทพ”สำหรับ เป้าหมายธุรกิจปีนี้ ตั้งเป้าหมายมีผู้โดยสารใช้บริการ 13.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 25% จากปี 56 ที่อยู่ 10.5 ล้านคน แต่อัตราผู้โดยสารยังเท่ากับปีก่อนที่ 83% เพราะปีนี้มีการเพิ่มเครื่องบินใหม่อีก 8 ลำ จาก 38 ลำ เป็น 46 ลำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนที่นั่งอีก 30% ส่วนแผนเปิดเส้นทางบินจะเพิ่มเส้นทางไปประเทศจีนอีก 2-3 เมือง ซึ่งอาจเป็นรูปแบบ เชียงใหม่ หรือภูเก็ต ไปจีน ซึ่งคาดว่าได้รับผลตอบรับดี เพราะไม่มีคู่แข่งส่วนการทำธุรกิจของไทยแอร์เอเชียใน 10 ปี นับว่ามีการเติบโตต่อเนื่อง มีผู้โดยสารรวมกว่า 50 ล้านคน และในอนาคต 10 ปีข้างหน้า มั่นใจว่าผู้โดยสารจะใช้บริการเพิ่มแบบก้าวกระโดด มากกว่า 100 ล้านคน พร้อมกับตั้งเป้าหมายซื้อเครื่องบินใหม่เป็น 61 ลำในปี 60 พร้อมกับเร่งปรับปรุงการให้บริการ ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เช่น การจองตั๋ว เช็กอินผ่านอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ และตู้เช็กอินอัตโนมัติมากขึ้น“เชื่อว่าใน 1-2 ปีนี้ การแข่งขันในธุรกิจสายการบินจะแข่งขันการรุนแรง แต่ก็อาจเห็นมีการล้มหายตายจากไป แต่แอร์เอเชียยังมั่นใจว่าจะเติบโตได้ต่อ โดยใช้การแข่งขันด้านราคา และเส้นทางบินหลากหลายเป็นจุดแข็งของบริษัท”นายทัศพล กล่าวว่า ความรุนแรงทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงเพิ่มไปต่างจังหวัดจนมีผู้เสียชีวิต ยอมรับว่ามีผลกระทบต่อธุรกิจการบินและท่องเที่ยว ซึ่งหลังจากนี้ต้องรอดูรัฐบาลว่าจะตัดสินใจขยายเวลาการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่จะหมดเดือนมี.ค.หรือไม่ แต่ความเห็นส่วนตัวอยากให้รัฐบาลยกเลิก เพราะน่าจะทำให้ 43 ประเทศ ลดระดับการเตือนภัยการเดินทางมาไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจส่วนกรณีกระแสข่าวการต่อต้านการใช้สินค้าของธุรกิจในเครือตระกูลชินวัตรนั้น ของยืนยันว่าปัญหานี้ไม่เกี่ยวกับแอร์เอเชีย เพราะบริษัทปลอดการเมืองมากว่า 7 ปีแล้ว การเมืองจึงไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยงในการทำธุรกิจ เพราะแอร์เอเชียก็ทำธุรกิจแบบไม่เลือกข้าง โดยความเสี่ยงอย่างเดียวคือราคาน้ำมัน ที่สำคัญผู้บริหารทั้งหมดก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตร รวมถึงไม่ได้เป็นนอมินีด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ถือหุ้นก็เป็นกองทุนจากสถาบันการเงินในไทย และผู้ถือหุ้นรายย่อย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แอร์เอเชียเปิดเส้นทางบินตรงต่างประเทศ
เดือน: กุมภาพันธ์ 2014
-

แอร์เอเชียเปิดเส้นทางบินตรงต่างประเทศ
-

3ยักษ์ไอซีทีไทยจับมือผุดบริษัทใหม่บุกตลาดเออีซี
วันนี้ (24 ก.พ.) ที่ โรงแรมเซนทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าว บริษัท สามารถคอมมิวนิเคชั่นเซอร์วิส จำกัด หนึ่งในบริษัทลูกของ บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) , บริษัท ล็อกซเล่ย์ ไวร์เลส จำกัด (มหาชน) บริษัทย่อยของ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ ในนาม บริษัท เอสแอลเอ เอเชีย จำกัด (SLA Asia Company Limited) เพื่อดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีไอซีทีครบวงจรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 30 ล้านบาท สัดส่วนการถือหุ้นเท่าๆกัน โดยแต่งตั้งให้นายสุรกิจ เกียรติธนากร เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การร่วมทุนครั้งนี้เกิดจากวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกันของทั้ง 3 บริษัทในการขยายฐานธุรกิจสู่ต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศ CLMV คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม โดยมีความมั่นใจในศักยภาพการแข่งขัน ทั้งนี้ นอกเหนือจากความรู้ความชำนาญที่ครอบคลุมทางด้านไอซีทีแล้ว ทั้ง 3 บริษัทยังมีความชำนาญเชิงลึกในงานโครงการ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น การวางระบบเครือข่ายการสื่อสาร การบริหารจัดการระบบข้อมูลสารสนเทศ การออกแบบติดตั้งระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย การให้บริการคอลล์เซ็นเตอร์เต็มรูปแบบ เป็นต้น นายเฉลิมโชค ล่ำซำ กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า พม่าเป็นตลาดใหม่ที่สำคัญ เพราะมีแนวโน้มการเติบโตที่โดดเด่น จะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีนักลงทุนชาวไทยเข้าไปประกอบธุรกิจทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เช่น ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีตัวเลขการค้าระหว่างไทยและพม่าในปีที่ผ่านมาสูงถึงกว่า 2 แสนล้านบาท ทำให้มีการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุนที่หลั่งไหลเข้าสู่ประเทศพม่าอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่กีปีมานี้ ด้าน นายสุรกิจ เกียรติธนากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสแอลเอ กล่าวว่า เป้าหมายของ SLA คือเป็นบริษัทชั้นนำของไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ทางด้านการให้บริการไอซีทีโซลูชั่นส์คุณภาพสูงและตอบโจทย์ที่เฉพาะเจาะจงแก่องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน โดยวางเป้าหมายทางธุรกิจไว้ 2 ระยะ คือ ระยะสั้น ด้วยการจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่น เน้นการขายและติดตั้งวัสดุอุปกรณ์การสื่อสารโทรคมนาคมครบวงจร พร้อมบริการหลังการขายแก่กลุ่มธุรกิจที่เข้าไปลงทุนในประเทศดังกล่าว อาทิ ธุรกิจธนาคารและธุรกิจสื่อสาร เป็นต้น ส่วนแผนระยะยาว คือ นำเสนอโครงการแก่ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเบื้องต้น กำลังศึกษาโครงการของกรมที่ดินในประเทศลาว และโครงการจัดทำบัตรประชาชน Smart ID Card ในประเทศพม่า ทั้งนี้ คาดว่าจะมีรายได้กลับเข้าสู่ประเทศไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท ในอีก 3 ปีข้างหน้า
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 3ยักษ์ไอซีทีไทยจับมือผุดบริษัทใหม่บุกตลาดเออีซี -

