เดือน: มีนาคม 2014

  • กสทช.เผยผลสอบกรณีถูกไฟดูดตายขณะชาร์จมือถือ

    กสทช.เผยผลสอบกรณีถูกไฟดูดตายขณะชาร์จมือถือ

    นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตามที่ปรากฏข่าวผ่านสื่อมวลชนกรณีที่มีผู้เสียชีวิตจากการถูกไฟดูดขณะชาร์จโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ สภ.แกลง จ.ระยอง และสำนักงาน กสทช. ได้มีหนังสือถึง สภ. แกลง ขอให้ส่งเครื่องโทรศัพท์ที่มีปัญหามาให้ตรวจสอบตามพ.ร.บ.วิทยุคมนาคม 2498 นั้น หลังจากได้รับเครื่องโทรศัพท์ไอโฟน 4เอส พร้อมอุปกรณ์ควบ จาก สภ. แกลง สำนักงาน กสทช. ได้ร่วมกับผู้แทนของบริษัท Apple Inc. ประเทศสหรัฐอเมริกา และผู้เชี่ยวชาญจากบริษัท Exponent Inc. ประเทศสหรัฐอเมริกา ดำเนินการตรวจสอบเครื่องโทรศัพท์ไอโฟน 4 เอส พร้อมอุปกรณ์ควบดังกล่าว เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2557 ที่ผ่านมา ผลการตรวจสอบพบว่า Adapter (Charger) ที่เกิดเหตุไม่ใช่ของแท้และไม่ได้ผลิตโดย Apple Inc. และพบว่า Adapter ดังกล่าวมีการทำงานที่บกพร่อง โดยไม่มีการแยกสัญญาณไฟฟ้าระหว่างด้าน input และ output ทำให้กระแสไฟฟ้าจากด้าน input สามารถผ่านออกไปด้าน output ได้โดยง่ายสำหรับสายเคเบิ้ล (Cable) ที่เกิดเหตุตรวจสอบแล้วพบว่า ไม่ใช่ของแท้และไม่ได้ผลิตโดย Apple Inc. เช่นกัน ตรวจพบว่ามีการทำงานบกพร่อง Shield ของสายเคเบิ้ลมีการแยกออกจากกันระหว่างด้าน 30 Pin (30 Pin Connector) กับด้าน USB ในส่วนของเครื่องโทรศัพท์ไอโฟน 4 เอส ที่เกิดเหตุนั้น ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นของแท้ผลิตในประเทศจีนตามการออกแบบของ Apple Inc. และเครื่องยังทำงานได้ปกติ และสำหรับสาเหตุของการเสียชีวิตอาจเกิดจากข้อบกพร่องของ Adapter (Charger) และสายเคเบิ้ล(Cable) ที่มีการทำงานบกพร่องทำให้เกิดการลัดวงจร ทำให้แรงดันไฟฟ้า 220 โวลท์     ถูกส่งผ่านและเกิดการสัมผัสกับร่างกายผู้เสียชีวิตนายฐากร กล่าวว่า กรณีอุบัติเหตุดังกล่าวนั้นนับเป็นอุทาหรณ์ อันส่งผลต่อสุขภาพและชีวิตผู้ใช้บริการโทรคมนาคมโดยตรง สำนักงาน กสทช.จึงขอย้ำเตือนผู้บริโภคให้เลือกใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่รวมถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ไม่ควรเห็นแก่ของที่มีราคาถูก ซึ่งไม่ได้มาตรฐาน เนื่องจากอุปกรณ์ที่ได้รับมาตรฐานสากล จะผ่านการตรวจสอบคุณภาพการผลิต และหากผู้ใช้ปฏิบัติตามข้อแนะนำการใช้ จะทำให้สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.เผยผลสอบกรณีถูกไฟดูดตายขณะชาร์จมือถือ

  • ขายของออนไลน์ต้องจดทะเบียนประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง – ไขปัญหาผู้บริโภค

    ขายของออนไลน์ต้องจดทะเบียนประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง – ไขปัญหาผู้บริโภค

