เดือน: มีนาคม 2014

  • ราคาทองคำ 13 มี.ค.57 ปรับครั้งที่ 1 ขึ้น 250 บาท

    ราคาทองคำ 13 มี.ค.57 ปรับครั้งที่ 1 ขึ้น 250 บาท

    วันที่ 13 มี.ค.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.30 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 1 ขึ้น 250 บาท รูปพรรณขายบาทละ 21,450 บาท รับซื้อ 20,647.92 บาท ทองแท่งขาย 21,050 บาท รับซื้อ 20,950 บาทราคาทองคำและครั้งที่ปรับราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 ขึ้น 250 บาท รูปพรรณขายบาทละ 21,450 บาท รับซื้อ 20,647.92 บาท ทองแท่งขาย 21,050 บาท รับซื้อ 20,950 บาท เวลา 09.30 น.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทองคำ 13 มี.ค.57 ปรับครั้งที่ 1 ขึ้น 250 บาท

  • วืด!ศาลตีตกแผนกู้เงิน2ล้านล้านเอกชนหวั่นระบบคมนาคมถอยหลัง

    วืด!ศาลตีตกแผนกู้เงิน2ล้านล้านเอกชนหวั่นระบบคมนาคมถอยหลัง

    “ไม่อยากให้มองว่า การกู้เงินก้อนใหญ่ครั้งนี้เป็นการสร้างหนี้ แต่อยากให้มองว่าเป็นการสร้างอนาคต” ประโยคข้างต้นเป็นคำพูดของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” รักษาการ รมว.คมนาคม ที่เคยบอกไว้ หลาย ต่อหลายครั้งในช่วงที่ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” เตรียมออก พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน  2  ล้านล้านบาท เพื่อหวังพลิกโฉมประเทศให้มีระบบขนส่งที่ทันสมัย แต่ล่าสุดความหวังที่ว่ากลับต้องพังทลายลง หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยว่า ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวถูกตราขึ้นโดยขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 169 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 170 ส่งผลให้กฎหมายฉบับนี้ถูกตีตกไปทั้งฉบับ เอกชนเสียดายลุ้นรัฐสร้างใหม่ “พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยอมรับว่า น่าเสียดายที่กฎหมายดังกล่าว ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ เพราะการลงทุนนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ทั้งหมด ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้อย่างมาก เพราะมีการสร้างระบบรางใหม่ และขณะนี้หลาย ๆ ประเทศ ก็ได้ติดตามความคืบหน้าการสร้างระบบโครงการพื้นฐานของไทย เพราะมองไทยเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาค เพื่อที่จะได้เชื่อมต่อไปยังประเทศต่าง ๆ หากมีการเชื่อมต่อที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามตอนนี้ต้องรอดูต่อไปว่า รัฐบาลจะทำอย่างไรต่อไป เพราะใกล้เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แล้ว หากไม่เร่งลงทุนไทยจะเสียโอกาสในการแข่งขัน “โครงการต่าง ๆ ใน พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท เป็นโครงการที่ดีมาก นอกจากจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์แล้ว ยังช่วยอำนวยความสะดวกขายสินค้าผ่านชายแดนมากขึ้น รวมทั้งลดความเลื่อมล้ำและช่วยกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ได้ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้เอกชนหวังว่ากฎหมายนี้จะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีความคึกคักมาได้ เพราะมีการลงทุน และจ้างงานเพิ่มขึ้น แต่ตอนนี้ทุกอย่างหยุดชะงักไป พร้อม ๆ กับเศรษฐกิจที่ชะลอจากปัญหาการเมืองอยู่แล้ว” อสังหาฯอ่วมกว้านซื้อที่เพียบ “จักรพร