นายอุทัย อุทัยแสงสุขรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจ และพัฒนาคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริจำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตั้งแต่มีเหตุการณ์ทางการเมืองในช่วง 3เดือนที่ผ่านมา บริษัทประสบปัญหาการโอนอย่างมาก โดยตั้งแต่เดือนพ.ย. 56 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีลูกค้าที่ไม่สามารถโอนคอนโดมิเนียมได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากปกติที่ 5-10% เป็น 15% โดยมีทั้งการทิ้งเงินจองหรือทิ้งเงินดาวน์ 5% ส่วนที่เหลือเป็นกรณีการกู้ไม่ผ่าน รวมถึงลูกค้าชะลอการโอนออกไปจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์ ซึ่งการโอนไม่ได้นั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในโครงการดีคอนโดและโครงการเดอะเบส ขณะที่ด้านยอดขายคอนโดมิเนียมของบริษัทในเดือนม.ค.ก็ลดลง 50%จากภาวะปกติ หลังได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว “ยอดขายของบริษัทหายไป 20,000 ยูนิต จากเดิมที่คาดว่าจะโอนได้ 17,500 ยูนิต แต่กลับโอนได้จริงเพียง 15,500 ยูนิต หรือเพิ่มขึ้นจากเดิม 5-10% เป็น 15% แต่ยังถือว่าน้อยกว่าภาพรวมของตลาดโดยการโอนที่มีปัญหานั้น เกิดจากการทิ้งจอง และทิ้งดาวน์ การกู้ไม่ผ่านของลูกค้ารวมถึงลูกค้าบางส่วนมีการยื้อที่ยังไม่โอนเพราะยังไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน” นายอุทัย กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ปีนี้ยังวางแผนที่จะเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่9 โครงการ มูลค่ารวม 17,600 ล้านบาท โดยจะเริ่มเปิดโครงการคอนโดมิเนียมเอ็นวายเอ็กซ์ มูลค่า 3,000ล้านบาท ในเดือนมี.ค. รวมทั้งจะต่อยอดพัฒนาโครงการคอนโดฯ ภายใต้แบรนด์เดอะเบสและดีคอนโดต่อเนื่อง หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยจะเปิดเพิ่มเติมอีกหลายทำเลในกรุงเทพฯรวมถึงต่างจังหวัดอีก 2 แห่งคือ พิษณุโลก และศรีราชา เป็นต้น ทั้งนี้ได้วางเป้ายอดขายคอนโดฯ ปีนี้ไว้ 15,600 ล้านบาท จากเป้าหมายยอดขายรวม30,000 ล้านบาท และปัจจุบันมียอดขายรอโอน (แบล็คล็อค) เฉพาะในส่วนของคอนโดฯ 53,000 ล้านบาท โดยจะรับรู้รายได้ในปีนี้ 14,000ล้านบาท และรับรู้ปี 58 อีก 22,000 ล้านบาท ที่เหลือจะรับรู้ในปีถัดไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “แสนสิริ”มึนลูกค้าทิ้งดาวน์-โอนคอนโดฯ
เดือน: กุมภาพันธ์ 2014
-

