เดือน: มีนาคม 2014

  • เปิดตัว‘Taskworld’ระบบบริหารจัดการงานยุคใหม่

    เปิดตัว‘Taskworld’ระบบบริหารจัดการงานยุคใหม่

    Taskworld ทุ่มงบตั้งทีมพัฒนาระบบฯ ในไทย ตั้งเป้าผู้ใช้งานไม่ต่ำกว่า 1 แสนราย ประเดิมเปิดให้ใช้ซอฟต์แวร์ฟรีผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น ส่วนเวอร์ชั่นพรีเมี่ยมเก็บเงินคาดเปิดบริการได้ภายในเดือน มิ.ย.นี้ นายเฟรด  โมอาวาด  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ทาสก์เวิลด์ (Taskworld) จำกัด และประธานกลุ่มธุรกิจในเครือซินเนอร์เจีย วัน(Synergia One) เปิดเผยว่า ได้ตัดสินใจทุ่มเงินลงทุนกว่า 150 ล้านบาท เพื่อเปิดธุรกิจใหม่ด้านไอทีในประเทศ  เพื่อให้บริการระบบบริหารจัดการงาน (Task  Management  System)ในชื่อ Taskworld บนเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น บนสมาร์ทโฟน ที่ช่วยให้ผู้ใช้งาน จัดการงานหรือโปรเจคท์ต่าง ๆ  ได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงสามารถติดต่อประสานงาน ติดตามสถานะของงานได้แบบทุกที่ทุกเวลา ทั้งนี้ Taskworld มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และมีสำนักงานสาขาที่กรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันมีทีมงานพัฒนาและออกแบบระบบในไทยกว่า 50 คน และจะขยายเป็น 100 คนภายในปีนี้  เพื่อเป็นแพลตฟอร์มระดับโลก และจะมีการพัฒนาเป็นเวอร์ชั่นภาษาไทยอีกด้วย สำหรับ Taskworld เป็นระบบที่รวมการบริหารจัดการงาน และการวัดผลในการทำงานไว้ด้วยกัน ผ่านการพัฒนาและทดลองใช้ภายในองค์กรซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติมานานกว่า 7 ปี และหลังจากเปิดให้บุคคลทั่วไปได้ใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีบริษัทชั้นนำหลายแห่งในประเทศไทย ได้เริ่มนำ Taskworld ไปใช้ในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดเวลาที่ใช้ในการจัดการภายในองค์กร ผู้บริหาร Taskworld กล่าวว่า ปัจจุบันระบบดังกล่าว เปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปใช้งานฟรีผ่าน www.taskworld.com หรือดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นสำหรับสมาร์ทโฟนได้ผ่านแอพสโตร์ หรือ กูเกิล เพลย์ และมีแผนเปิดตัวเวอร์ชั่นพรีเมี่ยมสำหรับลูกค้าที่ต้องการอัพเกรดฟีเจอร์เพิ่มเติม รวมถึงเวอร์ชั่นสำหรับองค์กรธุรกิจ ที่เพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานและรายงานผลการปฏิบัติงานที่ออกแบบสำหรับผู้บริหารและองค์กรโดยเฉพาะ คาดว่าจะเปิดบริการได้ภายในเดือน มิ.ย.นี้ อย่างไรก็ดีระบบดังกล่าวตั้งเป้ามีผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่า 1 แสนรายในประเทศไทยและ 1 ล้านรายทั่วโลก.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดตัว‘Taskworld’ระบบบริหารจัดการงานยุคใหม่