อุ่นจิตต์” ผู้อำนวยการสถาบันการก่อสร้างแห่งประเทศไทย มองว่า แม้โครงการ 2 ล้านล้านนี้จะต้องล้มไป แต่หน่วยงานราชการต่าง ๆ ก็ได้เตรียมปรับตัว นำบางส่วนของโครงการนี้เข้าไปสู่งบประมาณดำเนินงานตามปกติของแต่ละกระทรวง เนื่องจากในโครงการ 2 ล้านล้านบาทนี้ มีบางส่วนที่ถูกดึงมางบลงทุนตามปกติ เช่น การก่อสร้างรถไฟรางคู่ โครงการรถไฟฟ้า และโครงการสร้างถนนต่าง ๆ เป็นต้น แต่โครงการที่ลงทุนสูงก็ยังคงต้องรอรัฐบาลชุดใหม่ตัดสินใจ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30-40% ของโครงการ 2 ล้านล้านบาท โดยส่วนที่ใช้งบมากที่สุดกว่า 60% จะมาจากรถไฟความเร็วสูง ซึ่งต้องรอดูว่ารัฐบาลชุดใหม่จะสานต่อโครงการนี้หรือไม่ อย่างไรก็ตามในส่วนของภาคเอกชนที่กระทบมากที่สุดก็คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะบางรายได้เข้าไปกว้านซื้อที่ดินตามแนวเส้นทางคมนาคมในโครงการนี้แล้ว เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต ซึ่งจะทำให้มีความเสี่ยงสูงขึ้น หากรัฐบาลใหม่เปลี่ยนเส้นทางไป ส่วนผู้ประกอบการก่อสร้าง ไม่ค่อยได้รับผลกระทบเนื่องจากเป็นเพียงผู้รับจ้างก่อสร้าง รวมทั้งยังมีโครงการภาครัฐที่ค้างอยู่พอสมควร แต่ทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติลดลง และมองว่านโยบายของรัฐบาลไทยขาดความแน่นอน กระทบต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุน ลดฝันทำโครงการได้ก็ดี “สมชัย จิตสุชน” ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้ความเห็นว่า กรณีดังกล่าวก็ไม่ถือว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียหายอะไรมากนัก เพราะเป็นเรื่องของกระบวนการทางกฎหมายที่มีปัญหาจึงทำให้กฎหมายตกไป แต่สิ่งที่ยังมีอยู่คือโครงการลงทุน ซึ่งมีรูปแบบโครงการที่ชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนความฝันที่หวังว่าประเทศไทยจะมีโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายโครงการ ก็สามารถลดความฝันลงได้ ไม่ต้องกู้เงินนอกงบประมาณขนาดใหญ่ให้มีภาระหนี้สินตกถึงประชาชนอย่างยาวนาน ทั้งนี้เชื่อว่า ต่อไปหากรัฐบาลตัวจริงอยากจะผลักดันโครงการลงทุนอีก คงมีอยู่ 2 แนวทางให้เลือก คือ อย่างแรกหากจะกู้เงินนอกงบประมาณอีกก็สามารถดำเนินการได้ เพราะที่ผ่านมาหลายรัฐบาลก็ทำกันในทางกฎหมายแล้วไม่น่าจะมีปัญหา แต่ถ้ามองในเชิงการเมืองก็คงมีการหยิบยกปัญหาต่าง ๆ มาอ้างได้ ส่วนอีกแนวทางคือการใช้เงินตามระบบงบประมาณตามปรกติ ทยอยทำเป็นรายโครงการที่สำคัญไป เช่น รถไฟทางคู่ทั่วประเทศ หรือการก่อสร้างระบบรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ซึ่งใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาล ก็ให้เป็นแผนระยะยาวดีกว่า อย่างไรก็ตามสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ ขณะนี้ คงส่งผลสะเทือนไปหลายอย่าง ที่เห็นชัดคือบรรดานักธุรกิจมองว่า ไทย “เสียโอกาส” อย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจ ส่วนประชาชนเองคงนั่งมองตากันปริบ ๆ เพราะไม่รู้ว่าโครงการลงทุนที่วาดฝันกันไว้เสียดิบดี ชาตินี้จะได้เห็นกันหรือไม่!. ทีมเศรษฐกิจ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : วืด!ศาลตีตกแผนกู้เงิน2ล้านล้านเอกชนหวั่นระบบคมนาคมถอยหลัง

  • การตั้งราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นฯของไทย – พลังงานรอบทิศ

    การตั้งราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นฯของไทย – พลังงานรอบทิศ

