ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (19 มี.ค.) ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นทันทีที่เปิดตลาด และแกว่งตัวผันผวนในแดนบวกตลอดการซื้อขายภาคเช้า เนื่องจากนักลงทุนต่างประเทศกลับมามีแรงซื้อในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง หลังจากรัฐบาลประกาศยกเลิกการใช้ พรก.ฉุกเฉิน เปลี่ยนเป็น พรบ.มั่นคงฯ แทนตั้งแต่เมื่อวานที่ผ่านมา (18 มี.ค.) ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปปิดเป็นบวก เนื่องจากประธานาธิบดีรัสเซียระบุว่าไม่ต้องการแบ่งแยกประเทศยูเครน ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดในยูเครนลงได้บ้าง อย่างไรก็ตามเราคาดว่านักลงทุนบางส่วนยังต้องการรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในคืนวันนี้ด้วย ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้าที่ 1,380.16 จุด เพิ่มขึ้น 7.08 จุด หรือ 0.52% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 16,255.20 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยภาคเช้าวันที่ 19 มีนาคม 2557 ปิดบวก 7.08 จุด
เดือน: มีนาคม 2014
-

หุ้นไทยภาคเช้าวันที่ 19 มีนาคม 2557 ปิดบวก 7.08 จุด
-

บริการไลน์คอลล์ ส่งสัญญาณให้เครือข่ายมือถือเร่งปรับตัว
หลังจากเมื่อวานนี้ (18 มีนาคม 2557) ไลน์ หรือ LINE ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นแชตจากญี่ปุ่นที่มีจำนวนผู้ใช้งานมากที่สุดในประเทศไทยได้เปิดให้บริการโทรศัพท์เข้าเบอร์พื้นฐาน(เบอร์บ้าน) และเบอร์โทรศัพท์มือถือราคาถูกภายใต้ชื่อบริการไลน์ คอลล์ (LINE Call) ซึ่งในช่วงแรกระบบจะเปิดใช้งานสำหรับผู้ใช้ไลน์ บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เท่านั้น วันนี้ (19 มีนาคม 2557) นายธีระ กนกกาญจนรัตน์นักวิเคราะห์อาวุโสจากบริษัท ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวนองค์กรให้คำปรึกษาและวิจัยระดับโลก ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า เมื่อมองดูกลยุทธ์ของLINE แล้วจะเห็นว่าการเปิดให้บริการ LINECall นั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจเนื่องจากเป็นตลาดที่มีมูลค่ามหาศาล โดยในปี 2555 ผู้นำตลาด Internetcalling อย่าง Skype นั้นสามารถทำรายได้มากกว่า700 ล้านเหรียญสหรัฐ และการที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 8ประเทศเริ่มต้นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้ LINE มากเป็นอันดับสองของโลกเป็นรองแค่ญี่ปุ่นเท่านั้น ในขณะที่ผู้บริโภคชาวไทยได้รับประโยชน์จากทางเลือกติดต่อสื่อสารที่มีราคาถูกลงและสะดวกสบายมากขึ้นนั้น LINE Call กลับเป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งชัดถึงกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสื่อสารในประเทศไทย“รูปแบบการใช้งานบริการข้อมูลหรือ DataService บนโทรศัพท์ไร้สายที่มีความหลากหลายและได้รับความนิยมมากขึ้นนั้น เป็นสัญญาณของทั้งวิกฤติและโอกาสที่มีผลกระทบต่อผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรศัพท์พื้นฐานว่า ต้องมีการปรับตัวเพื่อตอบสนองความเปลี่ยนแปลงในตลาดผู้บริโภค ถึงแม้ว่า LINE call จะเป็นหนึ่งในช่องทางที่เพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการโครงข่ายโทรคมนาคมสื่อสารในประเทศจากส่วนแบ่งของค่าบริการเชื่อมต่อหรือConnection fee แต่ก็ส่งผลกระทบต่อรายได้ที่มาจากการใช้งานประเภทโทรผ่านโครงข่ายโทรศัพท์ซึ่งเป็นรายได้หลักของผู้ให้บริการตลอดมา”ผลสำรวจของฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวนพบว่า ในปี2556 ที่ผ่านมา รายได้รวมจากการให้บริการโทรศัพท์ในระบบเสียงของผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นโดยเฉลี่ยหดตัวลง3.7% ในขณะที่รายได้จากการใช้ข้อมูลขยายตัวขึ้นถึง 26% เมื่อเทียบกับปี 2555ในส่วนของผู้ใช้บริการ พบว่ามีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบจ่ายเงินล่วงหน้าหรือPre-paid เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 11.9%ในขณะที่ผู้ใช้งานในระบบ Post-paid นั้นเพิ่มขึ้นถึง 27.8% จากปี 2555 แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างรายได้ของผู้ให้บริการนั้นเป็นเทรนด์ที่เห็นได้จากประเทศอื่นๆในภูมิภาคเอเซียเช่นกัน เช่น บริษัท NTT Docomo ผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นพบว่ารายได้เฉลี่ยจากการใช้งานโทรศัพท์ของผู้ใช้แต่ละคนลดลงถึง 40% ในช่วง 2 ปีที่ LINEเริ่มเปิดให้บริการ Voice Call นอกจากนี้ ในปี 2554 บริษัท SingTel ผู้ให้บริการรายใหญ่ในสิงคโปร์ก็ประสบปัญหาการเปลี่ยนแปลงของรายได้จากความนิยมของWeChat แอพพลิเคชั่น“สิ่งที่เราได้เห็นคือเหล่าผู้ให้บริการมีความตื่นตัวและปรับโครงสร้างรายได้โดยให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้จากบริการเสริม(OTT) และบริการเพิ่มมูลค่า Value AddedService (VAS) อื่นๆมากขึ้น รวมถึงการลงทุนในกลุ่มธุรกิจ Startup เพื่อหาแหล่งรายได้ใหม่ๆทั้งจากภายในและภายนอกกรอบอุตสาหกรรมโทรคมนาคม”นายธีระ สรุปว่า ตลาดประเทศไทยตัวแปรสำคัญสำหรับเหล่าผู้ให้บริการคือความพร้อมของระบบโครงข่าย 4G LTE ที่จะเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กับรายได้จากบริการOTT และ VAS อีกเป็นจำนวนมากส่วนผลตอบรับและผลกระทบจากบริการ LINE Call นั้นยังคงต้องดูกันต่อไปเนื่องจากคุณภาพและความเสถียรของการสื่อสารยังเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินผู้นำการให้บริการในตลาด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บริการไลน์คอลล์ ส่งสัญญาณให้เครือข่ายมือถือเร่งปรับตัว -

ราคาทอง19มี.ค.57 ปรับครั้งที่2 รูปพรรณขาย21,050บาท
วันที่ 19 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11:37 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 2 โดยลดลงจากเดิม 50 บาท ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 21,050 บาท รับซื้อ 20,253.76 บาท ทองแท่งขายบาทละ 20,650 บาท รับซื้อ 20,550 บาทราคาทองคำและครั้งที่ปรับราคาทองคำปรับครั้งที่ 2 ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 21,050 บาท รับซื้อ 20,253.76 บาท ทองแท่งขาย 20,650 บาท รับซื้อ 20,550 บาท เวลา 11:37 น.ราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 ลด 100 บาท รูปพรรณขายบาทละ 21,100 บาท รับซื้อ 20,299.24 บาท ทองแท่งขาย 20,700 บาท รับซื้อ 20,600 บาท เวลา 09:24 น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทอง19มี.ค.57 ปรับครั้งที่2 รูปพรรณขาย21,050บาท