เดือน: มีนาคม 2014

  • ซื้อข้าวผ่านเอเฟตน้อยเพียง 40%

    ซื้อข้าวผ่านเอเฟตน้อยเพียง 40%

    นายศักด์ดา ทองปลาดผู้ทำการแทนผู้จัดการตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ  เอเฟท กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดซองการประมูลผ่านตลาดเอเฟท2.44 แสนตันว่า การประมูลข้าวผ่านตลาดเอเฟทครั้งนี้มีบริษัทเอกชนให้ความสนใจยื่นซองประมูลในครั้งนี้ มีเพียง 7 ราย น้อยกว่าครั้งก่อนที่มีผู้ยื่นซองทั้งสิ้น 17 ราย และคาดว่าการประมูลเอเฟทครั้งต่อไปในวันที่ 26 มี.ค.จะมีเอกชนเข้ายื่นประมูลมากกว่านี้ “ครั้งนี้มีเอกชนสนใจเข้าร่วมประมูลข้าวทั้งสิ้นปริมาณกว่า  105,521 ตัน หรือคิดเป็น 40% ของปริมาณข้าวที่นำมาประมูล  โดยแบ่งเป็น ข้าวขาว 5%  ปริมาณกว่า 103,521ตัน ที่เอกชนเสนอในราคาส่วนต่าง-2.48 ถึง – 3.90 บาท ต่อ กิโลกรัม  และ ข้าวหอมมะลิ 100%ชั้น 2 มีผู้ประมูลเพียงรายเดียว ปริมาณกว่า 2,000 ตัน ในราคาส่วนต่าง -5.70 บาท ต่อ กิโลกรัม”   ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้ราคาข้าวตกต่ำส่วนหนึ่งมาจากการระบายข้าวอย่างต่อเนื่องของกระทรวงพาณิชย์   โดยข้าวหอมมะลิ ราคาลดลง 10% มาอยู่ในระดับราคา  29.70 บาท ต่อ กิโลกรัม ส่วนข้าวขาวราคาอยู่ที่ 12.70 บาทต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตามคาดว่าแนวโน้มราคาจะไม่ลดต่ำลงไปกว่านี้เนื่องจากประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งประกอบกับคู่ค้าซึ่งระบายสต๊อกออกไปมากเเล้ว ทำให้หลายประเทศจำเป็นต้องซื้อข้าวเก็บเข้าสต๊อก  สำหรับการเปิดประมูลในครั้งนี้กว่า244,000 ตัน แบ่งเป็น ข้าวขาว 5% ปี 55/56 และ 56/57  กว่า 164,000 ตัน ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ปี 55/56 และปี 56/57 กว่า 80,000 ตัน ซึ่งเป็นข้าวจากภาคกลาง ภาคเหนือและภาคอีสาน รวม 8 จังหวัดจำนวน 13 คลัง สำหรับการประมูล เอเฟท ครั้งที่8 จะจัดขึ้นในวันที่ 26 มี.ค. 57 ที่โรงแรมริชมอนด์ รัตนาธิเษศร์ซึ่งจะมีปริมาณข้าวที่นำมาเปิดประมูลกว่า 2.5 แสนตัน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ซื้อข้าวผ่านเอเฟตน้อยเพียง 40%

  • “นิด้า”คาดหากการเมืองลากยาวจีดีพีโตแค่1.4%

    “นิด้า”คาดหากการเมืองลากยาวจีดีพีโตแค่1.4%

    นายยุทธนาเศรษฐปราโมทย์ ผู้อำนวยการหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเงิน คณะพัฒนาการเศรษฐกิจสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการเรื่องผลของวิกฤตการเมืองกับเศรษฐกิจไทย ปี 57 ว่าปัญหาทางการเมืองภายในประเทศไทยเป็นปัจจัยเสียงที่สำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในปี57 โดยนิด้าคาดว่าหากในไตรมาสที่2 สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงโดยมีการเลือกตั้งรวมทั้งมีข้อตกลงเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้จะส่งผลดีต่อการขยายตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้เศรษฐกิจไทยโตประมาณ 2.6% แต่ถ้าสถานการณ์ยังยืดเยื้อถึงช่วงครึ่งปีหลังประกอบกับเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัวต่อเนื่อง โดยประเมินสถานการณ์ร้ายแรงที่สุดเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 1.4%เท่านั้น ทั้งนี้ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของปัญหาทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจนั้นจะส่งผลโดยตรงต่อรายจ่ายภาครัฐบาล ทั้งด้านการบริโภคและการลงทุนซึ่งเกิดจากความไม่แน่นอนของการจัดตั้งรัฐบาล ยังมีรัฐบาลรักษาการอยู่ยาวนานรวมทั้งยังมีกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางไปปิดสถานที่ราชการจะมีผลต่อการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐอย่างมาก ขณะเดียวกันการปิดสถานที่สำคัญในย่านธุรกิจยังส่งผลถึงการบริโภคเอกชนและรายได้จากการท่องเที่ยวลดลงด้วยนอกจากนี้ในด้านการลงทุนภาคเอกชนยังมีความเสี่ยงด้านนโยบายเศรษฐกิจจากการที่ดารเมืองไม่มีเสถียรภาพโดยปัจจัยทั้งหมดจะส่งผลกระทบทันทีต่อเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ในอัตราที่ต่ำ “ถ้าการชุมนุมยังยืดเยื้อ แม้ว่าในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมากลุ่มผู้ชุมนุมจะลดระดับย้ายไปชุมนุมจุดเดียว โดยในเดือนพ.ค.-มิ.ย.57 หากจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้การปฏิรูปไม่ชัดเจน จะมีผลไปถึงครึ่งปีหลัง ซึ่งการประเมินขั้นรุนแรงที่สุดซึ่งรวมปัญหาทางการเมืองของไทย และเศรษฐกิจโลก เช่น สถานการณ์ของสหรัฐฯและรัสเซียรุนแรงขึ้นจะทำให้การบริโภคลดลงเหลือ 0.4% ส่วนการลงทุนจะติดลบ 3.3% ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยโตเพียง1.4% แม้ว่าการส่งออกจะค่อยๆฟื้นตัวดีขึ้นมาก็ตามจึงถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างมาก หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ” 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “นิด้า”คาดหากการเมืองลากยาวจีดีพีโตแค่1.4%

