นายกฤษณ์ จันทโนทก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจเงินฝาก การลงทุน ประกันภัยและธนบดี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า การใช้นโยบายการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดดอกเบี้ยลงนั้น ธปท.ต้องประเมินรายละเอียดอย่างรอบคอบ เพราะถ้าลดดอกเบี้ยจะเป็นแรงหนุนให้เงินไหลออก และอาจไม่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนมากนัก เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง “เศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสขยายตัวได้มากกว่า 2-3% หากปัญหาการเมืองคลี่คลายได้ในช่วงครึ่งปีแรก และมีรัฐบาลใหม่ที่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยเร็ว รวมถึงการส่งออกที่ฟื้นตัวได้ตามเศรษฐกิจโลกจะเป็นปัจจัยช่วยหนุนเศรษฐกิจไทย แต่หากปัจจัยต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่คาดไว้มีโอกาสที่ศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ต่ำกว่า 2% แน่นอน” นายบัณฑิต นิจถาวร ประธานกรรมการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีโอกาสชะลอตัวในช่วงไตรมาส 1-2 ของปีนี้ หากสถานการณ์การเมืองในประเทศยังไม่คลี่คลาย ประกอบกับภาวะเงินทุนไหลออกต่อเนื่อง เพราะนโยบายการลดขนาดกระตุ้นเศรษฐกิจหรือคิวอีของธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด แม้จะส่งผลดีให้ภาคส่งออกได้รับอานิสงส์จากเงินบาทที่อ่อนค่า แต่การไหลออกของเงินทั้งในตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรก(ม.ค.-มิ.ย.) อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องในประเทศ เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งอาจทำให้จีดีพีขยายตัวได้ต่ำกว่า 2% ตามที่หน่วยงานเศรษฐกิจหลายแห่งประเมินไว้ “ต้องยอมรับว่าปัญหาการเมืองในประเทศเริ่มส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชน การท่องเที่ยวชะลอตัว แม้การส่งออกจะได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของเศรษกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้นแต่ต้องติดตามว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวต่อเนื่องหรือไม่” สำหรับการใช้นโยบายดอกเบี้ยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้ตัดสินใจ โดยในระยะสั้นหากธปท.ต้องการช่วยให้เกิดความมั่นใจต่อการลงทุน อาจพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยลง แต่หากมองปัจจัยระยะยาวในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินของไทย จำเป็นต้องรักษาระดับอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ระดับเดิมไว้ที่ 2.25% ต่อปี
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชี้ลดดอกเบี้ยไม่ช่วยกระตุ้นศก.
เดือน: กุมภาพันธ์ 2014
-

