เดือน: มีนาคม 2014

  • ทำไมราคาน้ำมันส่งออกจึงถูกกว่าราคาน้ำมันที่ขายในประเทศ – พลังงานรอบทิศ

    ทำไมราคาน้ำมันส่งออกจึงถูกกว่าราคาน้ำมันที่ขายในประเทศ – พลังงานรอบทิศ

     คำถามหนึ่งซึ่งค้างคาใจสังคมไทยมาก คือทำไมราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ส่งออกไปขายต่างประเทศ บางครั้งมีราคาถูกกว่าราคาน้ำมันที่โรงกลั่นน้ำมันขายในประเทศ  การที่จะทำความเข้าใจในปัญหานี้ได้อย่างลึกซึ้งคงต้องย้อนประวัติศาสตร์ไปถึงการเริ่มต้นส่งเสริมให้มีการลงทุนสร้างโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยกันก่อน วัตถุประสงค์ของการส่งเสริมให้มีการสร้างโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยนั้นก็เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานเป็นการลงทุนเพื่อทดแทนการนำเข้าน้ำมันจากประเทศสิงคโปร์ และเพื่อประหยัดเงินตราต่างประเทศ ในระยะแรกโรงกลั่นฯ ในประเทศยังมีจำนวนไม่มากนัก การกลั่นน้ำมันยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โรงกลั่นฯ กลั่นน้ำมันได้เท่าไรก็ขายในประเทศได้หมด ต่อมาในปี 35 รัฐบาลได้มีนโยบายเปิดเสรีโรงกลั่นน้ำมัน และได้มีการสร้างโรงกลั่นฯ ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นในไทยอีก 2 แห่งทำให้มีกำลังการกลั่นเกินความต้องการภายในประเทศ ประกอบกับไทยประสบกับภาวะ      วิกฤติเศรษฐกิจปี 40 จึงทำให้ความต้องการน้ำมันในประเทศลดต่ำลงโรงกลั่นฯ จึงต้องหันไปพึ่งพาตลาดส่งออก เพื่อระบายน้ำมันส่วนเกินออกไปขายยังตลาดต่างประเทศ แน่นอนว่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ส่วนเกินความต้องการในประเทศไปขายต่างประเทศนั้น ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของการสร้างโรง กลั่นฯ ในไทยเพราะเราสร้างโรงกลั่นฯ มาเพื่อทดแทนการนำเข้าไม่ได้สร้างมาเพื่อการส่งออกเหมือนอย่างโรงกลั่นฯ ในสิงคโปร์ ดังนั้นเมื่อต้องส่งออกน้ำมันไปขายต่างประเทศ เราก็ต้องไปแข่งขันกับสิงคโปร์ที่มีความได้เปรียบเราในทุกด้านและเป็นผู้ครองตลาดอยู่ก่อนแล้ว ถ้าเราต้องการขายให้ได้เราก็ต้องลดราคาลงมาเพื่อแข่งขันกับสิงคโปร์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะขายถูกกว่าราคาในประเทศไปเสียทั้งหมดในบางตลาดที่เรามีความได้เปรียบด้านการขนส่ง เช่น ลาว กัมพูชา เราก็ขายราคาแพงกว่าราคาหน้าโรงกลั่น ยกเว้นบางตลาดที่เราเสียเปรียบด้านการขนส่งทางเรือเท่านั้นที่เราต้องตัดราคาลงมาเพื่อแข่งขันกับสิงคโปร์  ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการค้าระหว่างประเทศ ที่ราคาส่งออกนั้นมีทั้งราคาถูกและราคาแพง มีทั้งราคาที่สูงกว่าที่ขายในประเทศ หรือบางกรณีก็ต่ำกว่าราคาขายในประเทศ โดยเฉพาะในกรณีที่เรามีสินค้าส่วนเกินเหลือมาก ๆ และต้องระบายออกอย่างรวดเร็วอย่างเช่น ข้าว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลอื่น ๆ อีกที่ทำให้บางครั้งผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกมีราคาถูกกว่าราคาที่ขายในประเทศคือ 1. น้ำมันที่ส่งออกมีคุณภาพไม่เหมือนกับน้ำมันที่ขายภายในประเทศ เช่นน้ำมันเบนซินและดีเซลของเราต้องได้มาตรฐานยูโร 4 ในขณะที่ของประเทศเพื่อนบ้านเราบางแห่งไม่ได้มีมาตรฐานสูงขนาดนั้น 2. การส่งออกน้ำมันไปขายต่างประเทศมีต้นทุนที่ถูกกว่าขายในประเทศ เพราะตัดค่าใช้จ่ายบางอย่างลงได้เช่น ไม่ต้องสำรองน้ำมันตามกฎหมายเหมือนกับการขายในประเทศ ทำให้ลดราคาลงมาได้ 3. ตลาดส่งออกถือเป็นตลาดซื้อขายที่ไม่มีความแน่นอน (SpotMarket) ไม่มีสัญญาซื้อขายกันเป็นระยะยาว โรงกลั่นฯ ไม่ถูกผูกมัดว่าจะต้องขายให้ตลอดเวลาจึงอาจขายในราคาถูกเป็นครั้ง ๆ ไปได้ 4. การส่งออกไม่ใช่ธุรกิจหลักของโรง กลั่นฯ ดังนั้นการระบายน้ำมันออกได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเก็บสินค้าไว้เป็นเวลานานสิ้นเปลืองเนื้อที่คลังน้ำมันและถังเก็บน้ำมันอีกทั้งยังทำให้กลั่นน้ำมันได้เต็มกำลังการผลิตตลอดเวลา ดังนั้นถ้าจะต้องส่งออกในราคาที่ต่ำลงไปบ้าง ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในเชิงธุรกิจ ทั้งหมดนั้นเป็นเหตุผลและความเป็นจริงในเชิงธุรกิจล้วน ๆ นะครับ แต่ใครจะทำใจยอมรับได้หรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนี่งครับ!!!.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทำไมราคาน้ำมันส่งออกจึงถูกกว่าราคาน้ำมันที่ขายในประเทศ – พลังงานรอบทิศ