“แสนสิริ”มึนลูกค้าทิ้งดาวน์-โอนคอนโดฯ
-

ชุมนุมฉุดอสังหาฯร่วง5.8แสนล้าน
นายโสภณพรโชคชัย ประธานกรรมการบริหารศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัทเอเจนซี่ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด เปิดเผยว่า ได้ประเมินอัตราความเสี่ยงของไทย จากปัญหาการชุมนุมทางการเมืองด้วยการนำผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก มาเป็นตัวชี้วัดโดยหากสมมติให้อัตราความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 0.5% จะทำให้มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ลดลง588,995 ล้านบาท จากมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ฯ ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล 8.95 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตามการลดลงนี้ เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า โดยหากบ้านเมืองสงบลง ราคาก็ยังกลับเพิ่มขึ้นเช่นเดิมได้กรณีนี้เทียบกับในกรณีอียิปต์ ซึ่งปัจจุบันถึงขนาดไล่นักท่องเที่ยวออกนอกประเทศแต่ทั้งนี้ เชื่อว่าเมื่อบ้านเมืองสงบ คงทำให้สถานการณ์ต่าง ๆ กลับสู่ภาวะเดิม เห็นได้จากการจลาจลในกรุงลอนดอนกรุงปารีส หรือแม้แต่กรณี 911 ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ก็ส่งผลในระยะสั้นเท่านั้นไม่มีผลในระยะยาว ดังนั้นขึ้นอยู่กับปัญหาการเมืองไทย จะจบลงเร็วเมื่อใด ทั้งนี้ได้ประเมินมูลค่าจากอสังหาริมทรัพย์ประเภทศูนย์การค้า คือห้างสรรพสินค้าและพื้นที่ค้าปลีกอื่น มีพื้นที่รวมกัน 6 ล้านตารางเมตร มีอัตราว่าง 5%มีค่าเช่าเฉลี่ยตารางเมตรละ 900 บาท และมีรายได้สุทธิจากการให้เช่า 50% ที่อัตราผลตอบแทนปีละ12% ทำให้มูลค่าพื้นที่ค้าปลีกทั้งหมดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมี 256,500 ล้านบาท ด้านอาคารสำนักงานมีอยู่ 8 ล้านตารางเมตรมีอัตราว่าง 10% มีค่าเช่าเฉลี่ยตร.ม.ละ 400 บาท มีรายได้สุทธิ 60% ของค่าเช่า และผลตอบแทนที่7% ทำให้มีมูลค่า 296,229 ล้านบาท ส่วนโรงแรมมี80,000 ห้องแต่ละห้องน่าจะมีมูลค่าเฉลี่ย 1.5 ล้านบาท ทำให้มูลค่าของโรงแรมทั้งหมดเป็น 120,000 ล้านบาท และที่อยู่อาศัยทั้งหมด 4.6 ล้านหน่วย แต่ละหน่วยมีมูลค่า 1.8ล้านบาท ถ้าเป็นสินค้าใหม่จะมีราคา 3 ล้านบาท รวมมูลค่า 8.28 ล้านล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชุมนุมฉุดอสังหาฯร่วง5.8แสนล้าน -

ห่วงพิษการเมืองเล่นงาน เอสเอ็มอีหนี้ท่วม
นายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และรองประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยว่า เป็นห่วงสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่ยืดเยื้อขณะนี้ จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) เป็นอย่างมาก โดยคาดว่าในช่วง 6 เดือนจากนี้ กลุ่มเอสเอ็มอีจะทยอยปิดตัวอย่างต่อเนื่อง เพราะยอดขายลดลง ขณะที่ผู้ประกอบการบางส่วนที่กู้เงินจากสถาบันการเงิน ยังมีสัญญาณผิดนัดชำระหนี้จนทำให้เกิดหนี้ที่ไม่เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้นด้วย “สัญญาณเศรษฐกิจที่ถูกกระทบด้วยสถานการณ์ทางการเมือง ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรที่ไม่ดี และชาวนายังไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าว สรุปได้ว่า ประเทศไทยตอนนี้ผู้มีรายได้น้อยกำลังยากลำบากมีความฝืดเคืองในการใช้จ่าย มีผลกระทบกับกำลังซื้อประชาชนลดลงจนไปกระทบต่อผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี ถึงกว่า 90% ประสบปัญหายอดขายลดลง ขาดทุนและขาดสภาพคล่อง ทำให้บางส่วนต้องปิดตัว” ทั้งนี้ในแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว คงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องต้องเข้าไปดูแล และหามาตรการระยะสั้นช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยไม่ต้องรอนโยบายจากภาครัฐ หรือให้มีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ เพราะจะต้องใช้เวลาตามกระบวนการต่างๆ อีกอย่างน้อย 6 – 7 เดือน จึงอาจทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนได้รับผลกระทบสูงถึงขั้นต้องปิดกิจการหากหากไม่มีมาตรการใดมารองรับ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ห่วงพิษการเมืองเล่นงาน เอสเอ็มอีหนี้ท่วม