     ทางเลือกหนึ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอยของคนในยุคปัจจุบัน คือ การชอปปิงออนไลน์ เพียงแค่ปลายนิ้วคลิกก็สามารถหาสินค้าได้อย่างหลากหลายไล่กันตั้งแต่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยา เครื่อง สำอาง อาหารเสริม และอื่น ๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่าต้องการอาหาร ก็แค่นั่งหน้าจอคลิกข้อมูลได้ง่าย ๆ ผ่านเสิร์ชเอนจิน โดยปัจจุบันนี้ก็มีการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้บริโภคด้วยการพัฒนาระบบเสิร์ชเอนจินเฉพาะทางขึ้นมาเพื่อการเลือกชอปปิงสินค้าโดยเฉพาะ เรียกว่า “ชอปปิงเสิร์ชเอนจิน” หรือเครื่องมือค้นหาสินค้าเพื่อการเลือกซื้อของนั่นเอง ข้อดีของร้านค้าออนไลน์ ก็คือ ต้นทุนต่ำ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการร้านค้า สามารถทำงาน ดูแลร้านได้จากทุกที่ ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ มีข้อมูลสถิติของลูกค้าที่มาเยี่ยมชมร้านค้าออนไลน์ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาแผนการตลาดในอนาคตได้ กลุ่มลูกค้ามีความหลากหลาย สามารถเปิดให้บริการได้ทุกเวลา เพิ่มช่องทางในการสั่งซื้อสินค้า และการชำระเงินส่งสินค้าถึงหน้าบ้าน ลูกค้าไม่ต้องเดินทางมารับสินค้าด้วยตัวเองจากข้อดีดังที่ได้กล่าวมาทำให้มีผู้ประกอบการสนใจที่จะลงทุนในธุรกิจดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น นอกจากร้านค้าออนไลน์ผ่านระบบชอปปิงเสิร์ชเอนจินแล้ว ผู้ประกอบการบางร้านยังใช้เฟซบุ๊ก หรือ อินสตาแกรม เป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้าอีกด้วย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติ ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มาตรา 3 ถือว่าการขายสินค้าออนไลน์เป็น “ตลาดแบบตรง” หมายความว่า การทำตลาดสินค้าหรือบริการในลักษณะของการสื่อสารข้อมูลเพื่อเสนอขายสินค้าหรือบริการโดยตรงต่อผู้บริโภคซึ่งอยู่ห่างโดยระยะทางและมุ่งหวังให้ผู้บริโภคแต่ละรายตอบกลับเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงนั้น ซึ่งในการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง ตามมาตรา 27 ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง เว้นแต่จะได้จดทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้นก่อนที่ผู้ประกอบธุรกิจจะเริ่มต้นค้าขายจึงควรจดทะเบียนการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงมิฉะนั้นอาจต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ นอกจากการที่ผู้ประกอบการขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ตจะต้องจดทะเบียนตลาดแบบตรงกับทาง สคบ. แล้วอาจต้องไปจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าด้วยหากเป็นกิจการที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 เพื่อยืนยันการมีตัวตนอยู่จริงของผู้ประกอบการ เว้นแต่เป็นกิจการที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องจดทะเบียน เช่น ผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับขายแผ่นซีดี ดีวีดีที่เกี่ยวกับการบันเทิง หรือขายอัญมณีหรือเครื่องประดับอัญมณี สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขายสินค้าประเภทยาทางอินเทอร์เน็ตจะมีหน่วยงานที่เข้ามากำกับดูแลเพิ่มเติมนั่นคือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. อีกหนึ่งหน่วยงานด้วย.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ขายของออนไลน์ต้องจดทะเบียนประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง – ไขปัญหาผู้บริโภค

  • รัฐบาลเร่งเลหลังข้าวทุกวิธี

    รัฐบาลเร่งเลหลังข้าวทุกวิธี

    นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว เมื่อวันที่ 7 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้เห็นชอบให้กรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดประมูลข้าวสารในภูมิภาค เพื่อขายให้กับจังหวัดและกลุ่มจังหวัดที่มีความสนใจ พร้อมทั้งมอบหมายให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เปิดขายข้าวให้กับผู้ที่สนใจช่วยเหลือชาวนา ทั้งนิติบุคคล ห้างร้าน และมูลนิธิ หรือบุคคลทั่วไป ขณะเดียวกันยังเห็นชอบให้ระบายข้าวที่ไม่มีคุณภาพ ทั้งข้าวที่เปียกน้ำ และข้าวที่กองล้ม ซึ่งมีอยู่ในสต๊อกประมาณ 7,000 ตัน จากปริมาณข้าวทั้งหมด 10-13 ล้านตัน ส่วนปริมาณนั้นยังไม่ได้กำหนด แต่เชื่อว่าน่าจะมีผู้ที่สนใจเข้ามาร่วมซื้อข้าว โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่สัปดาห์หน้า   “วิธีการประมูลจะดำเนินการคล้ายๆกับกาสรประมูลในกรุงเทพฯ เพียงแต่ว่าจะไปเปิดประมูลขายตามจังหวัด ซึ่งทางโรงสี พ่อค้าในย่านนั้นๆที่ประกอบการค้าข้าวก็เข้ามาได้ในจุดนั้นๆ เบื้องต้นมีจังหวัดที่พร้อมประมาณ 10 จังหวัด เช่น เชียงราย นครสวรรค์ และพิจิตร ส่วนราคาก็มีมาตรฐานและมีสูตรที่คต.คิดไว้อยู่แล้ว ไม่ได้มีข้อยกเว้นอะไร ส่วนการกำหนดปริมาณคงต้องไปดูข้าวในแต่ละพื้นที่ว่ามีอยู่เท่าไร่ ซึ่งอาจจะทำเป็นจังหวัดต่อจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัดก็ได้แต่ต้องดูปริมาณข้าวอีกที โดยการเปิดประมูลนี้ จะดำเนินการเดือนละ 2 ครั้ง” นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า การเปิดประมูลครั้งนี้เป็นไปตามข้อเรียกร้อง และข้อเสนอแนะจากผู้ที่เห็นใจชาวนา ที่ต้องการช่วยเหลือ และเสนอมายังกระทรวงพาณิชย์ โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่เห็นว่า อยากให้เงินที่จะประมูลได้นี้อยู่ในพื้นที่ แต่ก็จากการหารือเบื้องต้นก็ยังไม่ได้รับปากว่าจะนำเงินที่ได้ในแต่ละจังหวัดไปจ่ายให้ชาวนาในจังหวดได้เลย เพราะการจ่ายเงินนั้น มีหลักเกณฑ์ที่ดำเนินการโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งได้จัดคิวของชาวนาที่จะได้รับเงินอยู่แล้ว แต่หากจะผ่อนปรนหลักเกณฑ์การจ่ายเงินให้กับชาวนาในพื้นที่ได้อย่างไรนั้น คงต้องมาพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง นอกจากนี้ในส่วนของการคืนเงินให้กับธ.ก.ส.นั้น ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ได้จ่ายเงินที่ได้จากการระบายไปแล้วประมาณ 45,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตั้งแต่เดือนต.ค.56 – ม.ค.57 จำนวน 35,000 ล้านบาท และในเดือนก.พ.57 อีก 10,000 ล้านบาท และจากนี้จะมีเงินจากการระบายข้าวเพิ่มอีกเดือนละ 8,000 ล้านบาท 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รัฐบาลเร่งเลหลังข้าวทุกวิธี