นายสมชาติสร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า วันที่ 17 มี.ค. 57จะเป็นวันแรกที่รัฐบาลเริ่มการตรวจสอบข้าวในโครงการรับจำนำข้าวของโรงสีที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลทั่วประเทศตั้งแต่ปี 54 ถึงปัจจุบันแล้ว โดยจะมีผู้ว่าราชการจังหวัดตำรวจ กระทรวงพาณิชย์ องค์การคลังสินค้า (อคส.)และ องค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อตก.) เป็นต้น เข้าร่วมตรวจโรงสีจำนวนกว่า 800 โรงและคลังกลางของรัฐบาลอีกกว่า 1,700 แห่งซึ่งจะต้องมีการรายงานปริมาณจัดเก็บข้าวของรัฐบาลทั้งหมดมาที่ส่วนกลาง คาดว่าภายใน 2สัปดาห์จะได้รับข้อมูลสรุปทั้งหมด ทั้งนี้ที่ผ่านมาทางกระทรวงพาณิชย์ได้มีการตรวจสอบ การกระทำผิดทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปลายเดือน กพ. ที่ผ่านมาได้ตรวจพบการกระทำผิดของโรงสีแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์และอยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริงรวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในข้อหาลักทรัพย์ภายหลังพบว่ามีการลักลอบขนย้ายข้าวในสต็อกของรัฐบาลไปยังโรงสีอีกแห่งที่ไม่ได้อยู่ในโครงการรับจำนำข้าวกว่า3,000 กระสอบ ซึ่งจากการเข้าจับกุมและตรวจสอบจำนวนข้าวที่มีการขนย้ายแล้วพบว่ามีข้าวสูญหายไปกว่า 1,000 กระสอบโดยเป็นข้าวเก็บฝากของรัฐบาล ปี 2555/56“การกระทำดังกล่าวถือเป็นการจงใจปกปิดและอาจจะเข้าข่ายเป็นการลักทรัพย์ โดยขณะนี้กรมการค้าภายในได้ส่งเรื่องไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)เพราะสามารถอายัดทรัพย์สินของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวกับได้เร็ว และหากพบว่าเป็นการทำการลักทรัพย์เข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมายก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันทีส่วนที่ผ่านมา มีการกระทำลักษณะดังกล่าวประมาณ 2-3 รายที่เป็นคดีเกี่ยวกับสต็อกข้าวและมันสำปะหลัง โดยในขณะนี้ทางฝ่ายบริหารของส่วนกลางมีคำสั่งให้มีความเข้มงวดของการกระทำการทุจริตทุกรูปแบบและให้ดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่กระทำการดังกล่าวอย่างหนัก”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์จับมือผู้ว่าจังหวัดตรวจโกดังข้าว
เดือน: มีนาคม 2014
-