  • จับตาส.อ.ท.กู้ภาพลักษณ์ สลัดคราบแตกแยก-การเมือง

    จับตาส.อ.ท.กู้ภาพลักษณ์ สลัดคราบแตกแยก-การเมือง

     ณ วันนี้ ชื่อของ “สุพันธุ์  มงคลสุธี” ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซินเน็ค (ประเทศไทย) คงก้าวขึ้นแท่นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คนที่ 14 แบบไม่พลิกโผแน่ หลังจากผลการเลือกตั้งคณะกรรมการ ส.อ.ท. ฝั่ง “สุพันธ์” ชนะ “วิศิษฎ์ ลิ้มประนะ” ผู้สมัครชิงตำแหน่งอีกรายแบบขาดลอย โดยในวันที่ 8 เม.ย.นี้ คณะกรรมการ ส.อ.ท.ชุดใหม่ จะลงคะแนนเสียงเพื่อเลือกประธาน ส.อ.ท. กันอย่างเป็นทางการอีกครั้ง   แม้บรรยากาศของการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมา ได้ออกอาการสะดุดหงุดหงิดกันไปบ้างในช่วงระหว่างวัน แต่สุดท้าย! ทุกอย่างสามารถจบลงด้วยภาพแห่งความปรองดอง โดยข้างผู้พ่ายแพ้ได้แสดงสปิริต ยอมรับผลการแข่งขัน พร้อมจับไม้จับมือแสดงความยินดีด้วยใจจริง ภาพที่ออกมา…เป็นความพยายามที่ทั้งผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ ต้องการลบภาพความแตกแยกในองค์กรให้หมดสิ้น ที่สำคัญยังเป็นนโยบายหลักในการหาเสียงของแต่ละฝ่าย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ส.อ.ท. ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นองค์กรเอกชนที่ใหญ่ที่สุดแต่กลับมีความขัดแย้งมากที่สุดในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา แม้ภาพที่เกิดขึ้น จะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ  ของการเริ่มต้นแห่งการกู้ภาพลักษณ์กลับคืนมาก็ตาม แต่ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ดี เพราะต้องยอมรับว่า ส.อ.ท. ถือเป็นองค์กรเอกชนที่มีบทบาทสำคัญและเป็นหลักในการผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าอย่างแข็งแกร่ง  ภายใต้สมาชิกที่เป็นผู้ผลิต ภาคอุตสาหกรรมทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก  มากกว่า  7,000–8,000 ราย  แต่ที่ผ่านมาเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อองค์กรแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยการถูกครอบงำจากฝ่ายการเมืองมาโดยตลอด ทำให้การทำหน้าที่การแสดงบทบาทขับเคลื่อนให้ภาคเอกชนเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจเป็นไปโดยลำบาก เห็นได้ชัดจากกรณี… นโยบายการปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท  ที่เป็นเรื่องใหญ่เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เห็นถึงความแตกแยกขององค์กร จนสร้างความเสียหายให้กับผู้ประกอบการไทยอย่างมาก ด้วยความไม่แข็งแกร่งของผู้นำองค์กร ที่ไม่กล้าปริปากคัดค้านนโยบายของรัฐบาล ที่สร้างความเสียหายให้กับเอกชนแท้จริง ได้แต่ปล่อยให้สมาชิกออกเสียงเรียกร้องด้วยตัวเอง  จนสุดท้ายต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นถึงปีละ 1.8 แสนล้านบาท “ปัญหาใหญ่ของ ส.อ.ท. ในเวลานี้คือ ผู้นำของ ส.อ.