ชี้ลดดอกเบี้ยไม่ช่วยกระตุ้นศก.
-

เคทีซีมั่นใจโตสวนกระแสเศรษฐกิจซบ
นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด หรือเคทีซี เปิดเผยว่า ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ.ไม่เติบโตหรืออยู่ที่ 0% จากเดิมที่ตั้งไว้ว่าจะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 10-15% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอ ตัวลงจากการสถานการณ์ทางการเมือง แต่บริษัทยังไม่ได้ปรับเป้าการเติบโตรายได้ปีนี้ตั้งไว้ 30% และกำไรโตประมาณ 20% ส่วนยอดใช้จ่ายผ่านบัตรโต 20% จากปี 56 ที่มียอดใช้จ่ายประมาณ 120,000 ล้านบาท เพราะเชื่อว่าประชาชนเกิดความเคยชิน กับปัญหาการเมือง ดังนั้นเชื่อว่าผู้บริโภคยังมีการใช้จ่ายเหมือนเดิม และในอีก 5 ปีข้างหน้าตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเป็นอันดับ 1 ผู้ให้บริการบัตรเครดิต ด้วยการมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 20%สำหรับแผนงานในปีนี้ตั้งเป้าขยายฐานบัตรเครดิตเพิ่มอีก 400,000 ใบ จากฐานบัตรในปัจจุบัน 1.5 ล้านใบ โดยการทำตลาดจะต้องให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในแต่ละกลุ่มตามช่วงอายุและรายได้ ซึ่งปีนี้จัดสรรงบประมาณทำตลาดไว้ 2,000 ล้านบาท ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลไม่ได้กังวลมากนัก แม้ว่าจะมีปัญหาหนี้ครัวเรือนหรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เพราะเอ็นพีแอลของบริษัทอยู่ที่ 2.2% ถือว่าต่ำกว่าระบบที่อยู่ในอัตราเฉลี่ย 2.3% และที่ผ่านมามีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญไว้ที่ 5,090 ล้านบาท เกินกว่าเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือธปท.กำหนดไว้ 3 เท่า เพื่อรองรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน นอกจากนี้มีแผนออกหุ้นกู้อีก 11,000 ล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนดชำระในไตรมาส 3 นี้ประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาทน.ส.สุดาพร จันทร์วัฒนากุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-ธุรกิจสินเชื่อบุคคล บริษัท บัตรกรุงไทย กล่าวว่า สินเชื่อบุคคลหรือบัตรกดเงินสดไม่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง เพราะประชาชนมีความจำเป็นต้องใช้เงินสดไม่เหมือนกับบัตรเครดิตที่รูดซื้อสินค้า ซึ่งยอดใช้จ่ายบัตรกดเงินสดในเดือนม.ค.อยู่ที่ 10,000 กว่าล้านบาท แต่เดือนก.พ.ต้องรอดูตัวเลขอีกครั้ง โดยปีนี้คาดว่าจะโต 15% จากพอร์ตสินเชื่อสิ้นปี 56 อยู่ที่ 15,000 ล้านบาท ขณะที่ลูกค้าใหม่ในปีนี้ตั้งไว้ 130,000 ใบ จากฐานลูกค้าในปัจตจุบันอยู่ที่ 638,959 ใบ นายเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญาอาวุโส สายงานธุรกิจรายย่อยและเครือข่าย ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารร่วมกับบริษัท ทิพยประกันภัยออกบัตรวีซ่าเดบิต ซึ่งตั้งเป้าฐานลูกค้าใหม่ไว้ที่ 120,000 ใบ โดยจะให้ความอุบัติเหตุส่วนบุคคลสูงสุด 1 ล้านบาท และค่ารักษาพยาบาลสูงสุด 20,000 บาท และคุ้มครองจากการถูกโจรกรรมเงินที่ถอนจากเครื่องเอทีเอ็มสูงสุด 5,000 บาทต่อครั้ง คิดค่าทำบัตร 100 บาท และค่าธรรมเนียมบัตรรายปีๆละ 1,599 บาท เน้นกลุ่มลูกค้าระดับกลาง หรือที่เดินทางไปต่างประเทศ ส่วนเงินฝากปีนี้อยู่ที่ 250,000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 190,000 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เคทีซีมั่นใจโตสวนกระแสเศรษฐกิจซบ -

ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ต่ำสุดรอบ 55 เดือน
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทยในเดือนม.ค.ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ อยู่ที่ระดับ 86.9 ลดลงจากระดับ 88.3 ในเดือนธ.ค. 56 โดยถือเป็นค่าดัชนีฯที่ต่ำสุดในรอบ55 เดือน นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 52 ที่เป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯ เนื่องจากผู้ประกอบการกังวลความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งมีการปิดย่านธุรกิจ และหน่วยราชการหลายแห่ง และการประกาศใช้พรก.ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงให้ผู้ประกอบการต้องระวังปรับแผนการดำเนินกิจการ และติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด“ สถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อย่อมส่งผลให้การบริโภคชะลอตัว สะท้อนจากดัชนียอดคำสั่งซื้อ และยอดขายในประเทศที่ปรับตัวลดลงกระทบต่อสภาพคล่องในการดำเนินกิจการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมทั้งผู้ส่งออกเริ่มกังวลว่าผู้นำเข้าสินค้าไทยจะหันไปนำเข้าจากผู้ผลิตในประเทศอื่นแทนจึงเรียกร้องให้มีการเจรจาเพื่อหาทางออกให้กับประเทศโดยเร็ว ส่วนดัชนีเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 100.0 ลดลงจากเดือนธ.ค. 56 อยู่ที่ ระดับ 100.9 เพราะผู้ประอบการยังมีความกังวลต่อยอดขาย และรายได้”ส่วนผลสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นฯ รายภูมิภาคพบว่า ปรับตัวลดลงทุกภาค เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และที่สำคัญยังมีปัญหารายได้ของเกษตรกรลดลง เนื่องจากการไม่ได้รับเงินจำนำข้าวจากรัฐบาล ทำให้อุต ฯ เครื่องจักรกลการเกษตรชนิดต่างๆ รถไถนา มียอดขายลดลง และอุต ฯ ที่พึ่งพาตลาดภายในประเทศสูง เช่น อุต ฯ หนังและผลิตภัณฑ์หนัง เครื่องสำอาง รองเท้า เซรามิก แกรนิตและหินอ่อน สิ่งทอและครื่องนุ่งห่ม ของชำร่วย ดอกไม้ประดิษฐ์ เม็ดพลาสติก เหล็ก ยาง และปาล์มน้ำมัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ ต่ำสุดรอบ 55 เดือน