เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่โรงแรมบางกอกแมริออทโฮเทล สุขุมวิท 57 นายทรงศักดิ์ เปรมสุขกรรมการผู้อำนวยการบริษัท วอยซ์ทีวี จำกัด เปิดเผยถึงความพร้อมในการดำเนินธุรกิจทีวีดิจิทัล ว่า บริษัทได้ทุ่มงบวิจัยค้นหาความต้องการของผู้บริโภคยุคดิจิทัล โดยทำวิจัยทั้งสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มคนทำงานในเมืองรุ่นใหม่ และวิจัยเชิงปริมาณ 600 ตัวอย่างทั่วประเทศ เพื่อศึกษารูปแบบเนื้อหาและพฤติกรรมการรับสื่อเพื่อนำมาพัฒนากลยุทธ์เจาะกลุ่มผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปทั้งนี้จากการสำรวจกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่มีอายุระหว่าง18-39 ปี พบว่าแนวโน้มผู้บริโภคในยุคดิจิทัล คือมีความเป็นผู้นำทางความคิดและการใช้ชีวิตที่กระหายในการรับข้อมูลข่าวสารมีการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารแบบครอสมีเดีย สกรีน ( Cross Media Screen) ใช้เวลาหลักในการดูทีวีคือช่วงเช้าและค่ำใช้มือถือในการเชื่อมต่อโลกออนไลน์และรับข้อมูลข่าวสารแบบมิกซ์ คอนเท้นต์ ( Mix Content) นอกจากนี้ยังดูรายการข่าวประจำวันทางทีวีมากที่สุดส่วนการดูรายงานข่าวสดจะใช้ผ่านสมาร์ทโฟน และชอบชมรายการออนไลน์ระหว่าง 5-7นาที ต่อครั้งนายทรงศักดิ์กล่าวว่า จากการทำวิจัยดังกล่าว วอยซ์ทีวีได้ปรับกลยุทธ์เพื่อตอบตอบโจทย์ผู้บริโภคภายใต้แนวคิดฉลาดคิด ฉลาดใช้ชีวิต โดยเน้นทั้งข่าวสาร สาระ แรงบันดาลใจการใช้ชีวิตและความบันเทิง โดยจะเริ่มใช้ในผังทีวีดิจิทัล1 เม.ย.นี้ ซึ่งได้กำหนดสัดส่วนผังรายการออกเป็นข่าวประมาณ 60 % และวาไรตี้ 40%สำหรับความพร้อมในการเปิดทีวีดิจิทัลวอยซ์ ทีวี ได้ทุ่มงบลงทุน600 ล้านบาท ในการทำรายงานปรับปรุงสตูดิโอและเทคโนโลยีรวมถึงสร้างแบรนด์และจัดกิจกรรมเพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่คาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุนได้ภายใน 3ปีพร้อมตั้งเป้าเป็นผู้นำสถานีวิเคราะห์ข่าวของไทย.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : วอยซ์ ชี้ผู้บริโภคยุคดิจิทัลเน้นมิกซ์คอนเท้นต์-ครอสมีเดีย
เดือน: มีนาคม 2014
-