ท. มักเข้าใจบทบาทของตัวเองผิด ชอบคิดว่า ตัวเองเป็นองค์กรระดับชาติ ชอบทำอะไรที่ไม่ใช่หน้าที่ตัวเอง ทั้งที่หน้าที่หลัก คือ การดูแลสมาชิกทั้ง 7,000-8,000 ราย ซึ่งเป็นผู้มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ว่า  ได้รับความเดือดร้อนอย่างไร มีอะไรที่สามารถสนับสนุนการดำเนินงานของสมาชิก โดยหลักแล้วต้องเป็นกระบอกเสียงให้กับสมาชิกโดยใช้รัฐบาลให้เป็น ไม่ใช่มารับใช้รัฐบาล จนสมาชิกต้องเดือดร้อน ที่สำคัญผู้นำส.อ.ท.ต้องมีวิสัยทัศน์ที่สามารถมองเห็นเศรษฐกิจในอนาคตข้างหน้าและหาทางส่งเสริมให้สมาชิกปรับตัวได้ทัน รวมทั้งตั้งทีมงานที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่รู้ธุรกิจของตัวเอง ทำให้เวลาเจรจากับรัฐบาลไม่สามารถประเมินผลกระทบทั้งระบบได้” ผู้คร่ำหวอดภาคเอกชนระบุ  เรื่องนี้เชื่อได้ว่า…คน ส.อ.ท.ต่างรู้ดีถึงปัญหา ถึงภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด แม้แต่นายสุพันธุ์ ก็ตาม เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมานายสุพันธุ์ ได้ออกตัวอยู่เสมอว่า พร้อมชนกับการเมืองในเรื่องที่ถูกต้อง ภายใต้ผลประโยชน์ของสมาชิก เพราะมองว่าการทำงานของ ส.อ.ท. ต้องเป็นเอกภาพ  ที่สำคัญกฎหมาย ส.อ.ท. ระบุไว้ชัดเจนอยู่แล้วว่า ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ถ้าการเมืองจะเข้ามายุ่ง ก็ควรยุ่งลักษณะสนับสนุนการทำงานร่วมกัน อย่างไรก็ตามในฐานะว่าที่ประธาน ส.อ.ท.คนใหม่….“สุพันธุ์” จึงให้คำมั่นไว้ว่า จากนี้ไปการทำหน้าที่ผู้นำองค์กรนี้ จะมุ่งเน้นดูแลผลประโยชน์ของสมาชิกอย่างจริงจัง ทั้งการสนับสนุนและการช่วยเหลือ  เพราะสมาชิก ส.อ.ท.ทั้งหมดมีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ขณะเดียวกันจะพิจารณาถึงนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย ไม่ใช่เอาแต่คะแนนเสียง จนทำให้เอกชนเดือดร้อนจนอยู่ไม่ได้  รวมไปถึงแต่งตั้งทีมวิชาการมาวิเคราะห์ข้อมูลให้ชัดเจน ทั้งเรื่องของแรงงาน การค้า การลงทุน การลดต้นทุนของผู้ประกอบการ หรือแนวทางที่ภาครัฐควรสนับสนุน ช่วยเหลือ ทั้งด้านโลจิสติกส์ พลังงาน ภาษี รวมถึงระบบที่ทำให้เกิดความยุติธรรมกับการแข่งขันกับต่างประเทศ การสนับสนุนการค้ากับต่างประเทศ รวมถึงดูแลภาคเอสเอ็มอี ที่เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างมาก เนื่องจากยังขาดการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง โดยขอความร่วมมือให้บริษัทขนาดใหญ่ จัดทีมมาดูแลเอสเอ็มอีให้มากขึ้น โดยในเดือน พ.ค.นี้ เตรียมจัดประชุมประธานกลุ่มอุตสาหกรรมและประธานอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อดำเนินงานพัฒนาอุตสาหกรรมในรูปแบบการรวมตัวเป็นคลัสเตอร์ต่อไป   มาถึงจุดนี้…คงต้องรอดูว่าส.อ.ท.ภายใต้คณะกรรมการชุดใหม่ ภายใต้ผู้นำคนใหม่ จะสามารถสลัดภาพลักษณ์แห่งการถูกครอบงำจากการเมือง ภาพลักษณ์แห่งความแตกแยก ภาพลักษณ์แห่งการเรียกร้องผลประโยชน์ของตัวเอง ได้หรือไม่?. จิตวดี เพ็งมาก