พาณิชย์จับมือผู้ว่าจังหวัดตรวจโกดังข้าว
-

ย้ำอาร์เอสต้องให้ดูถ่ายทอดบอลโลก 64 นัด ตามกฎมัสต์แฮฟ
วันนี้(17มี.ค.)ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์รองประธานกสทช.และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.)เปิดเผยว่า อาร์เอสต้องถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 รอบสุดท้าย จำนวน 64 นัดการแข่งขัน ตามประกาศหลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์ที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไปพ.ศ. 2555 หรือ ประกาศมัสต์ แฮฟ ซึ่งกรณีที่อาร์เอส นำเสนอข่าว และประชาสัมพันธ์ว่าสามารถรับชมฟุตบอลโลกผ่านฟรีทีวี 2 ช่อง คือช่อง 7 และช่อง 8 ของอาร์เอส จำนวน 22นัดการแข่งขัน แต่หากประชาชนจะรับชมครบทั้ง 64 นัดการแข่งขัน ต้องชมผ่านกล่องรับสัญญาณดาวเทียมซันบ็อก ที่ทำการตลาดจำหน่ายกล่องเวิลด์คัฟ เพื่อรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย และบอลโลก เป็นการกระทำที่ขัดต่อประกาศดังกล่าวในขณะเดียวกันศาลปกครองยังไม่มีการตัดสินกรณีที่ กรณีบริษัทอาร์เอส อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง แอนด์ สปอร์ต แมเนจเม้นท์ ยื่นฟ้องกสทช.ขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งชะลอหรือระงับประกาศมัสต์ แฮฟ ดังนั้นประกาศยังต้องมีผลบังคับใช้ทั้งนี้หากมีการละเมิดผู้บริโภคจะมีโทษปรับ 5 ล้านบาท และปรับวันละ 1 แสนบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะหยุดโฆษณาที่ไม่เป็นความจริง นอกจากนี้อาร์เอส ช่อง 8 ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี กสท.ยังสามารถลงโทษตั้งแต่ ปรับพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตได้อย่างไรก็ตามกสท.สามารถบังคับได้เฉพาะผู้ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยให้สำนักงานกสทช. ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกรณีที่มีการนำเสนอข้อมูลให้แก่ประชาชนและส่งหนังสือให้อาร์เอส ปฎิบัติตามมัสต์ แฮฟ อย่างเคร่งครัด ให้ระมัดระวังการให้ข้อมูลที่ขัดแย้งประกาศฯและแจ้งบริษัท เค มาสเตอร์ จำกัด ให้ปฎิบัติตามมาตรฐานการให้บริการโทรทัศน์แบบบอกรับสมาชิก ให้นำสัญญามาให้กสท.ตรวจสอบก่อนให้บริการล่วงหน้า 60 วัน สำหรับประกาศมัสต์ แฮฟกำหนดบังคับให้กีฬา 7 ชนิด สามารถรับชมผ่านฟรีทีวี ได้แก่ 1.การแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือกีฬาซีเกมส์ (South-East Asian Games, SEA Games) 2.การแข่งขันกีฬาสำหรับนักกีฬาคนพิการอาเซียนพาราเกมส์(ASEAN Para Games) 3.การแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศในทวีปเอเชียหรือเอเชียนเกมส์ (Asian Games) 4.การแข่งขันกีฬาสำหรับนักกีฬาคนพิการเอเชียนพาราเกมส์(Asian Para Games) 5.การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก(Olympic Games) 6.การแข่งขันกีฬาสำหรับคนพิการหลายประเภทจากทั่วโลกหรือกีฬาพาราลิมปิก(Paralympic Games) และ 7. การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย (FIFAWorld Cup Final)
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ย้ำอาร์เอสต้องให้ดูถ่ายทอดบอลโลก 64 นัด ตามกฎมัสต์แฮฟ -

เปิดคลังต้นแบบ
นางอุไร ร่มโพธิหยก ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบบัญชี กรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้ กระทรวงการคลังได้มีนโยบายเปลี่ยนแปลงภายในหน่วยงานสังกัด เพื่อผลักดันการปฏิบัติราชการที่มีประสิทธิภาพและเพิ่มศักยภาพการให้บริการประชาชน โดยเลือกจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นสำนักงานคลังจังหวัดต้นแบบแห่งแรก เพื่อทำหน้าตามภารกิจของกรมบัญชีกลางไปดำเนินการในแต่ละจังหวัด ให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการ ประกอบด้วย ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน รวมทั้งสนองรับกับนโยบายของรัฐบาล “กระทรวงการคลัง และกรมบัญชีกลางต้องการให้เกิดเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการกำกับดูแลและบริหารการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินและของหน่วยงานภาครัฐให้เป็นไปโดยถูกต้อง มีวินัย คุ้มค่า โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ โดยการวางกรอบหลักเกณฑ์กลางให้หน่วยงานภาครัฐถือปฏิบัติ ตลอดจนให้คำปรึกษาแนะนำด้านการเงิน การคลัง การบัญชี การตรวจสอบภายในและการพัสดุภาครัฐ จึงได้ดำเนินจัดทำโครงการสำนักงานคลังจังหวัดต้นแบบขึ้น”ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางได้เริ่มนำร่องโครงการดังกล่าวตั้งแต่ปีงบประมาณ 56 โดยเลือกสำนักงานคลังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้นแบบให้กับสำนักงานคลังจังหวัดอื่นๆ โดยรูปแบบการพัฒนาสำนักงานคลังจังหวัดใช้หลัก 3 พี คือ พีเพิล การพัฒนาปรับปรุงในด้านของบุคลากร โพรเซส การพัฒนาปรับปรุงด้านการปฏิบัติงาน การบริการ และเพลส การพัฒนาปรับปรุงด้านสถานที่และเครื่องมือ เพื่อให้สำนักงานคลังจังหวัดมีการทำงานที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ เป็นการยกระดับบริการให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดคลังต้นแบบ