  • สมาคมไลฟ์สไตล์ร้องพาณิชย์ช่วยผู้ประกอบการ

    สมาคมไลฟ์สไตล์ร้องพาณิชย์ช่วยผู้ประกอบการ

    นายจิรบูลย์วิทยสิงห์ เลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย  เปิดเผยภายหลังแถลงเตรียมความพร้อมจัดงาน“แสดงสินค้าของขวัญ และงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน 2014”ว่า  สมาพันธ์เตรียมเข้าหารือกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อขอแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการและพยุงการส่งออกกลุ่มอุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ไทย หลังจากหลายประเทศได้จัดงานแสดงสินค้าของขวัญฯในเวลาใกล้เคียงกับประเทศไทยแต่มีโปรโมชั่นให้กับลูกค้าต่างประเทศเข้าร่วมงานมากกว่า เช่น  เวียดนามที่เลื่อนการจัดงานมาอยู่ในช่วงวันที่18-21 เม.ย. 57  ให้การสนับสนุนจ่ายเงินค่าที่พักให้ผู้ซื้อต่างชาติรายละ800 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยไม่จำกัดจำนวน ส่งผลให้ลูกค้าสิงคโปร์ 100 รายที่เตรียมเดินทางมาร่วมงานแฟร์ในไทย ยื่นความจำนงค์ไปเวียดนามแทน  “ในส่วนของไทยมีกำหนดการจัดขึ้นในวันที่19-23 เม.ย. 57 ทำให้หลายๆประเทศเลื่อนให้เร็วมาจัดช่วงเวลาใกล้เคียงกับไทยมากขึ้น แถมยังมีโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้าในต่างประเทศมากกว่าไทยด้วยซึ่งนอกจากจะมีเวียดนามแล้ว ยังพบว่า   ประเทศอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ก็จัดงานแสดงสินค้าแบบเดียวกับไทยหลังจากนั้นก็จะเป็นจัดงานแสดงสินค้าแบบเดียวกันที่ฮ่องกง และจีน โดยเฉพาะฮ่องกงจัดแคมเปญชดเชยค่าพักโรงแรม3 คืนต่อราย” สำหรับแนวทางที่จะเสนอต่อกรมฯคือ พิจารณาการให้ส่วนลดค่าพื้นที่แสดงสินค้า  กำชับทูตพาณิชย์ทั่วโลกดึงผู้ซื้อรายใหม่ๆมาเข้างาน  โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศติดชายแดนไทยจีนตอนใต้ ออสเตรเลีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง  รวมถึงขยายเวลาการจัดงาน2 วันสุดท้ายถึง 23.00 น. จากเวลาปิดงาน 21.00 น. หรือมิดไนซ์เซลครั้งแรกเพื่อให้เป็นสีสันต่อการจัดงานแสดงสินค้า ทั้งนี้หากดำเนินการได้ก็จะช่วยพยุงเงินสะพัดในงานตามเป้า900 ล้านบาท และพยุงการส่งออกปี 57 ให้ขยายตัว 5%  หรือมูลค่าเกิน 100,000ล้านบาท  เนื่องจากตลาดสหรัฐฯที่เป็นตลาดหลักยังขยายตัวต่อเนื่องหรือ ออสเตรเลีย ขยายตัวถึง 16%  รวมถึงตลาดยุโรปก็ยังฟื้นตัว และญี่ปุ่นิติดลบแค่ 3% ทั้งๆที่เงินเยนอ่อนถึง 20%  ซึ่งสินค้าไทยยังเน้นและติดอันดับ 1 ใน 5ของโลกเรื่องดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สมาคมไลฟ์สไตล์ร้องพาณิชย์ช่วยผู้ประกอบการ