นายปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยถึงความคืบหน้า โครงการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งเปิดตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ.ว่า มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกว่า 10,000 ราย สนใจขอรับความช่วยเหลือ โดยโทรเข้ามาที่แสดงความต้องการที่สายด่วน สสว. 1301 และที่ www.sme.go.th สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการมากที่สุด คือ ช่วยเหลือด้านการเงิน โดยเฉพาะขอวงเงินสินเชื่อเพิ่มในอัตราดอกเบี้ยพิเศษมากที่สุด รองลงมา ขอพักชำระเงินต้น และการขยายระยะเวลาชำระหนี้ ซึ่งขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนได้รับช่วยเหลือจากสถาบันการเงินแล้ว 50 ราย ส่วนที่เหลือ สสว. จะนำส่งข้อมูลให้สถาบันการเงินดำเนินการต่อไปสำหรับ มาตรการความช่วยเหลือทางการเงิน เพื่อบรรเทาผลกระทบ และลดภาระหนี้ให้กับผู้ประกอบการ คือ การพักชำระเงินต้นเป็นเวลา 6-12 เดือน , การขยายระยะเวลาชำระหนี้ ระยะเวลา 3-12 เดือน และการให้สินเชื่อเพิ่มในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ ได้รับความร่วมมือจาก 5 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)ส่วนมาตรการช่วยเหลือด้านการตลาด สสว. นั้น ทางผู้ประกอบการก็ได้แสดงความต้องการมาเช่นกัน ซึ่งสสว.ได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ โดยตลาดในประเทศ จะจัดพื้นที่จำหน่ายสินค้าให้ผู้ประกอบการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงานเพื่อขอใช้พื้นที่ในย่านกลางเมือง เช่น หัวหมาก พหลโยธิน รวมทั้งจะจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ระหว่างผู้ประกอบการไทยและคู่ค้าจากต่างประเทศในกลุ่มธุรกิจภาพยนตร์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องนอกจากนี้ จะสนับสนุนการเพิ่มโอกาสทางการค้าของผู้ประกอบการผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค ส่วนตลาดต่างประเทศ จะนำผู้ประกอบการไปร่วมงานแสดงและจำหน่ายสินค้าในประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น ออสเตรเลีย ออสเตรีย มาเลเซีย พม่า และจีน รวมทั้งจะเพิ่มประสิทธิภาพด้านการจัดการ โดยจัดหลักสูตรอบรม เพื่อให้ข้อมูลความรู้กับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ในเดือนมี.ค.-เม.ย. นี้ ด้จัดอบรมหัวข้อดีจิตัล มาเก็ตติ้ง , แนวโน้มอี-คอมเมิร์ช , ระบบบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ และการบริหารจัดการความเสี่ยง และจัดกิจกรรมศึกษาดูงานผู้ประกอบการต้นแบบที่มีการบริหารจัดการที่ได้มาตรฐาน เพื่อเป็นแบบอย่างในการดำเนินธุรกิจของเอสเอ็มอี
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สสว.ชี้เอสเอ็มอีร้อนเงิน
เดือน: มีนาคม 2014
-

สสว.ชี้เอสเอ็มอีร้อนเงิน
-

เอสเอ็มอีกังวลสถานการณ์ทางการเมือง
นางศรีรัตน์รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าต่างประเทศได้รายงานว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจมากที่สุด โดยเฉพาะในภาคบริการด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องเช่น โรงแรม สปา รถเช่า สถานพยาบาล การจัดงานแสดงสินค้า และภาคการค้าบางส่วนเป็นต้นโดยส่วนใหญ่จะมีปัญหายอดขายสินค้า ยอดจองห้องพัก และปริมาณนักท่องเที่ยวลดลง ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์มีแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเบื้องต้น เน้นการพัฒนาให้ผู้ประกอบการมีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้นโดยหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงฯ มีโครงการรองรับที่จะช่วยยกระดับความพร้อมของเอสเอ็มอีมากมาย เช่น การสร้างผู้ประกอบการรายใหม่การพัฒนาธุรกิจสู่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพ ทั้งธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก โลจิสติกส์ สุขภาพแฟรนไชส์ การช่วยพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ในการผลิตสินค้าและบริการ การส่งเสริมให้นำระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ นอกจากนี้เพื่อเตรียมพร้อมที่จะให้ภาคธุรกิจไทยสามารถเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)ได้ กระทรวงฯมีแผนที่จะผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์จากเออีซีโดยการจัดตั้งศูนย์พัฒนาการค้าและธุรกิจไทยในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมถึงตั้งในประเทศอาเซียนและจีนเพื่อให้บริการข้อมูลและคำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการที่สนใจตลาดอาเซียนและยังมีโครงการสนับสนุนเอสเอ็มอีเข้าสู่ตลาดเออีซีเป็นการเฉพาะด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอสเอ็มอีกังวลสถานการณ์ทางการเมือง -

เปิดประมูลข้าวอีก 2.5 แสนตัน
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชยืเปิดเผยว่า ในวันที่ 12 มี.. 57 กระทรวงฯจะเปิดประมูลข้าวผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ เอเฟตครั้งที่ 4 จำนวน ประมาณ2.5 แสนตันหรือ 250 ล้านกิโลกริม ดังนั้นจึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการร่วมประมูลข้าวสารในสต็อกของรัฐบาลโดยอิงราคาซื้อขายล่วงหน้าในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทยในช่วง เวลา 9.00-12.00 น. ณห้องประชุม 30410 ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์จังหวัดนนทบุรี สำหรับการประมูลข้าวสารในสต็อกของรัฐบาลครั้งนี้แบ่งเป็น ข้าวขาว 5% ฤดูการผลิตปี 2555/56 และ 2556/57 ปริมาณกว่า 164 ล้านกิโลกรัมหรือกว่า 1.64 แสนตัน จากคลังในพื้นที่จังหวัดสิงห์บุรี สระบุรี กำแพงเพชร สระแก้วและชัยนาท นอกจากนี้ยังมีข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ฤดูการผลิตปี 2555/56 และ 2556/57 ปริมาณกว่า 80 ล้านกิโลกรัม หรือ 80,000 ตัน จากคลังในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี บุรีรัมย์และศรีสะเกษ โดยองค์การคลังสินค้า(อคส.) ได้เปิดให้ผู้สนใจประมูลดูสภาพข้าว ณ คลังสินค้าที่กำหนด ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 11 มี.ค. 57
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เปิดประมูลข้าวอีก 2.5 แสนตัน