รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงการคลังได้รายงานครม.ถึงการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย ไตรมาสที่ 4 ปี56 และทั้งปีงบประมาณ 56 พบว่าในปีงบประมาณ 56 สินค้าฟุ่มเฟือยทั้ง 17 กลุ่มสินค้า มีมูลค่ารวมถึง 3,203 ล้านดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 102,496 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 413ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 13,216 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.82%โดยสินค้าที่มีมูลค่านำเข้าสูงที่สุด คือ น้ำหอมและเครื่องสำอางมีมูลค่านำเข้าประมาณ 19,328 ล้านบาท เพิ่มขึ้น35.63% รองลงมาเป็นผลไม้และนาฬิกาและอุปกรณ์ ทั้งนี้สินค้าฟุ่มเฟือย 5 อันดับแรก ที่มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น คือเครื่องแก้วชนิดใช้บนโต๊ะอาหาร หรือใช้ตกแต่งภายในที่ทำด้วยคริสตัล ขยายตัว 49.1%น้ำหอมและเครื่องสำอาง ขยายตัว 35.63% ไฟแช็คและอุปกรณ์ ขยายตัว 29.52%นาฬิกาและอุปกรณ์ ขยายตัว 25.67% สูท เสื้อ กระโปรง กางเกง สำหรับบุรุษ สตรีเด็กชาย และเด็กหญิง และเนคไท ขยายตัว 21.151% ส่วนในไตรมาสที่4 ปี 56 สินค้าฟุ่มเฟือยทั้ง17 กลุ่มสินค้า มีมูลค่านำเข้า 794 ล้านดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 25,408 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.3% ของมูลค่านำเข้ารวมทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน32 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,024ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2%โดยสินค้าที่มีมูลค่านำเข้าสูงที่สุด คือ น้ำหอมและเครื่องสำอางมีมูลค่านำเข้าประมาณ 5,024 ล้านบาทรองลงมาเป็นนาฬิกาและอุปกรณ์ และผลไม้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยอดนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยปี 56 พุ่ง
เดือน: มีนาคม 2014
-

ยอดนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยปี 56 พุ่ง
-

แบงก์ดาหน้าหั่นเป้าสินเชื่อ
นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับลดเป้าสินเชื่อในปีนี้ลงเหลือ 4.5% เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจปีนี้ที่คาดว่าจีดีพีเติบโตเพียง 3.3% จากเดิมที่ประเมินไว้ว่าสินเชื่อโต 7-10% จากจีดีพีอยู่ที่ 4.5% เป็นผลมาจากการใช้จ่าย การลงทุนที่ชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ นอกจากนี้การที่ร่างพรบ.การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทขัดรัฐธรรมนูญได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนในตลาดหุ้นและนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในประเทศ แต่เชื่อว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยังเดินหน้าต่อไปได้ผ่านการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีตามปกติ เพื่อไม่ให้โครงการลงทุนสะดุด และเห็นว่าหากมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศจะทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นและขยายการลงทุนต่อเนื่อง ซึ่งเห็นว่าการส่งออกจะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้น สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลปัจจุบันอยู่ที่ 1.49% และสิ้นปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 1.3% “การใช้จ่ายคงจะชะลอตัวไปถึงครึ่งปีหลัง ยกเว้นมีรัฐบาลขับเคลื่อนการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานจะทำให้การปล่อยสินเชื่อกลับคืนมาปกติ อย่างไรก็ตาม ธนาคารพร้อมปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากลงในอีก 1-2 วันนี้ หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดดอกเบี้ยอาร์พีลง 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 2% ในวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมองว่าการลดดอกเบี้ยลงจะลดต้นทุนให้กับภาคเอกชน และทดแทนการลงทุนภาครัฐได้ในระดับหนึ่ง หลังจากร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทขัดรัฐธรรมนูญ” นายบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ธนาคารได้ปรับลดเป้าสินเชื่อปีนี้โตเพียง 8% ขณะที่จีดีพีโต 2.9% จากเดิมที่คาดว่าสินเชื่อโตไม่ต่ำกว่า 10% และจีดีพีโตประมาณ 3-4% เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว รวมทั้งร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านที่ตกไปทำให้การบริโภคและการผลิตชะลอตัวลง แต่หวังว่าส่งออกจะเป็นแรงสนับสนุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยปีนี้ส่งออกโตประมาณ 5% อย่างไรก็ตาม ธนาคารอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของธนาคารด้วย ส่วนถานการณ์ทางการเมืองไม่ได้ส่งผลกระทบต่อหนี้เสียเพิ่ม
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แบงก์ดาหน้าหั่นเป้าสินเชื่อ -