วอยซ์ ชี้ผู้บริโภคยุคดิจิทัลเน้นมิกซ์คอนเท้นต์-ครอสมีเดีย
-

พาณิชย์มอบนโยบายดันเอเฟตโกอินเตอร์
เมื่อวันที่ 6 มี.ค. นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านบริหารในคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า (ก.ส.ล.) เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายในการพัฒนาและกำกับดูแลการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (เอเฟต) แก่สำนักงาน ก.ส.ล. โดยเน้นนโยบายหลักๆ4ประการได้แก่ การเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศยกระดับการกำกับดูแลให้ได้มาตรฐานสากล สนับสนุนการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาลผ่านเอเฟตและเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการที่อยู่ในภาคเกษตรสำหรับนโยบายการเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศนั้นควรกำหนดแผนงานรองรับการดำเนินการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) รวมทั้งการชักชวนต่างชาติในการเข้ามาเป็นผู้ประกอบธุรกิจอีกทั้งยังสร้างพันธมิตรโดยประสานความร่วมมือกับประเทศจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย ทั้ง ยางพารา ข้าว และมันสำปะหลังส่วนการยกระดับการกำกับดูแลให้ได้มาตรฐานโลกนั้น สำนักงานฯควรยกระดับการกำกับดูแลการซื้อขายล่วงหน้าให้เข้าสู่มาตรฐานสากลโดยพัฒนากฎหมายและกฎระเบียบ และปรับปรุงกระบวนการกำกับดูแลให้เป็นที่ยอมรับและสอดคล้องกับหลักการของสมาคมความร่วมมือด้านหลักทรัพย์และการซื้อขายข้อตกลงล่วงหน้าระหว่างประเทศนอกจากนี้การสนับสนุนการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาลผ่านเอเฟต ซึ่งเป็นวิธีที่โปร่งใสเป็นธรรม ทำให้เกิดราคาข้าวล่วงหน้าของไทยสะท้อนไปทั่วโลกผู้ที่เกี่ยวข้องต้องเร่งทำงานในเชิงรุกทั้งการประชาสัมพันธ์เชิญชวนเข้าร่วมประมูลรวมถึงการให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการขั้นตอนและประโยชน์ของการประมูลและการซื้อขายล่วงหน้าในเอเฟตให้ผู้ประกอบการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเพื่อให้มีผู้เข้าร่วมประมูลแข่งขันกันมากขึ้นอีกทั้งยังเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ประกอบการที่อยู่ในภาคเกษตรเพื่อจะได้ใช้ประโยชน์ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าในการวางแผนการผลิตและการค้าข้าวของตนอีกด้วย.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์มอบนโยบายดันเอเฟตโกอินเตอร์ -

ราคาข้าวเปลือกตกฮวบเหลือ8,000 บาทต่อตัน
รายงานข่าวจากผู้ประกอบการโรงสีข้าว เปิดเผยว่า ขณะนี้ขาวนาที่ไม่สามารถนำข้าวเข้าโครงการรับจำนำข้าวที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 28 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้เริ่มนำข้าวเปลือกนาปรังที่ผลผลิตทะยอยออกในช่วงเดือนมี.ค.-ก.ย.นี้มาขายให้กับโรงสีในพื้นที่ โดยรับซื้อข้าวเปลือก ความชื้น 15%อยู่ที่ตันละ 8,000-8,200 บาท ซึ่งกว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่รับซื้อ 15,000บาทต่อตัน และคาดการณ์ว่าแนวโน้มราคาข้าวเปลือกอาจจะลดต่ำลงมาอีกเหลือตันละ7,000 กว่าบาท ซึ่งต่ำสุดในรอบ 6 ปี หากรัฐบาลมีการระบายสต๊อกข้าวในราคาต่ำออกมาอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ ผู้ประกอบการค้าข้าวทุกกลุ่มกำลังจับตามองนโยบายบริหารจัดการสต๊อกข้าวสารรัฐบาลหลังสิ้นสุดโครงการรับจำนำข้าวรอบแรกไปแล้วเพราะเป็นที่รู้กันในวงการว่ารัฐบาลระบายข้าวสารในสต๊อกให้กับผู้ส่งออกบางรายต่ำถึงตันละ9,500 บาท และยิ่งเมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งระบายข้าวเพื่อนำเงินมาจ่ายคืนชาวนา อาจมีความเป็นไปได้ที่จะระบายเร่งระบายในราคาต่ำมากๆ โดยเฉพาะข้าวเก่าซึ่งเป็นข้าวสารที่รัฐบาลเก็บสต๊อกไว้นานถึง 2-3 ปี หากระบายออกมาเหลือตันละ 8,000 กว่าจะยิ่งทำให้ราคารับซื้อข้าวเปลือกตกต่ำลงไปอีก หรือเหลือแค่ตันละ 7,000 บาทเท่านั้นรายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่าจากการตรวจสอบราคาขายส่งข้าวสารในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลโดยเปรียบเทียบราคาช่วงเดือนมี.ค. 57 กับเดือนมี.ค. 52 หรือในช่วง 5 ปี พบว่าราคาข้าวสารโดยเฉพาะข้าวขาว และข้าวนึ่ง ราคาปัจจุบันลดต่ำลงมาจากปี 52โดยข้าวขาว100%ชั้น 1 ราคาปัจจุบัน 1,475บาท/กระสอบ (100 กก.) ลดจากมี.ค. 52 ที่มีราคา 2,125 บาท/กระสอบ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาข้าวเปลือกตกฮวบเหลือ8,000 บาทต่อตัน