เดือน: มีนาคม 2014

  • ปลัดคลังสั่ง สคร.ลุย พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ

    ปลัดคลังสั่ง สคร.ลุย พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ

    นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เพื่อดำเนินนโยบายด้านการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ภายหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.56 (พ.ร.บ. ร่วมทุนฯ) รวมทั้ง เตรียมความพร้อมเพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ โดยมอบหมายให้ สคร. หารือกับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) รวมทั้ง หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ของโครงการที่จะสามารถให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน และจัดลำดับความสำคัญโครงการดังกล่าว ทั้งนี้ ได้เร่งรัดให้ สคร.เตรียมความพร้อมในทุก ๆ ด้าน เพื่อให้ภาครัฐสามารถพัฒนาโครงการต่างๆ โดยการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐภายใต้ พ.ร.บ. ร่วมทุนฯ เพื่อรองรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นจำนวนมาก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะปัจจุบันภาครัฐมีข้อจำกัดด้านการลงทุนผ่านระบบงบประมาณและการกู้เงินหนี้สาธารณะ ดังนั้น การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ จึงมีความสำคัญและจำเป็นยิ่งขึ้น นอกจากนี้  เมื่อวันที่ 19 มี.ค.57 กระทรวงการคลัง ได้จัดสัมมนาผู้นำการบริหารการเปลี่ยนแปลงกระทรวงการคลัง สัญจร ครั้งที่ 3 ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก 17 จังหวัด เพื่อเตรียมพร้อมรับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน ทำให้มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศ ทั้งที่เกิดจากปัจจัยที่เกิดขึ้นในประเทศ และปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (เออีซี) ปี 58  ทั้งนี้ นโยบายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กระทรวงการคลัง ปี 57 จะมุ่งเน้นเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมทั้งสนับสนุนศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่ม และรักษาความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ โดยต้องเร่งปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการองค์กร เพื่อให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และเพิ่มประสิทธิภาพการบริการให้สะดวก รวดเร็ว ทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน  สำหรับสัมมนาครั้งนี้ได้จัดแสดงนิทรรศการโครงการคลินิกภาษี เพื่อให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และภาคเอกชนในเขตพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ได้ปรึกษาและรับคำแนะนำเกี่ยวกับภาษีอากรของทั้ง 3 กรมจัดเก็บภาษี รวมทั้งหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) ร่วมออกบูธจัดนิทรรศการเกี่ยวกับภารกิจและการให้บริการต่างๆ อีกด้วย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปลัดคลังสั่ง สคร.ลุย พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ

  • กสทช. หารือค่ายมือถือปัญหาสายหลุดบ่อย

    กสทช. หารือค่ายมือถือปัญหาสายหลุดบ่อย

    วันนี้(19 มี.ค.)ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง  กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตรรองเลขาธิการกสทช. เปิดเผยว่า กสทช.ได้เชิญผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส  บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)หรือดีแทค และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด เข้ามาหารือถึงกรณีที่ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคถึงกรณีสายหลุดบ่อย                 โดยสำนักงานกสทช.ได้นำรถตรวจสอบสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ พร้อมทั้งทดสอบการโทรในช่วงเดือนม.ค. – มี.ค.57 พบว่า อัตราการโทรสำเร็จเฉลี่ยของบริการระบบ 2 จี ยังอยู่ในมาตรฐาน โดยเอไอเอสทดลองโทรออก 804 ครั้ง สำเร็จ 801 ครั้ง   ดีแทค ทดลองโทรออก 716 ครั้ง สำเร็จ 714 ครั้งและทรูเอช ทดลองโทรออก 744 ครั้ง สำเร็จ 737 ครั้ง                 ส่วนอัตราการโทรสำเร็จเฉลี่ยของบริการระบบ3 จี เอไอเอส ทดลองโทรออก 424 ครั้ง สำเร็จ 423 ครั้ง ดีแทค ทดลองโทรออก 418 ครั้งสำเร็จ 416 ครั้ง และทรูเอช ทดลองโทรออก 437 ครั้ง สำเร็จ 437 ครั้ง                 นายก่อกิจกล่าวว่า กสทช.ออกตรวจสอบสัญญาณในบริเวณพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล และต่างจังหวัดดังนั้นผู้บริโภคที่  ไม่สามารถโทรออกหรือโทรไม่สำเร็จ ขอให้ร้องเรียนมายังคอลเซ็นเตอร์ 1200 ของสำนักงานกสทช. เพื่อแจ้งให้เข้าไปตรวจสอบเพื่อแก้ไขได้ทันเนื่องจากบางพื้นที่สัญญาณอาจจะอ่อน และอับสัญญาณ หรือแม้กระทั่งมีความแออัดของการใช้งานมากอีกด้วย 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช. หารือค่ายมือถือปัญหาสายหลุดบ่อย

  • คต. ทบทวนเอดีเหล็ก 2 รายการ

    คต. ทบทวนเอดีเหล็ก 2 รายการ

    นายสุรศักดิ์ เรียงเครืออธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯได้เริ่มการพิจารณาเปิดทบทวนอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาด  (เอดี)  สินค้าเหล็ก 2 รายการที่ครอบคลุมเหล็กแผ่นรีดเย็นเคลือบด้วยสังกะสีแบบจุ่มร้อนแล้วทาสีและเหล็กแผ่นรีดเย็นชุบหรือเคลือบด้วยโลหะเจือของอะลูมิเนียมและสังกะสีแบบจุ่มร้อนแล้วทาสีที่มีแหล่งกำเนิดจากจีนและเกาหลีใต้ ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน(ทตอ.) โดยกรมฯ จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี นับจากวันที่ 11  ก.พ. 57 เป็นต้นไป  “การเปิดทบทวนอากรเอดี ข้างต้นเป็นผลมาจากการที่มีอุตสาหกรรมภายในประเทศยื่นคำร้องขอเปิดทบทวนอากรเอดีสินค้าดังกล่าวพร้อมกับแนบเอกสารหลักฐานเพียงพอที่แสดงให้เห็นว่าอัตราส่วนเหลื่อมตลาดสินค้าจากจีนและเกาหลีใต้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนอาจไม่มีประสิทธิภาพในการขจัดความเสียหายจากการทุ่มตลาดภายหลังจากที่มีการเรียกเก็บอากรเอดี มาแล้ว 1 ปี” ทั้งนี้ ในระหว่างการดำเนินการพิจารณาทบทวนอัตราอากรเอดีจะยังคงมีการเรียกเก็บอากรเอดีกรณีที่เป็นการนำเข้าจากจีนในอัตรา 5.56-42.88%  ของราคาซี ไอ เอฟและหากนำเข้าสินค้าเหล็กจากเกาหลีใต้จะเรียกเก็บอากรเอดีในอัตรา 2.51-10.25%  ของราคาซี ไอ เอฟ อย่างไรก็ดีหากเป็นการนำเข้าสินค้ามาเพื่อทำการผลิตและส่งออกจะถูกเก็บอากรเอดีในอัตรา 0% 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คต. ทบทวนเอดีเหล็ก 2 รายการ