พาณิชย์ร่อนหนังสือปรับปรุงข้าวส่งจีน
นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมการค้าต่างประเทศได้ทำหนังสือเวียนให้กับผู้ส่งออกสำหรับผู้ที่สนใจจะเข้ามาปรับปรุงคุณภาพข้าวสาร เพื่อส่งมอบให้แก่ คอฟโก้ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลจีน ชนิดข้าวขาว 5% ปีการผลิต 2556/57 ปริมาณ 1 แสนตัน กำหนดส่งมอบในเดือนเม.ย. นี้โดยมีเอกชนบางรายร่วมรับฟังการชี้แจงรายละเอียดเงื่อนไขให้กับผู้ส่งออกที่สนใจและสอบถามได้หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการปรับปรุง รายงานข่าวจากระทรวงพาณิชย์แจ้งว่า กรมการค้าต่างประเทศได้ออกประกาศหลักเกณฑ์การเปิดประมูลปรับปรุงคุณภาพข้าวเพื่อส่งมอบบริษัทคอฟโก หน่วยงานรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลจีนโดยการปรับปรุงข้าวครั้งนี้เป็นงวดที่ 1 ซึ่งมีกำหนดส่งมอบข้าวเป็นชนิดข้าวขาว 5%ปีการผลิต 2556/57 ปริมาณ 100,000 ตัน กำหนดส่งมอบให้แล้วเสร็จภายในเดือนเม.ย. 57และทยอยหาผู้ปรับปรุงส่งมอบจนครบ 1 ล้านตัน ภายในระยะเวลา 12เดือนตามสัญญาที่ได้ลงนามระหว่างไทยและจีน สำหรับเงื่อนไขในการเสนอราคาปรับปรุงประกอบด้วย ผู้ส่งออกต้องนำเข้าใหม่ปี 2556/57 ปรับเป็นข้าว 5% ณ ท่าเรือแหลมฉบัง ในปริมาณไม่ต่ำกว่ารายละ 2,000 ตันข้าวที่จะส่งมอบต้องเป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงพาณิชย์บรรจุในถุงขนาดพิเศษ 50 กก.เย็บปากกระสอบ 2 ชั้น โดยจะมีเซอร์เวเยอร์ที่แต่งตั้งโดยรัฐวิสาหกิจจีนและผู้ตรวจสอบตามพ.ร.บ.มาตรการสินค้าขาออก พ.ศ. 2503จะเป็นผู้ตรวจสอบข้าวก่อนลงเรือ “กรณีที่คุณภาพที่ส่งมอบไม่เป็นไปตามคุณสมบัติและเงื่อนไข โดยผู้รับจ้างปรับปรุงต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายและผู้ปรับปรุงยังต้องรับผิดชอบส่งมอบข้าวล็อตใหม่เพื่อทดแทนข้าวที่ฝ่ายจีนปฏิเสธการรับมอบด้วย หากผู้รับปรับปรุงไม่ส่งมอบตามกำหนดเวลา ผู้รับจ้างต้องเสียค่าปรับปรุงเป็นรายวันในอัตรา 0.2% ของมูลค่าค่าจ้างที่ยังไม่ได้ดำเนินการปรับปรุงและส่งมอบนับจากวันที่ครบกำหนดจนถึงวันทีทำการส่งมอบแล้วเสร็จ”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์ร่อนหนังสือปรับปรุงข้าวส่งจีน