    มีผู้วิจารณ์ว่าสูตรการตั้งราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นน้ำมันของไทยนั้นไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคเพราะทำให้ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นฯของไทยแพงกว่าราคาน้ำมันที่ประเทศสิงคโปร์ที่เราใช้เป็นราคาอ้างอิง ทั้งนี้เพราะในสูตรราคาที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้มีการบวกค่าขนส่งจากสิงคโปร์มาไทย ค่าประกัน ค่าสูญหายค่า ปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ลงไปด้วยเปรียบเสมือนเรายังนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปมาจากสิงคโปร์ ทั้ง ๆ ที่วันนี้เราไม่ได้นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์แล้วแต่นำเข้าน้ำมันดิบโดยตรงมากลั่นเองจากตะวันออกกลาง ดังนั้นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่นค่าขนส่งจากสิงคโปร์มาไทย ค่าประกันสินค้า ค่าสูญหายจึงเป็นค่าใช้จ่ายเทียมที่ไม่เกิดขึ้นจริงและเมื่อรวมกับค่าปรับปรุงคุณภาพน้ำมันของไทยให้มีคุณภาพสูงกว่าของประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะสิงคโปร์ (ของไทยเป็นยูโร 4 ในขณะที่ของเพื่อนบ้านเป็นยูโร 2 หรือ 3) จึงทำให้ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นฯของไทยแพงกว่าสิงคโปร์ถึง 2 บาทต่อลิตรเลยทีเดียว ข้อสังเกตนี้ต้องยอมรับว่าตั้งอยู่บนหลักการที่ถูกต้องกล่าวคือเมื่อเราใช้ราคาที่ตลาดสิงคโปร์เป็นราคาอ้างอิงโรงกลั่นน้ำมันในไทยก็ควรต้องใช้ราคาเดียวกันกับสิงคโปร์เป็นตัวกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นฯแต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจที่แตกต่างกันของทั้งสองประเทศนี้ด้วยคือ ต้องยอมรับว่าค่าขนส่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางมาสิงคโปร์ถูกกว่ามาเมืองไทยความสะดวกทางด้านท่าเรือและบริการทางด้านศุลกากรของสิงคโปร์ดีกว่าไทยทำให้ต้นทุนทางด้านนี้ต่ำกว่า ดังนั้นถ้าราคาหน้าโรงกลั่นฯเท่ากันก็หมายความว่าโรงกลั่นฯในประเทศสิงคโปร์ย่อมมีกำไรมากกว่าแล้วใครจะอยากมาลงทุนสร้างโรงกลั่นฯในประเทศไทย อีกประการหนึ่งสำหรับโรงกลั่นในสิงคโปร์มีกำลังการกลั่นรวมกันสูงมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน สร้างขึ้นมาเพื่อส่งออกโดยเฉพาะจึงกลั่นน้ำมันเต็มที่ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำที่สุด ในขณะที่โรงกลั่นของไทยเป็นโรงกลั่นที่สร้างขึ้นเพื่อทดแทนการนำเข้าโรงกลั่นแต่ละโรงมีขนาดไม่ใหญ่มากถึงแม้จะมีกำลังการ กลั่นเหลือก็อาจกลั่นได้ไม่เต็มที่เพราะมีข้อจำกัดด้านการส่งออกดังนั้นต้นทุนต่อหน่วยจึงสูงกว่า แต่ก็ต้องเรียนว่าราคาหน้าโรงกลั่นฯในปัจจุบันก็ไม่ได้สูงกว่าสิงคโปร์ถึงลิตรละ  2 บาท อย่างที่กล่าวอ้างกันแต่อย่างใด โดยถ้าเราเปรียบเทียบราคาน้ำมันเบนซิน 95 เมื่อวันที่ 10 มี.ค. จะพบว่าราคาหน้าโรงกลั่นของไทยอยู่ที่ 25.43 บาทต่อลิตร ในขณะที่ราคา mop สิงคโปร์อยู่ที่ 121.16$/bbl หรือเท่ากับ 24.70 บาทต่อลิตร ต่างกันเพียง 0.73 บาทต่อลิตร และในส่วนของน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 25.92 บาทต่อลิตร ในขณะที่สิงคโปร์อยู่ที่ 24.82 บาทต่อลิตร ต่างกัน 1.10 บาทต่อลิตร ทั้งนี้เพราะของเราเป็นคุณภาพยูโร 4 และยังผสมไบโอดีเซล (B100) ที่มีราคาแพงกว่าน้ำมันดีเซลลงไปอีก 5% ด้วย อย่างไรก็ตามผมก็เห็นด้วยที่จะมีการทบทวนในเรื่องสูตรราคาหน้าโรงกลั่นฯให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรมทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคและข้อสำคัญต้องอยู่บนตัวเลขข้อมูลที่แท้จริงไม่มั่ว หรือบิดเบือนครับ!!.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : การตั้งราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นฯของไทย – พลังงานรอบทิศ