  • ‘บิทดีเฟนเดอร์’รุกตลาดซีเคียวริตี้ตั้ง‘แอฟเน็ต’ขายเจาะลูกค้าองค์กร

    ‘บิทดีเฟนเดอร์’รุกตลาดซีเคียวริตี้ตั้ง‘แอฟเน็ต’ขายเจาะลูกค้าองค์กร

    “บิทดีเฟนเดอร์” ตั้ง “แอฟเน็ต” เป็นผู้แทนจำหน่ายโซลูชั่นและผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยในไทย ชูคุณภาพบริการและราคาที่ถูกกว่าคู่แข่ง เน้นองค์กรธุรกิจ การศึกษา และภาครัฐ นายมิฮาว โดมินิค ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการของบิทดีเฟนเดอร์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า บิทดีเฟนเดอร์ ได้ แต่งตั้ง บริษัท แอฟเน็ต สาขาประเทศไทย ให้เป็นผู้จัดจำหน่ายโซลูชั่นระบบรักษาความปลอดภัย และแอนตี้ไวรัสของบิทดีเฟนเดอร์ โดยปัจจุบันบิทดีเฟนเดอร์ถือเป็นผู้นำในผลิตภัณฑ์แอนตี้ไวรัสในอันดับต้น ๆ ของโลก  และมีการวางขายในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก มีจำนวนผู้ใช้ทั้งในส่วนขององค์กรและผู้บริโภคทั่วไปกว่า 400 ล้านรายทั่วโลก การวมกับแอฟเน็ต ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายโซลูชั่นที่มีประสบการณ์จะช่วยให้สามารถผลักดันการจัดจำหน่าย ช่วยให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทั้งสองบริษัทในระยะยาว นายรุ่งโรจน์   รัตนาภากร ผู้จัดการ บริษัท แอฟเน็ต สาขาประเทศไทย กล่าวว่า การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นสัญญาในระยะยาว ซึ่งการได้โซลูชั่นและผลิตภัณฑ์ของบิทดีเฟนเดอร์ มาจำหน่าย จะช่วยให้บริษัทได้เปรียบในการแข่งขัน และสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองให้กับลูกค้าได้มากขึ้น โดยบริษัทจะเน้นทำตลาดในลูกค้าองค์กรเอกชน การศึกษา และหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นช่องทางที่บริษัทมีความแข็งแกร่งและมีพาร์ทเนอร์อยู่ ด้านนายจักรพันธ์ ทองพูน ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายขาย บิทดีเฟนเดอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ของบริษัทครอบคลุมตั้งแต่โซลูชั่นระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ ไปจนถึงแอนตี้ไวรัสสำหรับผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ตามบ้าน ซึ่งการร่วมมือกับแอฟเน็ต ครั้งนี้จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้กับองค์กรต่าง ๆ ขนาดเดียวกันก็พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคทั่วไปด้วย ซึ่งจะชูจุดเด่นเรื่องคุณภาพและราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่ง โดยมีทีมงานที่คอยดูแลลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกันก็พร้อมเสนอผลิตภัณฑ์ในราคาตามงบประมาณของลูกค้าที่มีอยู่ซึ่งคู่แข่งทำไม่ได้ ขณะที่แอนตี้ไวรัส 1 แอคเคาท์สามารถใช้งานได้ถึง 3 เครื่อง เชื่อมั่นว่าจะทำให้บิทดีเฟนเดอร์มีอัตราการเติบโตเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอนในปีนี้.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘บิทดีเฟนเดอร์’รุกตลาดซีเคียวริตี้ตั้ง‘แอฟเน็ต’ขายเจาะลูกค้าองค์กร

  • คนใช้สมาร์ทโฟนพุ่ง เฉียดหมื่นล้านรายใน5ปี

    คนใช้สมาร์ทโฟนพุ่ง เฉียดหมื่นล้านรายใน5ปี

    นับว่าในปัจจุบันหลายคนคงรู้จักกับคำว่า “สมาร์ทโฟน” ที่อุตสาหกรรมโทรคมนาคม อุตสาหกรรมไอที ทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่าย หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมต่าง ๆ หันมาให้ความสำคัญ  เนื่องจากพบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ใช้สมาร์ทโฟนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด ให้ข้อมูลว่า สมาร์ทโฟนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ยิ่งกว่าจรวด โดยพบตัวเลขปี 2556 มีการใช้งานโทรศัพท์มือถือทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 6,700 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็นใช้งานสมาร์ทโฟน 5,600 ล้านคน และใช้งานแท็บแล็ต 750 ล้านคน    ในปีนี้ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านเครื่อง เพิ่มจากในปี 2555 ถึง 60% คาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนเพิ่มเป็น  9,300 ล้านคน  ดังนั้นเมื่อความต้องการใช้งานสมาร์ทโฟนเพิ่มสูงขึ้น ปริมาณดาต้า (ข้อมูล) ก็เติบโตตาม คาดว่าในปี 2562 ปริมาณดาต้าจะเพิ่มสูงเป็น 10 เท่า มาจากปัจจัยหลัก ๆ ที่หนีไม่พ้น คือจำนวนสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น การเติบโตด้านคอนเทนต์หรือเนื้อหา และการใช้บริการวิดีโอสูงขึ้นมากกว่า 50% ต่อปี ผนวกกับความเร็วของเครือข่ายที่เริ่มพัฒนาเข้าสู่ 3 จี และ 4 จี ตามลำดับของเทคโนโลยี นายบัญญัติ เกิดนิยม ผู้อำนวยการฝ่ายการ สื่อสารและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า พบโลกกำลังจะเปลี่ยนแปลงตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภค ดังนั้นสิ่งที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยต้องคำนึงคือ การวางแผนให้บริการครอบคลุมพื้นที่ให้มีการใช้งานดาต้าบนมือถือมากที่สุด เพื่อรองรับกับความต้องการของผู้บริโภค ทั้งนี้การใช้งานผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไป คือ ผู้ใช้งานจะไม่สนใจขีดสัญญาณโทรศัพท์มือถือว่าจะขึ้นเต็มหรือไม่เต็ม แต่จะดูแบนด์วิธ ที่ส่งมายังโทรศัพท์มือถือว่า เพียงพอต่อการใช้อินเทอร์เน็ตหรือไม่  อย่างไรก็ตามประเทศไทยกำลังเริ่มที่จะประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ที่หมดสัญญาสัมปทานร่วมกับบริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอลโฟน ซึ่งหมดอายุสัญญาสัมปทานแล้ว และตามด้วยการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่มีบริษัท แอดวานซ์  อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ที่อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานจนถึงปี 2558 และประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ของบริษัท กสทโทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ที่มีบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ที่อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานจนถึงปี 2561 ซึ่งทั้งหมดนี้ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทร คมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค. ) จะเรียกคืนกลับมาจัดสรรผ่านรูปแบบการประมูล 4 จี ภายหลังหมดอายุสัมปทาน เพื่อสร้างถนนเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น รองรับการใช้งานต่อไป นี่คือการบ้านของอุตสาหกรรมโทร คมนาคมที่ต้องตอบสนองพฤติกรรมความต้องการของผู้บริโภค. สุรัสวดี สิทธิยศ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คนใช้สมาร์ทโฟนพุ่ง เฉียดหมื่นล้านรายใน5ปี