เดือน: มีนาคม 2014

  • ราคาทองคำ 4 มี.ค.57 ปรับครั้งที่ 1 ขึ้น 50 บาท

    ราคาทองคำ 4 มี.ค.57 ปรับครั้งที่ 1 ขึ้น 50 บาท

    วันที่ 4 มี.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.35 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 1 ขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 21,200 บาท รับซื้อ 20,405.36 บาท ทองแท่งขาย 20,800 บาท รับซื้อ 20,700 บาทราคาทองคำและครั้งที่ปรับราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 ขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 21,200 บาท รับซื้อ 20,405.36 บาท ทองแท่งขาย 20,800 บาท รับซื้อ 20,700 บาท เวลา 09.35 น.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทองคำ 4 มี.ค.57 ปรับครั้งที่ 1 ขึ้น 50 บาท

  • สคบ.ไร้อำนาจเบ็ดเสร็จ หนีไม่พ้น…เสือกระดาษ

    สคบ.ไร้อำนาจเบ็ดเสร็จ หนีไม่พ้น…เสือกระดาษ

    ถูกขนานนามให้เป็น “เสือ  กระดาษ” มาทุกยุคทุกสมัย สำหรับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. แม้ว่าผลงานที่ผ่านมาจะสร้างความหวือหวาช่วยเรียกความสนใจให้กับคนในสังคม โดยเฉพาะการตรวจพบการขายสินค้าและบริการหลายประเภทที่ผู้ประกอบการคิดราคาไว้แพงเกินจริง แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถกำหนดบทลงโทษกับผู้ที่เอาเปรียบผู้บริโภคได้ เพราะในมือกลับไม่มีข้อกฎหมายใด ๆ มาเอาผิดได้ ที่ผ่านมาต้องยืมมือของหน่วยงานรัฐที่ดูแลรับผิดชอบโดยตรงมาช่วยลงดาบ ทั้ง “กรมการค้าภายใน” ที่มีกฎหมายฟันผู้ประกอบการขายของแพง หรือ “กรมการขนส่งทางบก” ที่มีกฎหมายควบคุมผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะ ขณะที่ สคบ. เองมีบทบาทเพียงแค่ตรวจพบ รับเรื่องร้องทุกข์ ก่อนส่งต่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปจัดการ ส่วนกฎหมายที่มีอยู่ก็แค่เพียง “จิ๊บจ๊อย” เช่น กำกับดูแลเรื่องการควบคุมโฆษณา รวมทั้งการเข้มงวดให้ผู้ประกอบการแสดงฉลากสินค้าให้ถูกต้อง ที่เข้มงวดหน่อยก็เพียงธุรกิจขายตรงที่มีข้อบังคับให้มาจดทะเบียนกับ สคบ. ก่อนทำธุรกิจเท่านั้น ทำให้ตอนนี้หลายคนกลับมาคิดว่า แท้จริงแล้วบทบาทของสคบ. น่าจะเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาได้เบ็ดเสร็จ ตั้งแต่การรับเรื่องร้องทุกข์ ตรวจเจอคนเอาเปรียบ สืบหาข้อเท็จจริง เชิญผู้ร้องและผู้ถูกร้องเข้ามาชี้แจง จนกระทั่งสุดท้ายหากพบว่าทำผิดหรือเอาเปรียบกับผู้บริโภคจริง ก็มีกฎหมายลงโทษอย่างชัดเจนทันที แต่ก็คงเป็นไปได้ยาก เพราะคงต้องมาแก้กฎหมายอีกบานตะเกียง อย่างน้อย ๆ ก็กินเวลาไม่ต่ำกว่า 2-3 ปี หากจะเริ่มต้นแก้กฎหมายแบบจริงจัง ยิ่งในอนาคตการเปิดประชาคมอาเซียนกำลังจะเปิดเต็มรูปแบบ ก็ยิ่งบีบให้ สคบ. ต้องเพิ่มบทบาทให้เข้มข้นขึ้น เพราะต้องดูแลผู้บริโภคทั่วภูมิภาค อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้ในช่วงที่ “จิรชัย มูลทองโร่ย” นั่งเป็นเลขาธิการ สคบ. ก็ใช่ว่าจะไม่รู้ถึงปัญหาดังกล่าว เพราะตอนนั้นได้วางแนวทางแก้ไขไว้ โดยร่างแผนแม่บทการคุ้มครองผู้บริโภคแห่งชาติซึ่ง กินเวลาตั้งแต่ปี 56–60 โดยถือเป็นแผนแรกที่จะรวบรวมการทำงานของหน่วยงานทั้งหมดที่มีหน้าที่คุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคด้านต่าง ๆ เข้ามาดูแลผู้บริโภคร่วมกัน โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้บริโภคร้องเรียนเรื่องใดมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะแก้ไขปัญหาให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วกว่าขั้นตอนตามปกติ ซึ่งกินเวลานานมาก ตามแผนฯ ได้แบ่งยุทธศาสตร์การคุ้มครองผู้บริโภคออกเป็น 5 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนกลไกคุ้มครองผู้บริโภค, ยุทธศาสตร์การให้ความรู้ผู้ประกอบการ และประชาชน, ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนแนวทางการจัดการปัญหา และการตรวจสอบข้อเท็จจริง, ยุทธศาสตร์การสร้างเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค และยุทธศาสตร์การประสานความเป็นเลิศ ซึ่งในแต่ละยุทธศาสตร์จะบูรณาการความร่วมมือจากทุกหน่วยงานทั้งภายในและต่างประเทศ โดยมีข้อกฎหมาย ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามากำกับชัดเจนเป็นกล่องเดียว ผ่านการประสานงานของ สคบ. ในมิติใหม่ แต่แผนดังกล่าวก็เป็นอันต้องพับไป เมื่อผู้ใหญ่ที่ดูแลรับผิดชอบกลับไม่ได้นำแผนดังกล่าว ซึ่ง สคบ. ประแป้งแต่งตัวไว้สวยงาม รอเพียงเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม. อนุมัติ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ ส่งผลให้แผนนี้ค้างเติ่งโดยไม่มีคนมาสานต่อ ขณะเดียวกันในช่วงปลายปีก่อน นายจิรชัย ก็ยังถูกเด้งไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีแบบไม่ทันตั้งตัวอีก ส่งผลให้งานเดิมที่กำลังเดินหน้าอยู่ขาดช่วง ไม่สามารถเดินหน้าได้ต่อเนื่อง จึงทำให้งานของ สคบ. ที่เห็นอยู่ตอนนี้ไม่แตกต่างจากในอดีต เพราะเมื่อถึงเวลาช่วงเทศกาลโน้น เทศกาลนี้ที ก็ลงพื้นที่ตรวจสอบครั้งนึง เจอปัญหาก็แก้ แต่ไม่ได้ล้อมคอกกันผู้ประกอบการที่จ้องเอาเปรียบผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลาเอาไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้เรื่องทั้งหมดก็ไม่ใช่เรื่องที่รุนแรงอะไร เพราะยังสามารถแก้ไขกันได้ โดยที่ผ่านมาคนของ สคบ. หลายคนก็เคยให้ความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า ถ้ามองในแง่ดี แม้ว่า สคบ. จะมีอำนาจไม่เบ็ดเสร็จ เพราะต้องยืมมือหน่วยงานหลายหน่วยงานมาช่วยเหลือ ทั้งที่ก่อนหน้าที่ สคบ. ไม่น่าจะเป็นแค่หน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนหรือมีกฎหมายที่จะดำเนินการฟ้องร้องแทนผู้บริโภคเพียงไม่กี่คดี แต่ทุกเรื่องที่เกิดขึ้น โดยมี สคบ. เป็นผู้เริ่มต้น ก็ถือเป็นการจุดประกายเรื่องราวให้สังคมได้รับรู้ว่ามีการเอาเปรียบเรื่องนี้จริง ผู้บริโภคก็ได้รับรู้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และสามารถป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกเอาเปรียบ และที่สำคัญ ผู้บริโภคจะได้รับทราบถึงสิทธิของตัวเอง ซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก ส่วนการจะไปแก้กฎหมายอย่างไรนั้น เป็นเรื่องของฝ่ายนโยบายที่พร้อมจะให้ความสำคัญกับกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มข้นขึ้นหรือไม่ เพราะทุกวันนี้สถานการณ์หลายอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วตามเทคโนโลยี ดังนั้นการไล่เช็กบิลกับผู้กระทำความผิด เอาเปรียบ สารพัดกับผู้บริโภคก็ต้องเข้มงวดขึ้น ไม่อย่างนั้นอีกสิบปีก็มีคนเรียก สคบ. เหมือนเดิมว่า … “เสือกระดาษ”!!! อยู่วันยังค่ำ. ทีมเศรษฐกิจ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สคบ.ไร้อำนาจเบ็ดเสร็จ หนีไม่พ้น…เสือกระดาษ

  • อินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง เสี่ยงโดนโจมตีจากแฮกเกอร์

    อินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง เสี่ยงโดนโจมตีจากแฮกเกอร์

      การมาถึงของอินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง (Internet of  Every Things) ทำให้ปัญหาการรักษาความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งขนาดของเครือข่าย และจำนวนดีไวซ์จำนวนมหาศาลที่ต่อเชื่อมเข้าสู่อินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้นเท่าไร อัตราความเสี่ยงของการโจมตีบนไซเบอร์ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น ระบบรักษาความปลอดภัยบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่สามารถต่อสู้กับอาชญากรไซเบอร์ หรือแฮกเกอร์ที่พร้อมโจมตีตลอดเวลาจึงเป็นเรื่องสำคัญ นายสุธี อัศวสุนทรางกูร ผู้จัดการประจำประเทศไทยและอินโดจีน ซอร์สไฟร์ (ประเทศ ไทย) ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของซิสโก้ กล่าวว่า ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ใช้อินเทอร์เน็ตตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อโซเชียลเน็ตเวิร์กยอดนิยมอย่างเฟซบุ๊ก ประกอบกับอุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น ทำให้ภัยคุกคามมีมากขึ้น โดยเฉพาะในอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อไวไฟได้ ความปลอดภัยในระบบเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ จากการประชุม RSA Conference ซึ่งเป็นงานประชุมสัมมนาระดับโลกด้านการรักษาความปลอดภัยครั้งยิ่งใหญ่ประจำปี ระบุรูปแบบความซับซ้อนในการโจมตี และความสามารถของอาชญากรไซเบอร์ที่มุ่งเป้าไปที่เครือข่ายที่ขยายการทำงานออกไปภายนอก และปฏิบัติการโจมตีของแฮกเกอร์เหล่านี้ได้ปรับเปลี่ยนมาทำแบบมืออาชีพมากกว่าที่จะทำเป็นงานอดิเรก นายสุธี กล่าวต่อว่า การเติบโตขึ้นของอินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง เป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่ได้รับความสนใจ เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้อุปกรณ์ทุกประเภทเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกันเป็นจำนวนมาก โดยซิสโก้ประมาณการว่าการที่ทุกสรรพสิ่งสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ จะเป็นการขยายพื้นที่ที่จะถูกโจมตีให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งซิสโก้คาดการณ์ว่าจำนวนของสรรพสิ่งจะขยายตัว และเติบโตขึ้นสูงถึง  50,000 ล้านดีไวซ์ภายในปี ค.ศ. 2020 ถ้านึกภาพไม่ออกลองมองไปรอบ ๆ บ้าน จะเห็นว่าทั้งของเล่น อุปกรณ์ควบคุม หรือสรรพสิ่งที่ต่อไวไฟได้มีจำนวนมากจริง ๆ ตัวอย่างของการโจมตีที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือการที่ตู้เย็นที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต สามารถส่งสแปมได้ โดยตู้เย็นดังกล่าวถูกโจมตีจนกลายเป็นบอทเน็ต ที่ถูกควบคุมจากแฮก เกอร์ในระยะไกล เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ซึ่งในกรณีนี้คือการส่งสแปมเมลมากกว่า 750,000 เมลไปยังเป้าหมาย ที่เป็นองค์กรธุรกิจและผู้ใช้ทั่วไป โดยส่งเมลโจมตีต่อเนื่องกว่า 100,000 เมล สามเวลาในแต่ละวัน ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการที่ สมาร์ท ดีไวซ์ ทุกประเภทที่ต่อเชื่อมเข้าสู่อินเทอร์เน็ตไม่มีการรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอ ด้าน นายสุวิชชา มุสิจรัล วิศวกรระบบรักษาความปลอดภัยของ ซอร์สไฟร์ (ประเทศ ไทย) กล่าวว่า แนวคิดอินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่งจะเกิดขึ้นแน่นอน ต่อไปการใช้งานในอุปกรณ์ต่าง ๆ จะเป็นแบบเครื่องไปยังเครื่อง (machine  to  machine) คนจะไม่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น ตู้เย็นเมื่อนมในตู้หมดเครื่องก็สามารถส่งอีเมลสั่งซื้อได้เอง หรือกล้องถ่ายรูป เมื่อถ่ายแล้วรูปก็ส่งขึ้นเฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ได้เลย ทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจากข้อมูลพบว่าผู้ใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อ 1 ใน 5 จะติดไวรัส และมัลแวร์ “อินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่งจะมาพร้อมกับดีไวซ์ที่หลากหลายและจำนวนเพิ่มมากขึ้น เครือข่ายไม่มีขอบเขตเหมือนก่อน จึงจำเป็นต้องมีโมเดลในการรักษาความปลอดภัยแบบใหม่ที่ช่วยรักษาความปลอดภัยให้กับทุกสรรพสิ่งที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ เพราะผู้โจมตีในปัจจุบันเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีในระดับสูง ใช้วิธีการโจมตีที่ซับซ้อนและแฝงตัวอยู่ในเครือข่ายของเป้าหมายให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อรอเวลาในการโจมตีไปยังเครือข่ายที่ขยายการใช้งานออกไปภายนอก รวมถึงคลาวด์ เวอร์ชวล และบรรดาจุดเชื่อมต่อปลายทาง หรือเอนด์พ้อยน์ทั้งหลาย” สำหรับการเตรียมการเพื่อรับมือกับการโจมตี องค์กรต้องพิจารณาให้ขอบเขตการป้องกันครอบคลุมทุกช่วงเวลา ทั้งก่อนการโจมตี ระหว่างการโดนโจมตี และหลังการถูกโจมตี เพื่อลดความเสี่ยง ให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้  ล่าสุด ซิสโก้ได้ประกาศเสริมระบบป้องกันมัลแวร์ขั้นสูง (AMP–Advanced Malware Protection) เทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาโดยซอร์สไฟร์เข้าไว้ในสายผลิตภัณฑ์ระบบรักษาความปลอดภัยในระดับเนื้อหา (Content Security)  ซึ่งครอบคลุมถึงเว็บ และอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยสำหรับระบบอีเมล รวมถึงบริการการรักษาความปลอดภัยเว็บบน คลาวด์ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถดูแล ป้องกัน และรับมือกับการโจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง เสี่ยงโดนโจมตีจากแฮกเกอร์