เพิ่มรถไฟทางคู่ลงใต้ รองรับท่องเที่ยว
นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กำลังศึกษาโครงการสร้างรถไฟทางคู่ลงสู่ภาคใต้ 2 เส้นทาง เพื่อรองรับการเติบโตการท่องเที่ยว การค้า และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) โดยเส้นทางแรก เป็นเส้นทางสุราษฎร์ธานี-ภูเก็ต เพื่ออำนวยความสะดวกการเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยวทางชายทะเลฝั่งอ่าวไทย และอันดามันเพิ่ม เบื้องต้นได้ศึกษามาแล้วประมาณ 4 เดือน และหลังจากนี้จะใช้งบประมาณปี 58 มาศึกษาออกแบบและดำเนินการโครงการก่อสร้างเพิ่มเติม“ที่ศึกษาไว้ตอนนี้อาจวิ่งไปถึงสะพานสารสิน จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นรถรางไฟฟ้าเข้าไปยังภูเก็ต โดยเส้นทางที่ผ่านเข้าตัวเมืองจะเป็นโครงสร้างใต้ดินเพื่อไม่ให้บดบังทัศนียภาพ เบื้องต้นประชาชนในพื้นที่ให้ความเห็นชอบ เพราะมองเห็นประโยชน์ที่จะได้รับแล้ว ส่วนรายละเอียดที่ชัดเจนคงต้องรอผลการศึกษาที่ชัดเจนก่อน”นอกจากนี้ ในแผนงบประมาณปี 58 ยังเตรียมศึกษาออกแบบรถไฟทางคู่ จากหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทางประมาณ 80 กม.เพื่อรองรับการเชื่อมต่อการเดินทาง 3ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เนื่องจากปัจจุบันสิงคโปร์ และมาเลเซีย ได้หารือร่วมกันเพื่อสร้างรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีดเทรน)มายังชายแดนไทยปาดังเบซาร์แล้ว หากไทยมีโครงข่ายที่พร้อมต่อการเดินทางก็จะช่วยให้การขนส่งสินค้า และการเดินทางท่องเที่ยวระหว่าง 3 ประเทศมีประสิทธิภาพและเติบโตเพิ่มมากขึ้น รองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน“รถไฟทางคู่เชื่อมมาเลเซีย เพื่อให้การดำเนินงานรวดเร็วมากขึ้น เพราะหากเริ่มโครงการจากกรุงเทพฯออกไปเพียงอย่างเดียวจะล่าช้า เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะช่วยสร้างการเติบโตให้เมืองหาดใหญ่ได้อีกมาก โดยจะทยอยทำจากด่านชายแดนขึ้นมาเรื่อยๆจนถึงสุราษฎร์ธานี”นายจุฬา กล่าวว่า การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) ยังเดินหน้าศึกษาต่อเนื่อง โดยเส้นทางที่ศึกษาออกแบบเสร็จแล้ว คือ กรุงเทพฯ-พิษณุโลก ซึ่งเป็นระยะที่ 1ของเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ โดยอยู่ระหว่างยื่นรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) หากผ่านแล้วก็นำเสนอรัฐบาลใหม่เพื่อเปิดประกวดราคาได้ ส่วนอีก 2 เส้นทาง คือ กรุงเทพฯ-หนองคาย และกรุงเทพฯ-ระยอง คาดจะศึกษาออกแบบและผ่านอีไอเอก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาอย่างแน่นอน ดังนั้นหากไม่สามารถดำเนินการไปพร้อมกันทุกสายได้ จะเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ก่อสร้างเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งก่อน เบื้องต้นอาจเป็นเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ หรือกรุงเทพฯ-หนองคาย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณา
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เพิ่มรถไฟทางคู่ลงใต้ รองรับท่องเที่ยว