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จับตาส.อ.ท.กู้ภาพลักษณ์ สลัดคราบแตกแยก-การเมือง

  • “ไอซีที”เล็งวางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ใช้บัตรแทนกาหมายเลขผู้สมัคร

    “ไอซีที”เล็งวางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ใช้บัตรแทนกาหมายเลขผู้สมัคร

    กระทรวงไอซีที รอเสนอแผนวางระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้บัตรประชาชนแทนกาหมายเลขผู้สมัคร สำหรับการเลือกตั้งทั่วประเทศ การันตี ไม่มีการคอร์รัปชั่น 100% และประหยัดงบประมาณกว่า 3,800 ล้านบาท  นายสุรชัย ศรีสารคาม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า กระทรวงไอซีทีอยู่ระหว่างรอให้มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ เพื่อเสนอแผนจัดทำระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับใช้ในการเลือกตั้ง โดยวางระบบให้สามารถใช้บัตรประชาชนในการใช้สิทธิเลือกตั้งแทนการกาเลขหมายของเบอร์ ซึ่งผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะมีรหัสของตัวเอง และใช้สิทธิ์เลือกตั้งพร้อมกับลายนิ้วมือในวันใช้สิทธิดังกล่าว อีกทั้งยังสามารถนับคะแนนหลังเลือกตั้งได้ทันทีภายหลังการเลือกตั้งไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการเลือกตั้งครั้งละกว่า 3,800 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หาก ครม.เห็นชอบให้ทำระบบบัตรอิเล็กทรอนิกส์ในการเลือกตั้งจะสามารถลดการคอร์รัปชั่นได้ถึง 100% ทั้งนี้ ยอมรับว่าสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ส่งผลกับการพัฒนาประเทศช้าลง โดยเฉพาะโครงการสมาร์ทไทยแลนด์ และโครงการที่ต้องร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนการเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิทัลนั้น ได้วางแผนบูรณาการบนระบบคลาวด์เพื่อให้เข้าไปถึงบ้านเรือนทั่วประทศ ทั้งภาครัฐ เอกชน การศึกษา สาธารณสุข โดยเสนอขอช่องทีวีดิจิทัล ประเภทสาธารณะไปที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ภายใต้ชื่อ กัฟเวอร์เมนท์ดิจิทัลทีวี สเตชั่น จะทำหน้าที่ให้ความรู้เกี่ยวกับหน่วยงานภาครัฐแก่ประชาชน       

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ไอซีที”เล็งวางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ใช้บัตรแทนกาหมายเลขผู้สมัคร